RSS

ทางออกของปัญหา:คนส่วนใหญ่(มากกว่า 50 %) ไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน

17 ม.ค.

บทความที่ตีพิมพ์ใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 17 มกราคม 2551 16:52 น.
ตัวเลขสส.ก่อนการประกาศใบเหลืองใบแดง พรรคพลังประชาชนได้สส.มากที่สุดคือ 233 คนหรือคิดเป็น 48.54 % ของจำนวนสส.ทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์ได้สส. 165 คน หรือ 34.37 % ของจำนวนสส.ทั้งหมด แต่คนที่เลือกพรรคพลังประชาชนทั้งประเทศจริงๆไม่น่าจะเกิน 40 % ของผู้ไปใช้สิทธิ์ คะแนนสัดส่วน พรรคพลังประชาชนได้ราว 42% ของคะแนนรวมของทุกพรรค แต่ไม่ถึง 42% ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด เพราะยังมีผู้ไม่ลงคะแนนให้ใคร + บัตรเสียอีกราว 7% ส่วนคะแนนแบ่งเขต ถ้านับรวมทั้งประเทศแล้วพรรคพลังประชาชนไม่น่าจะได้เกิน 40% หลายเขตผู้ที่ได้คะแนนสูงที่สุดได้แค่ 30% – 40% ก็ได้เป็นสส.แล้ว

การเลือกตั้งแบบสัดส่วน พรรคใหญ่ 2 พรรคคือพลังประชาชนและประชาธิปัตย์ได้คะแนนรวมทั้งประเทศแล้ว พรรคละ 14 ล้านเสียงพอๆกัน (ประชาธิปัตย์ได้มากกว่าเล็กน้อย) แต่พรรคพลังประชาชนได้ สส. 34 คนมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ 33 คน เพราะการเลือกตั้งสัดส่วนของรัฐธรรมนูญ 2550 แบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัด ทำให้มีการคิดจำนวน สส.โดยใช้วิธีปัดเศษคะแนนสัดส่วนที่ไม่ถึง 1 ให้เป็นอีก 1 คน ถึง 8 ครั้ง วิธีการแบ่งเป็นกลุ่มและปัดเศษเช่นนี้ ทำให้พรรคใหญ่ได้สส.เพิ่มขึ้น และพรรคเล็กได้สส.ลดลงและไม่ได้เลย

ส่วนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ถ้านับรวมคะแนนเสียงของทั้งประเทศ พลังประชาชนได้ราว 26 ล้านเสียง ประชาธิปัตย์ได้ 21 ล้านเสียง (ตัวเลขนี้นับรวมการที่ผู้ใช้สิทธิ 1 คนออกเสียงได้เขตละ 1 – 3 คนด้วย) ซึ่งต่างกันไม่มาก แต่จำนวนสส.แบบแบ่งเขตของ 2 พรรคนี้ต่างกันมาก เป็น เพราะเราใช้กติกาใครได้เสียงมากที่สุดในเขตชนะ ได้เป็นสส. ใครได้เสียงรองลงไปสอบตก คนที่ชนะอาจได้คะแนน 30 – 35 % ของผู้มาใช้สิทธิก็ได้เป็นสส. ในเขตนั้น แต่คนที่คะแนนรองลงไป ถึงจะได้ 25 – 29 % ของผู้มาใช้สิทธิ ก็ถือว่าแพ้

ผู้ชนะในเขตต่างๆของพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่ได้คะแนนแค่ราว 30 – 40 % ของผู้ใช้สิทธิในเขตนั้น คิดแบบคร่าวๆแล้วพรรคพลังประชาชน น่าจะได้คะแนนเฉลี่ยทั้ง 2 แบบรวมอยู่ระหว่าง 30 – 40 % ของผู้ลงคะแนนเสียงทั้งประเทศ กล่าวอีกด้านหนึ่งคือ ถ้าคิดเทียบระหว่างคนเลือกกับคนไม่เลือกทั่วประเทศแล้ว ผู้ที่ไม่เลือกพรรคพลังประชาชน (รวมทั้งคนกาช่องไม่เลือกใคร) มีมากกว่าผู้เลือก

ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตของไทยเป็นระบบที่เป็นประชาธิปไตยน้อยกว่ าในประเทศยุโรปและประเทศอื่นบางประเทศที่กำหนดให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตต้องได้ คะแนน 50 % ของผู้มาใช้สิทธิขึ้นไป จึงจะชนะได้เป็น สส.เขต วิธีการคือในการเลือกตั้งรอบแรก ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดคนใดได้มากกว่า 50% ก็ถือว่าได้เป็นสส.ไปในรอบแรกเลย แต่ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดได้คะแนนต่ำกว่า 50 % ของผู้มาใช้สิทธิ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งรอบ 2 ในสัปดาห์ถัดไป โดยคัดเฉพาะคนได้คะแนนสูงสุด 2 คนแรก มาให้ประชาชนลงคะแนนใหม่เฉพาะ 2 คนนี้ เมื่อการเลือกรอบใหม่ เหลือผู้มีสิทธิให้เลือกได้แค่ 2 คน ก็ต้องมีคนหนึ่งได้เกิน 50% (นับเฉพาะคะแนนที่ลงให้คนใดคนหนึ่ง ไม่นับบัตรเสีย ไม่นับบัตรไม่ลงให้ใคร)

วิธีการเลือก 2 รอบจะทำให้ประชาชนได้เลือกผู้แทนด้วยเสียงส่วนใหญ่ 50 % ขึ้นไปที่แท้จริง ไม่ใช่ในหลายเขตได้คะแนนสูงสุด แม้จะเป็นแค่ 30 – 40 % ก็ชนะได้เป็นสส.แล้ว ทั้งที่ถ้าสส.ได้คะแนนแค่นี้น่าจะถือเป็นตัวแทนของเสียงส่วนน้อย เพราะคนอีก 60 – 70 % ไม่ได้เลือกเขา (คนที่ชนะในบางเขตเช่นในภาคใต้อาจได้คะแนนมากกว่า 50 % แต่กล่าวถึงทุกเขตทั่วทั้งประเทศแล้วก็ยังเป็นส่วนน้อย)

การจัดการเลือกตั้งรอบ 2 จะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมแท้จริง คือฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าการเลือกตั้งรอบเดียวแบบนับเอาเฉพาะคนที่ ได้คะแนนสูงสุดใน เขต การเลือกตั้งแบบ 2 รอบจะทำให้การซื้อเสียงขายเสียงทำได้ยากกว่าแบบรอบเดียว เพราะการจะหาทางซื้อเสียงให้ชนะ 50% ของผู้ออกเสียงเป็นเรื่องยากกว่าการซื้อให้ได้สัก 20 % – 30% ของผู้ออกเสียง

การเลือกแบบสัดส่วนมีโอกาสทำให้ประชาชนสนใจเลือกพรรคในเชิงนโยบายมากกว่าตัวบุคคล ดังนั้นถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มจำนวนสส. แบบสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่งของสส.ทั้งสภา (โดยลดสส.แบบแบ่งเขตลงมา) แบบในบางประเทศในยุโรป น่าจะมีผลดีต่อการพัฒนาระบบพรรคและประชาธิปไตยมากกว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อย ู่ในปัจจุบัน ที่สส.สัดส่วนมีแค่ 80 คน แต่เป็นสส.แบ่งเขตถึง 400 คน

เราน่าจะคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในช่วงนี้พรรคพลังประชาชน ไม่ควรหลงว่าตนเองได้คะแนนเสียงมากที่สุดแบบทิ้งขาด หรือประชาชนส่วนใหญ่หนุนหลัง เพราะความจริงคือคนส่วนใหญ่ (เกิน 50%) ไม่ได้เลือกผู้สมัครจากพรรคคุณ ที่คุณได้สส.มากกว่าพรรคอื่นก็เพียงเพราะกติกานี้ลำเอียงช่วยพรรคใหญ่เท่านั ้น สส.ทุกพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ควรจะตระหนักว่า ส่วนใหญ่คุณเข้ามาเป็นสส.แบบแบ่งเขตโดยมีประชาชนในเขตนั้นเลือกคุณจริงๆอยู่ สัก 30 – 40 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงเท่านั้น

รัฐบาลผสม ไม่ว่าจากพรรคไหนก็ตาม ไม่ควรจะคิดแบบหลงตัวเองว่า ประชาชนส่วนใหญ่หนุนหลัง จะทำอะไรตามอำเภอใจได้ หากควรบริหารประเทศด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังเสียงและทำตามวิจารณ์และข้อเสนอแนะของคนส่วนใหญ่ รวมทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน สหภาพแรงงาน กลุ่มองค์กรประชาชนต่างๆ มากขึ้น เราจึงจะสามารถประคับประคองประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติทางการเมือง และเศรษฐกิจ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เกิดจากชนชั้นนำเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น)ไปได้

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: