RSS

เศรษฐกิจจีน (บทที่ 4)

18 ต.ค.

4.   เศรษฐกิจของจีน

      การเจริญเติบโตในอัตราสูง

      ในยุคสังคมนิยม เศรษฐกิจจีนเติบโตในช่วงปี ค.ศ. 1952-1978 เฉลี่ยปีละ 5.7% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูง ตั้งแต่จีนปฏิรูประบบเศรษฐกิจและใช้นโยบายเปิดเสรี ในปี ค.ศ. 1978  อัตราการเจริญของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นในอัตราสูงขึ้นมาโดยตลอดโดยได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในเอเชียในช่วงปี 1977 – 1978 น้อยมาก อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนในช่วงปี 1979 – 2000  ยังเจริญเติบโตในอัตรา 7.3-7.5%

      เนื่องจากจีนเป็นประเทศใหญ่ ประชากรมาก  มีตลาดภายในประเทศที่ใหญ่  จึงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชลอตัวน้อยกว่าประเทศอื่น 80% ของการเจริญเติบโตเศรษฐกิจมาจากความต้องการภายในประเทศ แต่การส่งออกในรอบ 2 ทศวรรษ ก็มีอัตราเพิ่มถึงปีละ 15% และในปี 2000 จีนเป็นประเทศที่มีมูลค่าส่งออกสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก การส่งออกของจีนมีความสำคัญมากกว่า 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม เพราะว่าภาคส่งออกของจีน มีผลทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจสูง

      โครงสร้างสินค้าออกของจีน ในรอบ 2 ทศวรรษก็เปลี่ยนไปมาก จากที่เคยส่งออกสินค้าขั้นปฐม เช่น ผลผลิตการเกษตร  ถ่านหิน น้ำมัน กลายเป็นสินค้าอุตสาหกรรม และในครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 ชนิดของสินค้าอุตสาหกรรมก็ เปลี่ยนจากสินค้าที่ใช้แรงงานมากเช่น ผ้า , เสื้อผ้า , รองเท้าและของเด็กเล่น เป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง และมีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ (ไฟฟ้า) และเครื่องจักรเป็นสัดส่วนสูงขึ้น (42% ของ สินค้าออกทั้งหมดของจีนในปี 2000)

      การลงทุนโดยตรงของต่างประเทศ (FDI) ในประเทศจีนก็เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วมาก ช่วงปี   1988 – 2001 เพิ่มขึ้นถึงปีละ 30% และเมื่อสิ้นปี 2002 มีต่างประเทศไปลงทุนในจีนรวม 446 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวครึ่งหนึ่งของการลงทุนในเอเชียทั้งหมด

      การที่มีการลงทุนต่างประเทศในจีนสูงมาก บวกกับการที่จีนได้เปรียบดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนมีเงินลงทุนสำรองต่างประเทศ มากเป็นที่สองของโลก คือรองจากญี่ปุ่น (กลางปี 2002  มีเงินทุนสำรองต่างประเทศ 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)  โดยจีนเป็นหนี้ต่างประเทศ ต่ำกว่าเงินทุนสำรองมาก หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว เงินตรา ” เหรินเหมินปี้”  หรือหยวนของจีนเป็นเงินตราสกุลแข็ง ที่ถูกสหรัฐเรียกร้องให้มีการปรับค่าให้สูงขึ้น

      การที่จีนมีอัตราการเจริญเติบโตสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของจีนเพิ่มขึ้นเท่าตัวในรอบ 10 ปี GDP ในปี 1978 (ปีที่เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจ) 362 พันล้านหยวน ถึงปี 2001 เพิ่มเป็น 3,435  พันล้านหยวน ถ้าคิดเทียบเป็นดอลลาร์สหรัฐ จีนจะมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของโลก แต่ถ้าคิดแบบเปรียบเทียบกับ อัตราค่าครองชีพ (PPP) ของจีน ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นมากแล้ว   จีนจะมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2  รองจาก GDP สหรัฐที่คิดแบบเทียบค่าครองชีพเท่านั้น แต่การคิด GDP แบบเปรียบเทียบค่าครองชีพเช่นนี้ อาจจะสูงเกินความจริงไปก็ได้

      ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ต่อหัวของจีนในปี 2002 เฉลี่ยอยู่ราว 900 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ มีความแตกต่างกันสูงมาก ระหว่างภาคตะวันออกและเมืองชายฝั่งทะเลที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจสูง ที่คนชั้นกลางอาจจะมีรายได้เฉลี่ย ถึงปีละ 4,000 – 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับประชากรในแถบตะวันตกและที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ที่มีการพัฒนาน้อยกว่าซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเพียง 400-500 ดอลลาร์สหรัฐ

      ในปี 2001  ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนใน GDP สูงถึง 45% ซึ่งสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไป สินค้าอุตสาหกรรมที่จีนผลิตได้มากคือ ถ่านหิน , เหล็กกล้า , โทรทัศน์สี , ตู้เย็น , เครื่องปรับอากาศ , โทรศัพท์มือถือ , คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล , มอเตอร์ไซค์ และ รถยนต์ ปลายปี 2002 จีนมีคนลงทะเบียนใช้  อินเตอร์เน็ต 59 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ อุตสาหกรรมรถยนต์และการใช้รถยนต์ภายในประเทศก็กำลังเติบโตมาก  ซึ่งทำให้จีนต้องสั่งน้ำมันเข้า และมีปัญหามลภาวะทางอากาศเพิ่มขึ้น 

ทำไมจีนจึงประสบความสำเร็จ

      แม้จะมีบางคนมีข้อสงสัยว่า สถิติทางราชการของจีนอาจจะรายงานสูงเกินความจริงหรือไม่ แต่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักที่ศึกษาเรื่องจีนอย่างใกล้ชิด ได้ตรวจสอบข้อมูลจากหลายทาง และเชื่อว่าสถิติทางเศรษฐกิจของจีน น่าจะใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า สถิติก่อนปี ศ.ศ 1978 บางคนยังมองว่า จีนยังมีเศรษฐกิจใต้ดิน , เศรษฐกิจนอกระบบที่ไม่รวมอยู่ในสถิติทางการอีกจำนวนมากด้วยซ้ำ

      การที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจ จากระบบวางแผนจากส่วนกลางเป็นระบบตลาดอย่างได้ผลดีกว่ารัสเชียและยุโรปตะวันออก มาจากหลายปัจจัย เช่น ก่อนหน้าที่จะปฏิรูป การวางแผนจากส่วนกลางของจีนยังไม่เข้มงวดมากนัก , คนจีนมีวัฒนธรรมของผู้ประกอบการมานาน และจีนมีการกระจายการบริหารไปสู่ท้องถิ่นอยู่ในระดับหนึ่ง ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมก็ยังมีไม่มาก นอกจากนี้การเปลี่ยนถ่ายผู้นำของจีน ก็เป็นไปอย่างต่อเนื่องราบรื่น ผู้นำ  ตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิง เป็นพวกนักปฏิบัตินิยมและใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่มีความยืดหยุ่นสูง

      จีนเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปจากการลองถูกลองผิด เริ่มต้น ด้วยการปฏิรูปการเกษตรที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสถาบัน โดยการเลิกระบบการผลิตแบบคอมมูนมาเป็นระบบผู้ประกอบการรายย่อย ให้แต่ละครัวเรือนรับผิดชอบตนเองเพิ่มขึ้น เกษตรกรทำเองขายเองในตลาดได้ ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจที่จะผลิตเพิ่ม ผลผลิตการเกษตรและรายได้ในชนบทจีนเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การขยายตัวของอุตสาหกรรม ระดับเมืองและชุมชน ซึ่งรัฐบาลกระจายอำนาจให้ผู้นำท้องถิ่นบริหารอย่างอิสระเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานใหม่ มีสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำ มาสนองความต้องการของคนได้เพิ่มขึ้น และทำให้เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโต ในปลายศวรรษ 1990      อุตสาหกรรมระดับเมืองและชุมชน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ตั้งไว้และส่วนใหญ่ได้รับการแปรรูปให้ดำเนินการแบบเอกชนในเวลาต่อมา

      ถ้าเทียบกับรัสเซียคือ จีนปฏิรูปเศรษฐกิจจากฐานล่างก่อน และ ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจมหภาคและการเมืองการบริหารทีหลัง ความสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจจากฐานล่าง ทำให้มีการปรับปฏิรูปผู้บริหารระดับต่างๆ ได้ โดยยึดหลักความสามารถ ในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด อย่างสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การขยายตัวของเศรษฐกิจภาคเอกชน หรือการบริหารแบบเอกชนตามกลไกตลาด ทำให้เศรษฐกิจภาครัฐลดความสำคัญลงตามสำดับ ตอนเติ้งเสี่ยวผิง คิดปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ในปลายทศวรรษ 1970       รัฐวิสาหกิจ มีสัดส่วนถึง 70%  ของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม พอปี 2000 เหลือเพียง 24% ส่วนใหญ่คือ      อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

      ถ้ากล่าวในแง่หน่วยปฏิบัติงาน ในปลายปี 1994      รัฐวิสาหกิจแบบเก่ามีเพียง 9.7%  วิสาหกิจแบบรวมหมู่ (เช่น อุตสาหกรรมนครเมืองและชุมชน)  มีสัดส่วน 23.5%  ธุรกิจเอกชนและระบบครัวเรือน 21.9% วิสาหกิจแบบร่วมทุน 32.5%  และอื่น ๆ อีก 12.41%  อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารและสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังเป็นของรัฐและเป็นภาคที่มีปัญหาด้อยประสิทธิภาพ การปล่อยหนี้เสียค่อนข้างมาก การเติบโตของเศรษฐกิจระบบตลาด ทำให้การแผนพัฒนา 5 ปี และ เศรษฐกิจภาครัฐลดความสำคัญ ลดตามลำดับ

      นอกจากรัฐวิสาหกิจจะมีสัดส่วนในภาคอุตสาหกรรมลดลงดังได้กล่าวมาแล้ว ค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ที่เคยมีสัดส่วน 32% ของ GDP ในปี 1979  ก็ลดลงมาเหลือเพียง 24% ในปี 2001  ซึ่งหมายถึงการให้ความช่วยเหลือและบริการด้านการประกันสังคมก็ลดลงจากเดิม  ทำให้ภูมิภาค และประชาชนที่ยากจนได้รับความลำบากเพิ่มขึ้น  เมื่อเทียบกับที่คนชั้นกลางในภูมิภาคเศรษฐกิจพัฒนาสูง ร่ำรวยเพิ่มขึ้น

      การเจริญเติบโตสูงจะยั่งยืนหรือไม่

      ในช่วงปี 1992-1995 ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตสูงกว่าปีละ 10% อัตราเงินเฟ้อ วัดจากดัชนีการบริโภคก็เพิ่มสูงมาก คือสูงถึง 27% ในปี 1994 และ 14.8% ในกลางปี 1995  ทำให้รัฐบาลจีนต้องใช้มาตรการคุมเข้มเพื่อหยุดอัตราเงินเพ้อ  เช่น  ลดการให้สินเชื่อ , ควบคุมราคาสินค้า พื้นฐาน ทำให้ในเดือนพฤศจิกายน      ปี 1997  อัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือ 1.1% โดยมีผลกระทบต่อการลดอัตราการเจริญเติบโตของ GDP เพียงเล็กน้อย (ยังโตได้ 9% ในปี 1997)  แต่ในกลางปี 1997 หลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในเอเชีย ก็มีผลให้เกิดปัญหาภาวะเงินฝืด (DEFLATION)  ในจีนตามมา จนถึงปี 2001  อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงมาเหลือระดับ 7.3% ในปี 2001

      มองทางด้านดีมานด์ (ความต้องการ) การเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูงของจีน มาจากการออมและการลงทุนภายในประเทศในอัตราสูง ในปี 1999 การออมในประเทศเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% ของ GDP จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการออมสูงสุดในโลก การออมสูง การลงทุนสูง การส่งออกสูง  GDP  เพิ่มสูง ทำให้เกิดวัฏจักรของการเจริญเติบโตสูง

      เนื่องจากจีนเป็นประเทศกำลังพัฒนา จึงมีความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านคมนาคม , ขนส่ง , ทางเรือ , สนามบิน , โรงผลิตกระแสไฟฟ้า ค่อนข้างมาก ถัดมาคือ การเพิ่มความต้องการบริโภคภายในประเทศ   เพราะประชากรจีนมีมาก และยังต้องการบ้าน , อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน , เครื่องใช้สอยในครัวเรือน เช่น โทรทัศน์ , ตู้เย็น , โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ สำหรับประชากรในเมืองที่เริ่มมีรายได้สูงขึ้น นอกจากนี้ประชากรก็มีความต้องการบริการทางด้านการค้าและการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากเป็นประเทศใหญ่มีความหลากหลาย เฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศก็มีตลาดถึง 784 ล้านคน ในปี 2001 

      การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน จึงมาจากตลาดภายในประเทศสูง  ซึ่งต่างจากประเทศเอเชียอื่นที่เล็กกว่าที่เน้นการพึ่งการส่งออก มากกว่าตลาดภายในประเทศ ด้านส่งออกของจีนที่เติบโตปีละ 15% ก็เป็นผลเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนทางหนึ่ง

      มองทางด้านซัพพลาย (การสนองความต้องการ) จีนมีประชากรจำนวนมาก และฐาน  ทรัพยากรที่ใหญ่ การเติบโตของกำลังแรงงานและการเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากจีนสามารถพัฒนากำลังแรงงานที่มีอยู่มากให้เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นก็คือความเจริญเติบโตเศรษฐกิจของจีน มาจากการเพิ่มผลผลิตต่อหัวคนงาน และปัจจัยอื่นเช่นการเปิดประเทศ มากกว่าการเพิ่มการลงทุนต่อหัวคนงาน ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปได้ไกลที่กว่าสหภาพโซเวียตที่เพิ่มการลงทุนต่อหัวมากกว่าเพิ่มประสิทธิภาพ นโยบายเปิดประเทศทำให้จีนต้องแข่งขันกันภายนอกรุนแรงขึ้น จึงเป็นแรงผลักดันให้จีนต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย

      ในปี 1999  ผู้บริหารของจีนเริ่มตระหนักว่า ภาคชายฝั่งทะเลมีการลงทุนและผลผลิตมากเกินไป และจำเป็นต้องขยายการผลิตไปสู่ภาคตะวันตก ซึ่งพัฒนาน้อยกว่าและมีพื้นที่กว้างใหญ่  ถึง 57% ของทั้งประเทศ แต่มีประชากรอยู่ 23% และมีสัดส่วนใน GDP เพียง 13% ดังนั้นภาคตะวันตกจึงเป็นแหล่งใหม่ที่มีโอกาสจะพัฒนาความเจริญเติบโตได้อีก

      ในแง่ประชากรของจีน อัตราการเจริญพันธ์เริ่มลดลง มีผลให้โครงสร้างประชากรมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในทศวรรษหน้า โอกาสการได้รับการศึกษาของประชากรจีนโดยทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงค์โปร์โดยเฉพาะผู้ได้เรียนระดับอุดมศึกษา ปัจจัยด้านการพัฒนาการศึกษาที่ยังต่ำอาจทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาวชลอตัวลงได้

ปัญหาการแข่งขัน จากการเปิดเสรี

      การเป็นสมาชิกขององค์การค้าโลกในปี 2001 ซึ่งจะทำให้จีนต้องลดภาษีนำเข้าตามลำดับรวมทั้งเปิดเสรีทางการลงทุนมากขึ้น  จะมีทั้งผลดี และ ผลเสียต่ออุตสาหกรรมของจีน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ในสาขาเคมี , รถยนต์ , ยา และ เกษตร จะเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศอย่างรุนแรงและรัฐวิสาหกิจ หลายแห่งจะไปไม่รอด  ธุรกิจบริการ เช่น ธนาคารประกันภัย และ โทรคมนาคม ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการอุ้มชูสูง และมีประสิทธิภาพต่ำ ก็จะเผชิญกับการแข่งขัน จากต่างประเทศ อย่างรุนแรงเช่นกัน แต่มองในอีกแง่หนึ่งก็คือเป็นการบีบให้รัฐวิสาหกิจ  ต้องปรับปรุงตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  เหตุที่การปฏิรูปหรือยุบ , ขาย รัฐวิสาหกิจยังได้ยากคือ จะทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางสังคม เพราะปัญหาคนว่างงาน , คนทำงานไม่เต็มที่ , คนจนก็มีเยอะอยู่แล้ว รวมทั้งคนงานที่มีอายุและการศึกษาทักษะอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ก็เป็นการยากที่จะฝึกอบรมและหางานใหม่ให้พวกเขา

      ธนาคารของรัฐ 4 แห่งมีปัญหาหนี้ไม่รับรู้รายได้ (NPL)  จาก การปล่อยกู้รัฐวิสาหกิจ เป็นสัดส่วนสูงราว 22 – 24 % ในช่วงปี 1995 – 2000  เพราะต้องให้กู้ตามนโยบายของรัฐ รวมทั้งเพราะการขาดประสิทธิภาพและการฉ้อฉล ของรัฐวิสาหกิจ แต่ การที่คนจีนมีเงินออมในระบบธนาคาร 8 ล้าน   ล้าน (TRILLION)   หยวน เกือบพอ ๆ กับขนาดของ GDP ของประเทศ ทำให้รัฐบาลยังอุ่นใจได้ว่า ถ้าเศรษฐกิจเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 7% หนี้เสียเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ ถูกย่อยไปเอง 

ปัญหาการว่างงาน

      การที่จีนจะต้องเปิดเสรีหลังการเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกจะบีบบังคับให้อุตสาหกรรมจีนต้องลดต้นทุน ด้วยการลดคนงานลง ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคมต่อไป

      การปฏิรูป รัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่ปี 1977 ทำให้คนงานในเมืองต้องถูกปลดปีละ 7-8 ล้านคน และช่วงกลางปี 2002  มีคนงานรัฐวิสาหกิจถูกปลดไปแล้วรวม 24 ล้านคน แม้จะมีตำแหน่งงานใหม่ เพิ่มปีละ 8 ล้านคน แต่ก็ไม่ทันรับคนที่เติบโตมาเป็นแรงงานใหม่ที่เข้ามาหางานปีละ 10 ล้านคน ทั้งนี้ยังไม่นับพวกทำงานต่ำกว่าระดับหรือ การว่างงานแบบแอบแฝง ในชนบทจำนวนมหาศาลอีก สถิติการว่างงานภายในเมืองของทางราชการเพิ่มจาก 1.8% ของกำลังแรงงาน ในปี 1985 เป็น 4.4% ในปี 2002 แต่ถ้าคิดรวม คนงานรัฐวิสาหกิจที่ถูกปลดออกแล้ว สถิติการว่างงานน่าจะอยู่ที่ 7.8% ของกำลังแรงงาน ทั้งนี้ไม่รวมคนอพยพมาหางานในเมืองที่มาคอยรองานรับจ้างรายวันที่ไม่มีให้ทำทุกวันอีกหลายล้านคน ซึ่งก่อให้ไปเกิดปัญหาความไม่มั่นคงทางสังคม

      ปัญหาการว่างงานแอบแฝง ในชนบทนับวันจะเพิ่มมากขึ้น  เพราะเกษตรกรขนาดเล็ก จะแข่งขันสู้บริษัทเกษตกรรมขนาดใหญ่ จากต่างชาติ ไม่ได้   คนชนบทมีความไม่พอใจมากขึ้น ทั้งจากปัญหาความแตกต่างทางรายได้ที่ห่างกันมากขึ้น ระหว่างเมืองกับชนบท , การขึ้นภาษี และ การบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาลท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกลาง เช่น การฝึกอบรมแรงงานใหม่ , การปฏิรูประบบประกันสังคมใหม่ ทำได้ค่อนข้างล่าช้า และไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องพึ่งคือ การทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงต่อไปเพราะเชื่อว่านี่คือ การแก้ปัญหาเรื่องการจ้างงานและเพิ่มรายได้ ถ้าเศรษฐกิจทำท่าชลอตัว รัฐบาลก็จะใช้วิธีขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ปัญหาสังคม

            การเปิดประเทศและการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ของเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมเพิ่มขึ้นมากมาย เช่น การเพิ่มขึ้นการคาดหมายและความเครียด , อาชญากรรม , และลัทธิความเชื่อโชคลาง รวมทั้งลัทธิความเชื่อทางศาสนา เช่น กลุ่มฟาหลุนกง, ความหลงใหลในการบริโภค  ปัญหามลภาวะทางธรรมชาติและทางสังคม ปัญหาการทุจริตฉ้อฉล ของเจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มีอำนาจ ปัญหาการทุจริตฉ้อฉล ที่ระบาดมากขึ้น เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาทางการเมืองและสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า , มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงด้วย

      ปัญหาสำคัญข้อต่อมา  คือ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างเมืองกับชนบท หรือภาคอุตสาหกรรม กับภาคเกษตรกรรมที่ยิ่งเพิ่มขึ้น ปี  2001  ครัวเรือนชนบทมีรายได้ถัวเฉลี่ยปีละ 2366 หยวน เมื่อเทียบกับครัวเรือนในเมืองที่มีรายได้เฉลี่ยปีละ 6860 หยวน ต่างกันราว 3 เท่า สถิติรายได้ของชาวชนบทยังเป็นรายได้รวม ทั้งอาหาร , สัตว์เลี้ยง , พืชพันธ์ และ ปุ๋ยที่ต้องใช้ในปีต่อไป ไม่ใช่รายได้สุทธิ เหมือนในเมือง ชาวชนบทยังไม่ได้รับบริการเรื่องบ้าน , การศึกษา , สาธารณสุข , จากรัฐ เหมือนชาวเมือง  และยังต้องแบครับภาระภาษี , ค่าธรรมเนียมทั้งถูกกฎหมาย และ นอกกฎหมาย อีกด้วย โดยทั่วไปเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิตของพวกเขา

      การที่ชนบทยากจน ทำให้ชาวนาหนุ่มอพยพ มาหางานทำประเภทรับจ้างทั่วไป ในเมืองต่าง ๆ ระหว่าง 50 – 100 ล้านคน โดยที่ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถรองรับได้ และพยายามกีดกันคนเหล่านี้ออกไปด้วย มาตรการการตรวจสอบทะเบียนสำมะโนครัว

      อย่างไรก็ตาม ทางจีนก็ยังพอจัดการเรื่อง การผลิตอาหารสำหรับคนทั้งประเทศได้ค่อนองข้างเพียงพอ  เนื่องจากการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร  แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ทำให้แรงงานเกษตรมีล้นเกินไป จนต้องอพยพไปหางานทำในเมือง และผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น  ก็ทำให้เกษตรกรขายราคาพืชผลได้ต่ำลง  เนื่องจากความต้องการสินค้าเกษตรมีความยืดหยุ่นต่ำ กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมือง ก็คือการดึงเอาส่วนเกินจากภาคเกษตรไปช่วยพัฒนาภาคอุตสาหกรรม และทำให้ ภาคเกษตรลดความสำคัญลง ทั้งการจ้างงาน , สัดส่วนใน  GDP  และสัดส่วนในการส่งออก โดยที่รัฐบาลก็ไม่ได้พยาบาลพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง ผู้นำรัฐบาลรุ่นหลัง ๆ เป็นพวกปัญญาชนในเมือง จึงขาดความเข้าใจหรือ เอาใจใส่ปัญหาชนบทเหมือนผู้นำรุ่นแรก ๐

      ข้อมูลส่วนใหญ่ได้จาก JOHN WONG ,CHINA’S ECONOMY บทที่ 5 ในหนังสือ ROBER E. GAMER (EDIT) UNDERSTANDING   CONTEMPORARY    CHINA (SECOND   EDITION)    LYNNE RIENNER PUBLISHER , 2003. 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: