RSS

Monthly Archives: มกราคม 2008

การคิดอย่างสร้างสรรค์ในโรงเรียน


วิทยากร เชียงกูล

วิธีการพื้นฐานที่จะป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกสื่อโฆษณาชักจูงความคิด จิตใจเชิงประสบการณ์ของเขาให้คล้อยตามโดยง่าย คือ ให้การศึกษาประชาชน ให้รู้จักแยกแยะว่า การจูงใจแบบไหนไม่เหมาะสม เด็กๆ ควรได้รับการสอนให้รู้ว่า ความคิดจิตใจเชิงเหตุผล และความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์ของเรา ทำงานอย่างไร และเราจะรู้จักใช้ความคิดทั้งสองแบบให้ช่วยส่งเสริมกันและกันตามหลักการของการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร

เด็กๆ ควรได้รับการฝึกสอนและการฝึกฝนให้รู้จักแยกแยะออกระหว่างที่มุ่งจูงใจความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์และสิ่งที่มุ่งจูงใจความคิดเชิงเหตุผล อุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกอาจจะประกอบไปด้วยตัวอย่างการโฆษณาสินค้า การโฆษณาหาเสียงทางการเมือง รวมทั้งเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันจากประสบการณ์ของพวกเขาเอง การฝึกเช่นนี้ นอกจากจะทำให้พวกนักเรียนได้ประโยชน์อื่นๆแล้ว ยังเป็นการเตรียมตัวให้พวกเขาจบจากโรงเรียนไปโดยมีความพร้อมที่จะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งจูงใจทางอารมณ์ที่พยายามหาประโยชน์จากพวกเขาได้อย่างวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าที่จะยอมรับอะไรง่ายๆ

เรายังควรสอนให้เด็กๆ รู้จักแนวทางการจัดการกับปัญหาในชีวิตแบบที่มุ่งแก้ปัญหาและยอมรับตนเอง (Problem – solving, self accepting approach) มากกว่าแบบมุ่งประเมิน ( evaluation approach) ว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว พวกเขาควรได้รับการสอนให้รู้ว่า การตีความหรืออธิบายเหตุการณ์ต่างๆนั้น มีได้หลายวิธี ไม่ใช่วิธีเดียวเท่านั้น และพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องคิดว่าปฏิกิริยาโดยอัตโนมัติครั้งแรกที่ยังไม่ได้ตรวจสอบของเขานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

เราควรสอนให้นักเรียนรู้ว่า การคิดแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง (categorical thinking) มีข้อจำกัดอย่างไร และมันอาจจะนำไปสู่การมีอคติลำเอียงต่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อย่างไร พวกเขาควรได้รับการสอนให้รู้จักตั้งคำถาม ความถูกต้องชอบธรรมต่อการตัดสินใจทางอารมณ์ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบของเขา และตระหนักว่า การที่เขามีอารมณ์ความรู้สึกต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างรุนแรงนั้น ไม่ได้แปลว่าเรื่องนั้นจะต้องถูกต้องหรือเป็นจริง พวกเขาควรได้รับการสอนในเรื่องเทคนิคการแสวงหาปัญญาเชิงญาณสังหรณ์ (Intuitive wisdom) จากความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์ และเทคนิคในการใช้ความคิดเฟ้อฝันอย่างสร้างสรรค์

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ในหนังสือ
ความรัก การสร้างสรรค์ และความสุข – วิทยากร เชียงกูล
กรุงเทพ ฯ : สายธาร, 2550
160 หน้า ISBN : 978-974-8460-07-9

 

เราจะสร้างสังคมที่มีเป้าหมายเพื่อความสุขสำหรับคนส่วนใหญ่ได้อย่างไร


วิทยากร เชียงกูล

เราสามารถสร้างสังคมที่มีเป้าหมายเพื่อความสุขสำหรับคนส่วนใหญ่ได้ โดย

1. เผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องความสุขที่แท้จริง
2. เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีรายได้ในอัตราก้าวหน้า และให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่ผู้บริจาคเพื่อสาธารณกุศลเพิ่มขึ้น
3. นโยบายพัฒนาประเทศ ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกต่อโครงการพัฒนาคนจนทั้งทางด้านสาธารณสุข การศึกษา และการทำให้พวกเขามีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น
4. เปลี่ยนกรอบวิธีคิดของประชาชนและนโยบายการพัฒนาประเทศที่เน้นการเพิ่มผลผลิตสูงสุด กำไรสูงสุด เป็นการพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตและการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม
5. ผลักดันการปฏิรูปการศึกษา ที่เน้นให้เด็กมีความสุขในการเรียน เกิดแรงจูงใจภายในตัวเองที่จะรักการอ่าน การเรียนรู้ เน้นการพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์
6. นโยบายการพัฒนาประเทศต้องเน้นการลดอัตราการว่างงานหรือเพิ่มการจ้างงานเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด
7. ให้ความสำคัญต่อชีวิตครอบครัวเพิ่มขึ้น
8. ควบคุมรายการทางโทรทัศน์และการโฆษณาสินค้าทางสื่อต่างๆที่ยั่วยุให้คนนิยมบริโภคมาก และเน้นความร่ำรวยเกินไป
9. ส่งเสริมเยาวชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้มีสถานที่สำหรับเล่นกีฬา ศูนย์เยาวชน โรงเรียนศิลปะ ดนตรี การแสดง พิพิธภัณฑ์ วัดที่ร่มรื่นและมีพระที่มีความรู้และคุณธรรม แหล่งการเรียนรู้และนันทนาการที่สร้างสรรค์เพิ่มขึ้น
10. ส่งเสริมความคิด จิตใจและกิจกรรมแบบรวมหมู่ผ่านระบบการศึกษา สื่อมวลชน การกล่อมเกลาทางสังคมและนโยบายภาครัฐ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ในหนังสือ
ความรัก การสร้างสรรค์ และความสุข – วิทยากร เชียงกูล
กรุงเทพ ฯ : สายธาร, 2550
160 หน้า ISBN : 978-974-8460-07-9

 

ทางออกของปัญหา : เราควรเรียนรู้อะไรจากการต่อสู้ของประชาชนในอเมริกาใต้


บทความที่ตีพิมพ์ใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 24 มกราคม 2551 14:03 น.

พรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคมีแนวนโยบายการพัฒนาในแนวส่งเสริมการลงทุนและก ารค้าเสรีกับต่างชาติในแนวเดียวกับประเทศแถบอเมริกาใต้ การพัฒนาแนวนี้ทำให้เกิดความไม่สมดุล ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง การเป็นหนี้ ความเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการ ควบคู่ไปกับความยากจนของประชาชนในเมืองและชนบท เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำเป็นระยะๆและปัญหาความขัดแย้งทางสังคมตามมามากมาย

การที่ประชาชนในอเมริกาใต้ถูกเอาเปรียบจากบริษัททุนข้ามชาติและนายทุ นใหญ่มากจนประชาชนทนไม่ค่อยไหวอีกต่อไป ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้น ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา คือมีพรรคแนวสังคมประชาธิปไตย/พรรคแรงงาน หรือพรรคแนวซ้ายกลางอื่นๆได้รับการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลหลายประเทศ เช่น ชิลี อาเจนตินา บราซิล เวเนซูเอล่า โบลิเวีย อุรุกวัย ยกเว้น บราซิลซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีประชากร 179 ล้านคนแล้ว ประเทศอื่นๆล้วนเล็กกว่าไทย แต่ไทยส่วนใหญ่ (ยกเว้น โบลิเวีย) มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย

บทเรียนจาก 6 ประเทศในอเมริกาใต้

1.ประเทศเหล่านี้พัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจข องสหรัฐและบริษัททุนข้ามชาติต่างๆมานาน สร้างความแตกต่างทางด้านกระจายทรัพย์สินและรายได้สูง ทั้งในชนบทและในเมืองมีปัญหาความยากจน การว่างงาน ความหิวโหยมาก บางประเทศมีคนจนที่มีรายได้ไม่พอยังชีพมากถึง 40 % สร้างความขัดแย้งทางชนชั้นที่รุนแรง เกิดขบวนการต่อสู้ของประชาชนในรูปแบบต่างๆทั้งรุนแรงและสันติวิธี

2. นักการเมืองพรรคใหญ่มีนโยบายเข้าข้างสหรัฐ ขาดประสิทธิภาพและคอรัปชั่นมาก ฝ่ายซ้ายเก่าที่เป็นฝ่ายค้านหรือร่วมรัฐบาลผสมก็มีปัญหาหัวเก่าและฉ้อฉล คนเบื่อหน่ายพรรคการเมืองเก่าทั้งพรรคขวาและพรรคซ้าย หันมาสนับสนุนพรรคแนวกลางซ้าย (สังคมนิยมอ่อนๆแบบประชาธิปไตย) ที่ก้าวหน้า มีนโยบายประชานิยม ชาตินิยม โดยเฉพาะนักการเมืองใหม่ๆที่มาจากสหภาพแรงงาน (บราซิล) ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในประเทศเหล่านี้ก็ทำให้ผู้นำที่ก้าวหน้าได ้ ที่มีโอกาสหาเสียงจากประชาชนทั่วประเทศและได้รับเลือกตั้ง

3.นักการเมืองพรรคแนวกลางซ้ายที่เข้ามาแข่งขันได้โดยไม่ต้องผ่านระบบ พรรคใหญ่และมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จได้โดยใช้นโยบายเชิงปฏิรูปทางเศรษฐกิ จและสังค,ที่หาเสียงจากประชาชนชั้นล่าง แต่ขณะเดียวก็ประนีประนอมกับฝ่ายนายทุนดังนั้นรัฐบาลพรรคกลางซ้ายส่วนใหญ่จึ งยังมีนโยบายการพัฒนาประเทศแบบตลาดเสรี แต่จัดสรรงบประมาณและมีโครงการช่วยพัฒนาคนจน พัฒนาการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการมากขึ้น

4.การที่สหรัฐทุ่มกำลังและงบประมาณไปที่ตะวันออกกลางและทอดทิ้งลาติน อเมริกา ทำให้เกิดช่องว่างที่พรรคฝ่ายขวาที่เป็นรัฐบาลอยู่อ่อนแอลง และพรรคฝ่ายกลางซ้ายเติบโตขึ้นมาแทนที่ แม้ตอนหลังรัฐบาลสหรัฐจะเริ่มตกใจและเริ่มกลับไปแทรกแซง แต่ก็ทำไม่ได้เต็มที่เหมือนสมัยที่สหรัฐหนุนการโค่นล้มรัฐบาลอัลเอนเด้ของชิ ลีเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะสถานการณ์การเอาเปรียบประชาชนของบริษัทข้ามชาติรุนแรงขึ้น จนภาคประชาชนทนรับนโยบายรัฐบาลที่เข้าข้างนายทุนต่างชาติไม่ได้อีกต่อไป และภาคประชาชนมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ยืนหยักสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายก้าวหน้าที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแข็งขัน

5. การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงสูง ว่ารัฐบาลพรรคกลางซ้ายบางแห่งมีโอกาสจะถูกกลืนเป็นพรรคขวา หรือถ้าไม่ถูกกลืนก็มีโอกาสจะถูกโค่นล้มจากฝ่ายขุนนางและชนชั้นกลางได้ รัฐบาลฝ่ายก้าวหน้าจะต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างมาก ว่าสามารถบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและซื่อสัตย์พอเพียง รัฐบาลเหล่านี้ถูกบีบคั้นทั้งจากรัฐบาลสหรัฐและบริษัททุนข้ามชาติ และจากการเรียกร้องผลักดันของประชาชนชั้นล่างที่ยากจน มีปัญหามาก

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศอเมริกาใต้ในกลุ่มนี้เริ่มมีขบวนการขององค์กรประชาชนเป็นสหภาพแ รงงานสหกรณ์ , สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ , สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ฯลฯที่เข้มแข็ง เป็นตัวของตัวเอง ร่วมมือและผลักดันพรรคการเมืองก้าวหน้าแบบเป็นเครือข่ายพันธมิตร ไม่ได้ขึ้นต่อพรรคการเมืองนั้นๆโดยตรง ก็เป็นแนวทางการสร้างการเมืองภาคประชาชนที่ไม่ได้พึ่งประชาธิปไตยแบบตัวแทนห รือรัฐสภาอย่างเดียว ภาคประชาชนที่เข้มแข็งยังสามารถมีอำนาจต่อรองกับพรรคการเมืองได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าพรรคกลางซ้ายจะอยู่ได้ยืดหรือไม่ก็ตาม แต่พรรคการเมืองอื่นๆในประเทศเหล่านี้ก็ต้องปรับนโยบายเพื่อหาเสียงหรือฟังเ สียงประชาชนเพิ่มขึ้น นี่คือสิ่งที่ภาคประชาชนไทยน่าจะเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มประเทศเหล ่านี้ ถ้าเราเห็นการณ์ไกลและปรับเปลี่ยนในทางปฏิรูปเพื่อช่วยคนจนให้เข้มแข็งได้ก่ อนก็น่าจะดีกว่าการนั่งรอให้เกิดการกดขี่เอารัดเอาเปรียบมากจนเกิดวิกฤติขั้ นรุนแรงแบบที่ประเทศในอเมริกาใต้เผชิญมาแล้ว เพราะการรอให้เกิดวิกฤติแล้วค่อยปรับเปลี่ยน จะทำให้เกิดการเจ็บปวดและการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรงที่วุ่นวาย ถ้าปรับเปลี่ยนก่อน เช่น รัฐนำเอาเศรษฐกิจพอเพียง สหกรณ์ รัฐสวัสดิการ มาใช้ ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างสันติวิธี ราบรื่น และเจ็บปวดน้อยกว่า

 

ทางออกของปัญหา:คนส่วนใหญ่(มากกว่า 50 %) ไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน


บทความที่ตีพิมพ์ใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 17 มกราคม 2551 16:52 น.
ตัวเลขสส.ก่อนการประกาศใบเหลืองใบแดง พรรคพลังประชาชนได้สส.มากที่สุดคือ 233 คนหรือคิดเป็น 48.54 % ของจำนวนสส.ทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์ได้สส. 165 คน หรือ 34.37 % ของจำนวนสส.ทั้งหมด แต่คนที่เลือกพรรคพลังประชาชนทั้งประเทศจริงๆไม่น่าจะเกิน 40 % ของผู้ไปใช้สิทธิ์ คะแนนสัดส่วน พรรคพลังประชาชนได้ราว 42% ของคะแนนรวมของทุกพรรค แต่ไม่ถึง 42% ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด เพราะยังมีผู้ไม่ลงคะแนนให้ใคร + บัตรเสียอีกราว 7% ส่วนคะแนนแบ่งเขต ถ้านับรวมทั้งประเทศแล้วพรรคพลังประชาชนไม่น่าจะได้เกิน 40% หลายเขตผู้ที่ได้คะแนนสูงที่สุดได้แค่ 30% – 40% ก็ได้เป็นสส.แล้ว

การเลือกตั้งแบบสัดส่วน พรรคใหญ่ 2 พรรคคือพลังประชาชนและประชาธิปัตย์ได้คะแนนรวมทั้งประเทศแล้ว พรรคละ 14 ล้านเสียงพอๆกัน (ประชาธิปัตย์ได้มากกว่าเล็กน้อย) แต่พรรคพลังประชาชนได้ สส. 34 คนมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ 33 คน เพราะการเลือกตั้งสัดส่วนของรัฐธรรมนูญ 2550 แบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัด ทำให้มีการคิดจำนวน สส.โดยใช้วิธีปัดเศษคะแนนสัดส่วนที่ไม่ถึง 1 ให้เป็นอีก 1 คน ถึง 8 ครั้ง วิธีการแบ่งเป็นกลุ่มและปัดเศษเช่นนี้ ทำให้พรรคใหญ่ได้สส.เพิ่มขึ้น และพรรคเล็กได้สส.ลดลงและไม่ได้เลย

ส่วนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ถ้านับรวมคะแนนเสียงของทั้งประเทศ พลังประชาชนได้ราว 26 ล้านเสียง ประชาธิปัตย์ได้ 21 ล้านเสียง (ตัวเลขนี้นับรวมการที่ผู้ใช้สิทธิ 1 คนออกเสียงได้เขตละ 1 – 3 คนด้วย) ซึ่งต่างกันไม่มาก แต่จำนวนสส.แบบแบ่งเขตของ 2 พรรคนี้ต่างกันมาก เป็น เพราะเราใช้กติกาใครได้เสียงมากที่สุดในเขตชนะ ได้เป็นสส. ใครได้เสียงรองลงไปสอบตก คนที่ชนะอาจได้คะแนน 30 – 35 % ของผู้มาใช้สิทธิก็ได้เป็นสส. ในเขตนั้น แต่คนที่คะแนนรองลงไป ถึงจะได้ 25 – 29 % ของผู้มาใช้สิทธิ ก็ถือว่าแพ้

ผู้ชนะในเขตต่างๆของพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่ได้คะแนนแค่ราว 30 – 40 % ของผู้ใช้สิทธิในเขตนั้น คิดแบบคร่าวๆแล้วพรรคพลังประชาชน น่าจะได้คะแนนเฉลี่ยทั้ง 2 แบบรวมอยู่ระหว่าง 30 – 40 % ของผู้ลงคะแนนเสียงทั้งประเทศ กล่าวอีกด้านหนึ่งคือ ถ้าคิดเทียบระหว่างคนเลือกกับคนไม่เลือกทั่วประเทศแล้ว ผู้ที่ไม่เลือกพรรคพลังประชาชน (รวมทั้งคนกาช่องไม่เลือกใคร) มีมากกว่าผู้เลือก

ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตของไทยเป็นระบบที่เป็นประชาธิปไตยน้อยกว่ าในประเทศยุโรปและประเทศอื่นบางประเทศที่กำหนดให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตต้องได้ คะแนน 50 % ของผู้มาใช้สิทธิขึ้นไป จึงจะชนะได้เป็น สส.เขต วิธีการคือในการเลือกตั้งรอบแรก ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดคนใดได้มากกว่า 50% ก็ถือว่าได้เป็นสส.ไปในรอบแรกเลย แต่ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดได้คะแนนต่ำกว่า 50 % ของผู้มาใช้สิทธิ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งรอบ 2 ในสัปดาห์ถัดไป โดยคัดเฉพาะคนได้คะแนนสูงสุด 2 คนแรก มาให้ประชาชนลงคะแนนใหม่เฉพาะ 2 คนนี้ เมื่อการเลือกรอบใหม่ เหลือผู้มีสิทธิให้เลือกได้แค่ 2 คน ก็ต้องมีคนหนึ่งได้เกิน 50% (นับเฉพาะคะแนนที่ลงให้คนใดคนหนึ่ง ไม่นับบัตรเสีย ไม่นับบัตรไม่ลงให้ใคร)

วิธีการเลือก 2 รอบจะทำให้ประชาชนได้เลือกผู้แทนด้วยเสียงส่วนใหญ่ 50 % ขึ้นไปที่แท้จริง ไม่ใช่ในหลายเขตได้คะแนนสูงสุด แม้จะเป็นแค่ 30 – 40 % ก็ชนะได้เป็นสส.แล้ว ทั้งที่ถ้าสส.ได้คะแนนแค่นี้น่าจะถือเป็นตัวแทนของเสียงส่วนน้อย เพราะคนอีก 60 – 70 % ไม่ได้เลือกเขา (คนที่ชนะในบางเขตเช่นในภาคใต้อาจได้คะแนนมากกว่า 50 % แต่กล่าวถึงทุกเขตทั่วทั้งประเทศแล้วก็ยังเป็นส่วนน้อย)

การจัดการเลือกตั้งรอบ 2 จะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมแท้จริง คือฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าการเลือกตั้งรอบเดียวแบบนับเอาเฉพาะคนที่ ได้คะแนนสูงสุดใน เขต การเลือกตั้งแบบ 2 รอบจะทำให้การซื้อเสียงขายเสียงทำได้ยากกว่าแบบรอบเดียว เพราะการจะหาทางซื้อเสียงให้ชนะ 50% ของผู้ออกเสียงเป็นเรื่องยากกว่าการซื้อให้ได้สัก 20 % – 30% ของผู้ออกเสียง

การเลือกแบบสัดส่วนมีโอกาสทำให้ประชาชนสนใจเลือกพรรคในเชิงนโยบายมากกว่าตัวบุคคล ดังนั้นถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มจำนวนสส. แบบสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่งของสส.ทั้งสภา (โดยลดสส.แบบแบ่งเขตลงมา) แบบในบางประเทศในยุโรป น่าจะมีผลดีต่อการพัฒนาระบบพรรคและประชาธิปไตยมากกว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อย ู่ในปัจจุบัน ที่สส.สัดส่วนมีแค่ 80 คน แต่เป็นสส.แบ่งเขตถึง 400 คน

เราน่าจะคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในช่วงนี้พรรคพลังประชาชน ไม่ควรหลงว่าตนเองได้คะแนนเสียงมากที่สุดแบบทิ้งขาด หรือประชาชนส่วนใหญ่หนุนหลัง เพราะความจริงคือคนส่วนใหญ่ (เกิน 50%) ไม่ได้เลือกผู้สมัครจากพรรคคุณ ที่คุณได้สส.มากกว่าพรรคอื่นก็เพียงเพราะกติกานี้ลำเอียงช่วยพรรคใหญ่เท่านั ้น สส.ทุกพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ควรจะตระหนักว่า ส่วนใหญ่คุณเข้ามาเป็นสส.แบบแบ่งเขตโดยมีประชาชนในเขตนั้นเลือกคุณจริงๆอยู่ สัก 30 – 40 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงเท่านั้น

รัฐบาลผสม ไม่ว่าจากพรรคไหนก็ตาม ไม่ควรจะคิดแบบหลงตัวเองว่า ประชาชนส่วนใหญ่หนุนหลัง จะทำอะไรตามอำเภอใจได้ หากควรบริหารประเทศด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังเสียงและทำตามวิจารณ์และข้อเสนอแนะของคนส่วนใหญ่ รวมทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน สหภาพแรงงาน กลุ่มองค์กรประชาชนต่างๆ มากขึ้น เราจึงจะสามารถประคับประคองประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติทางการเมือง และเศรษฐกิจ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เกิดจากชนชั้นนำเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น)ไปได้

 

ข่าวสารสมาชิกชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล


 

 ข่าวดี !

สำหรับสมาชิกชมรมฯ และผู้สนใจ ติดตามผลงานของ อาจารย์วิทยากร  เชียงกูล ที่อยู่จังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง  เพราะอาจารย์จะเดินทางไปบรรยาย

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

วิทยากร เชียงกูล

ในวันที่ 21 มกราคม  2551  เวลา 09.00-10.30 น. ห้องประชุมชั้น 3 อาคารวิทยบริการ ณ มหาวิทยาลัยราชมงคลอิสาณ วิทยาเขตสกลนคร

 

 

      

 

ทางออกของปัญหา:ที่สำคัญกว่าการเรียนฟรี คือการปฏิรูปการเรียนรู้ให้มีคุณภาพทั้งประเทศ


บทความที่ตีพิมพ์ใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 11 มกราคม 2551 15:19 น.
นักการเมืองชอบเสนอนโยบายให้การศึกษาฟรี เพื่อได้คะแนนเสียง โดยไม่ต้องทำการบ้านให้ลึกซึ้งกว่านี้ การให้การศึกษาฟรีที่มีแต่ปริมาณ แต่คุณภาพต่ำ เสียงบประมาณมาก ได้ประโยชน์น้อย เยาวชนเสียเวลาเรียนจบมาแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นหรือหางานทำยาก ส ิ่งที่ต้องทำคือการปฏิรูปครูและกระบวนการเรียนรู้ให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ลงมือทำเป็น รวมทั้งมีการพัฒนาด้านอารมณ์ พัฒนาด้านจิตสำนึกที่ดีด้วย

การปฏิรูปการศึกษาที่สามารถทำได้เร็วที่สุด ได้ผลมากที่สุด และประชาชนทำเองได้ด้วย คือการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กตั้งแต่ในครรภ์ถึงวัย 5 ขวบ นี่คือโอกาสทอง เพราะเป็นช่วงวัยที่สมองของพวกเขาเติบโตและพัฒนาได้มากที่สุด เร็วที่สุด

หากรัฐบาล ภาคเอกชนและพ่อแม่ทุ่มเทพัฒนาเด็กเล็กอย่างฉลาด เด็กและเยาวชนของเราจะมีโอกาสเติบโตเป็นเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพกายและส ุขภาพใจที่ดี เป็นคนฉลาดทั้งทางปัญญา อารมณ์ และทางสังคม รวมทั้งการมองโลกในแง่ดี และการเป็นพลเมืองดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนามนุษย์และประเทศชาติ

นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยา นักประสาทวิทยา แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการแขนงต่างๆ ยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่รัฐบาลและชนชั้นนำไทยกลับสนใจเรื่องการศึกษาเด็กเล็กนี้น้อยมาก เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ผู้ปกครองแต่ละคนจะทำอยู่แล้ว

ปัญหาด้านสุขภาพ การศึกษา ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาสังคมด้านต่างๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่เด็กจำนวนมากไม่ได้รับการดูแลที่ดีมาตั ้งแต่วัยเด็กเล็ก ผ ู้ใหญ่ที่มีปัญหาด้านต่างๆทั้งเป็นอาชญากร ขี้โกง ขี้อิจฉา หลงตัวเอง สุขภาพกาย สุขภาพจิตไม่ดี ฯลฯ 80 – 90 % เป็นผลมาจากการไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีมากเพียงพอในสมัยเด็กเล็กทั้งนั้น การพัฒนาเด็กเล็กจริงๆแล้วลงทุนน้อยและได้ผลดีกว่าการที่จะมาติดตามแก้ไขปัญ หาที่ตามมาทีหลังมาก แต่ต้องลงทุนอย่างฉลาด

เป็นห น้าที่ของรัฐที่จะต้องช่วยเหลือพ่อแม่ทั้งในทางเศรษฐกิจและในทางความรู้ ให้สร้างพลเมืองที่ดีของชาติ ไม่ใช่การปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามกลไกตลาดแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา เพราะเด็กทุกคนคือทรัพยากรอันสำคัญของชาติ ถ้าพัฒนาเด็กให้ดีก็จะเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสูง พวกเขาจะสร้างปัญหาให้กับประเทศด้วย

ดีเอ็นเอหรือรหัสพันธุกรรมไม่ได้กำหนดคนเราได้ 100 % รหัสพันธุกรรมของเด็กแต่ละคน ยังเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการที่แตกต่างกันไปได้ตามแต่สภาพแวดล้อม การกินอาหาร การเลี้ยงดู การใช้ชีวิตสัมพันธ์ทางสังคมกับคนอื่นๆและสภาพแวดล้อมต่างๆ การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมจึงมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็กมาก ถ้าหากทั้งภาครัฐและเอกชนช่วยกันพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เราก็จะเปลี่ยนคนไทยรุ่นใหม่ทั้งประเทศให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทุกๆฝ่ายควรร่วมมือกันในการจัดให้การศึกษาให้คนที่เป็นพ่อแม่และคนหนุ่มสาวที่จะเป็นพ่อแม่ต่อไป ให้เข้าใจว่าก ารให้ความรักและดูแลเด็กเล็กอย่างสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิ ต และวาระเร่งด่วนของประเทศชาติ เพราะนี่คือโอกาสทองครั้งเดียวในชีวิตของเด็กเหล่านั้น หากเด็กเล็กไม่ได้รับการดูแลที่ดี เขาจะพลาดโอกาสที่จะพัฒนาเป็นคนฉลาด แข็งแรง สุขภาพจิตดีไปตลอดชีวิต จะรอไว้มาพัฒนาทีหลังก็ออกจะสายเกินไปเสียแล้ว

รัฐต้องให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ที่เป็นคนจน ให้ความรู้ความเข้าใจและมีโอกาสช่วยพัฒนาเด็กเล็กอย่างจริงจัง เ พราะพ่อแม่ที่เป็นคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เวลานี้ มีปัญหาทั้งมักขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดเวลา ขาดเงินทอง ที่จะเลี้ยงดูลูกอย่างดีพอรัฐต้องมีหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพตามไปช่วยปู ่ย่าตายายที่เลี้ยงเด็กเล็ก ต้องพัฒนาศูนย์เด็กเล็กทุกแห่งให้มีคุณภาพ ช่วยให้โรงงานจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ รวมทั้งการให้เงินอุปกรณ์การดูแลพัฒนาเด็กเล็กจากครอบครัวที่ยากจนโดยตรง

การเลี้ยงเด็กในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาลของคนจนยังมีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนอนุบาลของคนรวยคนชั้นกลางมาก ป ัญหานี้จะทำให้เด็กจากครอบครัวคนจนรุ่นนี้ซึ่งมีจำนวนมากได้รับการพัฒนาทั้ง ทางกายภาพและจิตใจน้อย และพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาต่อไป ถ้าคนทั้งประเทศไม่ช่วยกันและคิดหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์ร ่วมกันของทั้งคนจนและคนรวยเสียตั้งแต่ตอนนี้

รัฐต้องมีหน่วยงานที่ฉลาด มีประสิทธิภาพ ให้ความรู้แก่พ่อแม่ที่เป็นคนรวยคนชั้นกลางด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาหลายคนมัวห่วงเรื่องการทำงานหาเงินและการหาความสุขให้ตัวเอง ใช้เงิน ใช้ทีวี คอมพิวเตอร์ และคนทำงานบ้านเป็นคนเลี้ยงลูก ไม่ได้มีเวลาให้ความรักใคร่ ดูแลลูกให้เกิดความอบอุ่น มั่นคง มองโลกในแง่ดี พัฒนาอารมณ์ สุขภาพจิตที่ดีอย่างสร้างสรรค์ พ่อแม่บางคนชอบตามใจพะเน้าพะนอลูกแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำให้ลูกคนรวยคนชั้นกลางที่มีปัญหาเกเร ติดยาเสพติด หมกมุ่นเรื่องเพศ ฯลฯ ไม่ต่างไปจากลูกคนจน

การจะมาตามแก้ปัญหาเด็กวัยรุ่นเกเรกันทีหลังแก้ได้ยาก โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลและพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มองปัญหาแบบแยกส่วน ได้แต่โทษคนอื่น โทษสภาพแวดล้อม ยิ่งแก้ไม่ได้ผล ต้องมองปัญหาอย่างเป็นระบบองค์รวม และแก้ไขที่ตนเอง รวมทั้งร่วมมือกับคนอื่น แ ละเรียกร้องให้สังคมช่วยกันดูแลเด็กและเยาวชนให้เจริญเติบโตเป็นคนมีความสุข เก่ง และดี ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ อย่างฉลาด มองเห็นการณ์ไกล เช่น ปฏิรูปการเรียนการสอน ปฏิรูปครูอาจารย์ ส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ปฏิรูปสื่อและสภาพทางสังคมวัฒนธรรม ฯลฯ เราจึงจะมีทางแก้ไขปัญหาความด้อยพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งนำไปสู่ความด้อยพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เป็นอยู่

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 49-50


สวัสดีค่ะชาวสมาชิกของชมรมศึกษาฯ และท่านผู้สนใจทั่วไป ทางชมรมศึกษาฯ ยินดีและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เปิดตัวเว็บไซต์ของชมรมได้ไม่นานแต่ก็ได้รับการตอบรับจากท่านสมาชิกนักอ่านและท่านผู้สนใจทุกท่านเป็นอย่างดียิ่ง

ซึ่งเว็บไซต์ “ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล” นี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจ และเผยแพร่ผลงานของ อ.วิทยากร เชียงกูล และท่านอาจารย์เองก็หวังว่าบทความ งานเขียนต่างๆ ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์แห่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านไม่มากก็น้อย

และก็เป็นที่น่ายินดี ว่าทางชมรมได้จัดส่ง “รายงานสภาวะการศึกษาปี 49-50” แก่ผู้ที่ให้ความสนใจและแจ้งความจำนงค์ขอไฟล์ ซึ่งทางชมรมก็ได้จัดส่งให้เรียบร้อยทุกท่านแล้วนะค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล