RSS

ทางออกของปัญหา:นโยบายแบบไหนจึงจะแก้ปัญหาคนจนได้

05 พ.ย.

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 1 พฤศจิกายน 2550 14:55 น.

วิทยากร  เชียงกูล

       กกต.ไปเข้มงวดกับพรรคการเมืองเรื่องการหาเสียงเลือกตั้งโดยเปิดเผยมากไปและทำให้นักการเมืองหลบไปซื้อเสียงใต้ดินกันมากขึ้น ที่จริงกกต.ควรส่งเสริมให้เกิดเวทีสาธารณะที่เปิดให้พรรคได้มาเสนอนโยบายแข่งกัน จะได้ทำให้ประชาชนสนใจปัญหาเศรษฐกิจสังคมเพิ่มขึ้น นโยบายเท่าที่พรรคใหญ่ๆเสนอมา ส่วนใหญ่จะเน้นการทำโน่นทำนี่ให้ประชาชน ซึ่งมีลักษณะประชานิยมแบบหาเสียง มากกว่าที่จะมุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง
       
       การแก้ปัญหาหนี้ของเกษตรกร
       
       ปัญหาหนี้ของเกษตรกรซึ่งเป็นคนราว 40 % ของทั้งประเทศเป็นปัญหาเรื้อรัง ถ้าแก้ไขปัญหานี้เกษตรกร รวมทั้งคนจนในเมืองได้จริงจัง จะพัฒนาตลาดภายในและเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็งได้มาก ควรปฏิรูประบบบริหารของหน่วยงานแก้ไขหนี้สินของเกษตรกรให้รวมอยู่หน่วยงานเดียวที่มองภาพรวมออก วางหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และแก้ปัญหาให้ตรงจุด เช่นพักหนี้เกษตรกรที่ย่ำแย่มาก เพื่อช่วยให้เกษตรกรตั้งต้นฟื้นฟูอาชีพของตนใหม่ได้ ไม่ต้องไปกู้นายทุนเงินกู้เอกชนมาจ่าย ธกส. ซึ่งจะยิ่งเสียดอกเบี้ยแพงหนี้เพิ่มและไปไม่รอด ที่สำคัญคือต้องมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรทุกด้านพร้อมกัน เช่นการปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูประบบการขนส่งและการตลาด ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยให้เกษตรกรบริหารฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ขายสินค้าได้ราคาดีขึ้น สร้างระบบสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง จึงจะช่วยให้เกษตรกรฟื้นตัวได้จริง
       
       โครงการพักหนี้ 3 ปีหรือให้เกษตรกรได้กู้เงินแบบเสียดอกเบี้ยต่ำหน่อย ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ คือปัญหาการซื้อแพงขายถูกของเกษตรกร ถ้าแก้ไม่ตรงจุด ถึงจะพักหนี้หรือมีกองทุนหมู่บ้านอะไรต่างๆ พวกเขาก็จะขาดทุนและกลับมามีหนี้เพิ่มอยู่นั่นเอง
       
        รัฐควรปฏิรูปปรับเปลี่ยนธกส. จากรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง ให้เป็นธนาคารสหกรณ์ที่ถือหุ้นโดยสหกรณ์การเกษตร องค์กรชาวนาชาวไร่ เกษตรกร พนักงานธนาคาร และลูกค้าทั่วไปให้เกษตรกรเลือกตัวแทนขึ้นไปเป็นบอร์ดบริหารตรวจสอบและคัดเลือกคณะผู้บริหารมืออาชีพที่ควรเป็นนายธนาคารที่มีวิสัยทัศน์ มีอุดมการณ์และนโยบายการทำงานเพื่อพัฒนาเกษตรกรในระยะยาวจริงๆ ไม่ใช่แค่นายธนาคารพาณิชย์ที่เน้นการหากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย รวมทั้งธกส.ต้องผ่าตัดแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ธนาคารบางคนหากินกับค่าปากถุง ค่าหัวคิว คอมมิชชั่นต่างๆจากเกษตรกรด้วย
       
       โครงการกองทุนหมู่บ้าน (ชุมชน) ต้องเน้นการแก้ปัญหาการผลิต การจ้างงาน
       
        ควรปฏิรูปกองทุนหมู่บ้าน (ชุมชน) ให้เป็นกองทุนที่มีตัวแทนที่เหมาะสม (เช่นกลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ที่มีอยู่แล้ว) มีการจัดการที่ดี เน้นการให้ความรู้และเพิ่มความสามารถในการรวมกลุ่มและการจัดการของชาวบ้าน เน้นแก้ปัญหาระบบการผลิตและการแลกเปลี่ยน ช่วยให้เกษตรกรและชาวชนบทฟื้นฟูการมีงานทำและการหารายได้ เน้นการสร้างองค์กรชุมชนให้ฉลาดเข้มแข็งและซื่อตรงพอที่จะใช้เงินทุนให้เกิดการจ้างงานและการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง
       
       การจะแก้ปัญหาภาคชนบทได้อย่างแท้จริง ต้องคิดในแง่การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร (รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกป่าไม้โตเร็ว) ปฏิรูปอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดย่อม ปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ ทั้งประเทศ ควบคู่กันไปกับการพักชำระหนี้เกษตรกรยากจนและใช้กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน รวมทั้งต้องคิดในเรื่องช่วยให้เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักทำฟาร์มแบบผสมผสานพึ่งตนเองได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชลงด้วย ไม่ใช่คิดแต่เรื่องการผลิตเพื่อการตลาดประเภท 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งบางตำบลที่มีความพร้อมอาจจะทำได้ แต่ถ้าคิดและทำแบบเถรตรงมากไป ในหลายตำบลที่ขาดความพร้อม ยิ่งทำให้ชาวบ้านขาดทุนและเป็นหนี้มากขึ้น
       
        การจะแก้ปัญหาความยากจนให้ได้ผล จะต้องเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งตนเองในเรื่องอาหารและปัจจัยที่จำเป็นได้เพิ่มขึ้น เน้นระบบสหกรณ์และเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง มากกว่าระบบทุนนิยมที่มุ่งปลูกพืชเพื่อการค้า ส่งออก การผลิตเพื่อการค้าอาจเหมาะสมสำหรับบางหมู่บ้านบางตำบลหรือบางฟาร์ม แต่ไม่เหมาะกับทุกครอบครัวหรือทุกชุมชน เกษตรกรที่ทำเกษตรแบบธรรมชาติ แบบผสมผสาน พึ่งตนเองได้เป็นสัดส่วนสูง พึ่งเศรษฐกิจระบบตลาด การเป็นหนี้น้อย ได้ผลตอบแทนและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเกษตรกรปลูกพืชเดี่ยวที่พึ่งระบบตลาด แต่สำหรับเกษตรกรส่วนใหญ่ที่อยู่ในวงจรของทุนนิยม ต้องกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่าไปทุกฤดูการผลิต แม้จะขาดทุนแต่เหมือนไม่มีทางเลือก รัฐต้องใส่ทั้งเงินและโครงการพัฒนาเข้าไปช่วยให้พวกเกษตรกรที่เป็นหนี้อมตะหลุดออกจากวงจรที่ชั่วร้ายนี้ได้ก่อน จึงจะพัฒนาแนวพึ่งตนเองและชุมชนเข้มแข็งได้
       
        นโยบายส่งเสริมให้แต่ละตำบลเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อขายตำบลละ 1 อย่าง (รวมทั้งนโยบาย SME วิสาหกิจขนาดย่อม) เป็นการทำตามสูตรมากไป ควรจะเลือกเฉพาะตำบลที่มีขีดความสามารถจะผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาดได้โดยไม่ขาดทุน ปัจจุบันตำบลในเมืองไทยมี 7 พันกว่าแห่ง ทำให้มีหลายร้อยตำบลที่ผลิตสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรออกมาคล้ายๆกัน และมีปัญหาเรื่องตลาด เนื่องจากแต่ละตำบลมีทรัพยากร มีขีดความสามารถ มีต้นทุนต่างกัน ดังนั้น บางตำบล บางหมู่บ้าน บางครัวเรือน อาจจะผลิตพืชผลหรือผลิตภัณฑ์หลายอย่างโดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพึ่งตนเอง ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในหมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผลิตเพื่อการค้าแบบเป็นสูตรสำเร็จ และโครงการน่าจะเน้นการพัฒนาระบบสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะผู้ประกอบการในระบบทุนนิยมเท่านั้น เพราะการรวมกลุ่มกันจะสร้างความเป็นธรรมและความเข้มแข็งของชุมชนได้มากกว่าการโตแบบปัจเจก
       
        รัฐบาลสามารถหาเงินมาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนได้หลายทาง นอกจากการกู้หรือออกพันธบัตร เช่น 1. การยกเลิกหรือปรับลดงบประมาณโครงการที่เกิดประโยชน์น้อย ลดการคอรัปชั่นกินเปอร์เซนต์ จากโครงการต่างๆ 2. ธนาคารชาติให้ดอกเบี้ยสินเชื่อต่ำ (Soft Loan) แก่ธกส.และสหกรณ์ต่างๆ 3. เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า เพิ่มภาษีสินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือย 4. รัฐหารายได้จากการให้สัมปทานคลื่นความถี่ วิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และทรัพย์สมบัติสาธารณะอื่นๆมากขึ้น แต่เมื่อได้เงินเพิ่มขึ้นแล้วต้องรู้จักใช้อย่างซื่อตรงและมีประสิทธิภาพ เน้นให้ประชาชนและชุมชนเข้มแข็งได้จริงๆ อย่าใช้นโยบายประชานิยมแบบหาเสียงระยะสั้น
Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: