RSS

Daily Archives: กุมภาพันธ์ 1, 2008

สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขียนถึง วิทยากร เชียงกูล


สิ่งที่ได้จากงานเชิงสร้างสรรค์ของวิทยากร เชียงกูล ทั้งทางเรื่องสั้นและบทร้อยกรอง บอกให้เรารู้ว่า เขามีความคิดอย่างไรจริงๆกับสิ่งที่เขาคิด แม้การแสดงออกในเชิงเรื่องสั้น มีผู้รู้สึกกันว่า เขาแสดงสิ่งที่คิดไว้มากเกินไป จนบางครั้งเกือบเป็นงานบรรยายเชิงบทความหรือคำรำพึงมากกว่าการใช้บทสนทนาของคนจริงๆ และเทคนิคของศิลปะ แต่เขาก็เผยความรู้สึกจริงใจของตนอย่างเข้าจุด และกระชับความรู้สึกของเขาไว้ไม่ให้เลยเถิดไปมากกว่าที่เขาคิด  ความจริงใจเปิดเผยในงานของวิทยากร จึงเป็นสิ่งที่ปรากฏเด่นชัด บางครั้งดูน่าเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างกับการใช้กระแสสำนึกของตัวละครในเรื่องสั้น เช่น ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย แต่วิทยากรก็เปิดเผยความรู้สึกอ่อนไหวง่ายๆ แบบกวีที่ชอบธรรมชาติรวมอยู่ในงานร้อยกรองหลายชิ้นของเขาด้วย  เช่น บทที่เขียนถึงภูกระดึง สิ่งที่เป็นความซับซ้อนในงานของเขาจึงพอมองเห็นพัฒนาการทางความคิดของคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง ที่สืบต่อเนื่องกันเรื่อยมา เริ่มจากการเขียนทำนองแสดงความรู้สึกเชิงอุดมคติ  (Idealist) ของเขา อาการเยาะหยันแบบคนหมดอาลัยตายอยาก (Cynicist) ตลอดจนเขาเริ่มพบตัวเองและสนใจผู้คนในสังคมวงกว้างออกไป ลักษณะงานเขียนจึงเปลี่ยนแนวออกมาในเชิงที่เขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไป แม้จะยังไม่มีการเด็ดขาดแน่ชัด แต่ก็แสดงว่า วิทยากรมีพันธะเกี่ยวกับสิ่งที่เขาคิด (Commitment) อยู่พอสมควรในงานเขียน จนบางครั้งเกิดความแห้งแล้งทางศิลปะ เพราะมุ่งมองแง่ใดแง่หนึ่งมากเกินไป แต่ความแห้งแล้งของเขาก็เป็นสิ่งที่คนหนุ่มคนสาวร่วมสมัยยังพอมองเห็นว่า คือความจริงใจและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , ,

การคิดอย่างสร้างสรรค์กับความสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคม


วิทยากร เชียงกูล

การคิดอย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนทั่วไปได้ดีขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรักแบบสนิทสนมเท่านั้น เราทุกคนอยากเป็นที่นิยม เป็นที่ชอบพอและนับถือโดยคนอื่นๆ เราทุกคนต่างอยากรู้ว่า “จะสร้างเพื่อนและมีอิทธิพลต่อคนอื่นได้อย่างไร” แต่คนเรามักใช้วิธีการที่ผิดๆ บางครั้งคิดว่าจะสามารถผูกใจคนอื่นได้ด้วยการเยินยอ และการให้ของกำนัล บ่อยครั้งที่พวกเขามักจะเลือกของกำนัลที่ผิดพลาด เพราะว่าพวกเขาไม่เคยทำความเข้าใจว่า คนอื่นเขาต้องการอะไร

ถ้าหากคุณรู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์ คุณจะได้คำตอบที่ดีขึ้น การที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น จำเป็นที่เราจะต้องรู้สึกไวต่อความต้องการของพวกเขา และพยายามที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขาให้มีประสิทธิภาพที่สุด

ขอให้เรากลับไปทบทวนความต้องการพื้นฐานของคนเรา ๔ อย่าง คือ
๑. เพื่อเพิ่มความพึงพอใจมากที่สุด และลดความเจ็บปวดให้เหลือน้อยที่สุด
๒. เพื่อมองโลกอย่างเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ มีความหมายและควบคุมได้
๓. เพื่อที่จะมีสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ใกล้ชิดกับคนอื่น
๔. เพื่อที่จะมีความนับถือตนเองสูง

ถ้าหากคนอื่นรู้สึกว่า คุณเป็นคนที่พยายามสนองความต้องการที่มีความหมายต่อพวกเขาเหล่านี้เป็นรายบุคคล พวกเขาจะรู้สึกดีเวลามีคุณอยู่ด้วย ถ้าหากพวกเขาเชื่อว่า คุณกำลังสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับพวกเขา ด้วยการทำให้พวกเขารู้สึกดี แสดงความนับถือพวกเขา ให้ความไว้วางในและสนับสนุนพวกเขา พวกเขาจะมีแรงจูงใจที่จะช่วยสนองความต้องการของคุณเป็นการตอบแทนโดยธรรมชาติ

เรื่องที่กล่าวมานี้ ฟังก้ดูเป็นเรื่องธรรมชาติเห็นได้ชัดๆอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ? คนหลายคนอาจจะเข้าใจเรื่องนี้ ด้วยความคิดเชิงเหตุผลของเขา แต่พวกเขามักจะดีแต่พูดมากกว่าจะทำจริงๆ ในชีวิตจริง การคิดเชิงประสบการณ์โดยอัตโนมัติของพวกเขา จะทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปจากที่เขารับรู้หรือพูดไว้ เมื่อคนมีความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง พวกเขาจะมองคนอื่นว่า เป็นคนที่พร้อมจะไม่เห็นด้วยกับเขา หรือปฏิเสธเขา จึงทำให้พวกเขาต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น คนพวกนี้จะมีท่าทีระมัดระวังตัว ถอยห่างออกมาหรือไม่ก็ก้าวร้าว ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ แทนที่พวกเขาจะมีท่าทีเปิดเผย สนับสนุนคนอื่นในทางสร้างสรรค์ พวกเขากลับมีท่าทีกดคนอื่นไว้ เพื่อปกป้องอัตตาของตนเอง

การที่คนประเภทที่ไม่มีความมั่นคงในตัวเอง จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความคิดแบบอัตโนมัติของเขา พวกเขาจำเป็นต้องกล้าเสี่ยงกับความเป็นไปได้ที่จะถูกปฏิเสธ เพื่อที่พวกเขาจะได้รางวัลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่าในระยะยาว พวกเขาจำเป็นต้องตระหนักว่า คนอื่นๆก็มีความรู้สึกอ่อนไหวเช่นเดียวกับพวกเขา และคนอื่นๆต่างก็ชอบ (เช่นเดียวกับเขา) คนที่เป็นนักฟังที่ดี คนที่ไว้วางใจ ยอมรับคนอื่น คนที่ไม่ได้ปกป้องตัวเองหรือขุ่นเคืองอย่างรวดเร็ว และคนที่เปิดเผยจริงใจ

ถ้าหากคุณต้องการให้คนอื่นยอมรับคุณมากขึ้น ที่ๆดีที่สุดที่จะเริ่มต้นคือ การที่คุณหัดยอมรับตัวเองมากขึ้น การยอมรับตัวเองและการอดทนกับตัวเองจะทำให้เราเรียนรู้ที่จะรู้จักและยอมรับคนอื่นมากขึ้น คนที่ยอมรับตัวเองได้ มักเป็นคนที่มีความสุขมากกว่า คนทั่วไปชอบคบกับคนที่มีความสุขและหลีกเลี่ยงคนที่ซึมเศร้า คนทั่วไปชอบคบกับคนที่มีจิตใจดี มีอารมณ์ดี เพราะมันช่วยให้พวกเขารู้สึกดีด้วย ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่คุณควรทำก็คือ การฝึกตัวคุณเองให้เป็นคนมองโลกในทางบวก แต่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีอย่างสุดขั้ว หรืออ่อนหัดเกินไป

แน่ล่ะ มีหลักของการคิดอย่างสร้างสรรค์ ที่คุณต้องนำมาพิจารณาด้วย ถ้าหากคุณต้องการสร้างความประทับใจ และได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน คุณควรมองคนอื่นในแง่บวก หลีกเลี่ยงที่จะตราหน้า หรือโยนความผิดให้กับคนอื่นๆ มองปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนกับสิ่งท้าทายให้ต้องคิดหาทางแก้ไข พร้อมที่จะเสี่ยงอย่างมีเหตุผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทางบวก

การคิดอย่างสร้างสรรค์ เป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่ง การวิจัยของเราได้พบว่า คนที่ได้คะแนนแสดงความเป็นนักคิดสร้างสรรค์ที่ดี มักจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเข้าสังคมสูง มีชีวิตทางสังคมที่คึกคักและได้รับความพอใจจากการสนับสนุนของคนอื่นๆ มากกว่าคนที่ได้คะแนนเป็นนักคิดสร้างสรรค์ต่ำกว่า

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ในหนังสือ
ความรัก การสร้างสรรค์ และความสุข – วิทยากร เชียงกูล
กรุงเทพ ฯ : สายธาร, 2550
160 หน้า ISBN : 978-974-8460-07-9

 

ทางออกของปัญหา:ไทยจะสู้ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้อย่างไร


นักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจไทยมองว่าปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว คือปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เพราะระบบเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับสหรัฐและประเทศอื่นๆมากและพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศหรือตลาดภายในประเทศน้อย มูลค่าการค้าต่างประเทศของไทยมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศราว 130 – 140 % ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ แค่ 30 – 40 % และพึ่งพาตลาดภายในประเทศตนเองถึง 60 – 70 %

โครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมบริวารของไทยทำให้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษ ฐกิจของระบบทุนนิยมโลกเช่น การขึ้นลงของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาท น้ำมันราคาสูง ปัญหาหนี้เสียจากการปล่อยสินเชื่อบ้านและที่ดินให้กับลูกหนี้ประเภทเสี่ยง (ซับไพรม์ คือ ต่ำกว่าลูกหนี้ชั้นดี) ในสหรัฐ ฯลฯ มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยมากเกินกว่าที่ควรเป็น นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นนำไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกประเทศที่เราควบคุมไม่ได้ มากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเล็กที่ต้องพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศโดยไม่มีทางเลือกอื่น ป ระเทศไทยมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 19 ของโลก มีอาหารเหลือส่งออก และสามารถผลิตที่อยู่อาศัย ยา เสื้อผ้า ได้เองมากพอสมควร ไทย ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งต้องพึ่งพาการลงทุนและการค้าต่างประเทศเขาจึงจะอยู่รอดได้ แต่การที่ไทยต้องกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างชาติมาก รวมทั้งเป็นหนี้มาก เนื่องจากชนชั้นนำไทยโง่และเห็นแก่ตัวเน้นการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกข าดที่เป็นบริวารต่างชาติที่ตนเองได้ประโยชน์ (ระยะสั้น) ด้วย ไม่ได้สนใจการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยากจน

ตอนนี้เราเพิ่งตระหนักกันว่าทางออกต่อปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวคือก ารเร่งหาตลาดใหม่แทนสหรัฐ แต่นั่นอาจเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่ยังคิดในกรอบการพัฒนาทุนนิยมโลกเป็นด้ านหลักเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว เศรษฐกิจประเทศอื่นก็ชะลอตัวด้วย ประเทศอื่นที่ขายของให้สหรัฐได้ลดลงก็จะซื้อสินค้าจากไทยลดลงอยู่ดี เราควรคิดแก้ปัญหาแบบนอกกรอบคิดแบบเดิม กล้าเปลี่ยนแปลงนโยบายพัฒนาประเทศใหม่ด้วยการทำให้ตลาดและขนาดเศรษฐกิจของไทยใหญ่กว่านี้ เ พราะถ้าเราทำให้คน 64 – 65 ล้านคน มีการศึกษาดีและงานที่เหมาะสมทำ มีรายได้เพิ่ม ประชาชนไทยจะมีอำนาจซื้อเพิ่ม ทำให้การผลิตสินค้าบริการเพิ่มและเศรษฐกิจหมุนเวียน เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นได้หลายเท่า

วิธีการคือต้องใช้นโยบายระดมทุน (รวมทั้งการออกพันธบัตร) ระดมแรงและทรัพยากรภายในประเทศเพื่อปฏิรูปการศึกษาและเศรษฐกิจสังคม พัฒนาคน การใช้ทรัพยากร และทุนภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดมูลค่าเพิ่ม เกิดการส่งเสริมการผลิตและบริโภคสินค้าและบริการที่มีประโยชน์อย่างขนานใหญ่ แ ละเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นบริ วาร เป็นระบบเศรษฐกิจระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมกับระบบสหกรณ์ผู้ ผลิต ผู้บริโภค สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ไทยจึงจะแก้หรือลดความรุนแรงของปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้อย่างแท้จริง

หากรัฐบาลใหม่ยังคิดในกรอบที่เน้นการขยายสินเชื่อ การกู้และการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะสั้นๆ แต่เป็นประโยชน์กับทุนต่างชาติและคนรวย คนชั้นกลางมากกว่าคนจน คนจนอาจได้ส่วนแบ่งในการได้กู้ยืม ได้บริโภค และเป็นหนี้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่การพัฒนาแนวนี้จะไม่ช่วยคนจนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ให้เข้มแข็งและมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง

การพัฒนาแนวเปิดเสรีให้กับทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่งมีผลเสียมาก กว่าผลดี เพราะเป็นการพัฒนาแบบกอบโกยล้างผลาญที่ตรงข้ามกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาแนวเปิดเสรีให้กับทุนต่างชาติและทุนใหญ่กดขี่ขูดรีดทั้งธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และคน ทำให้เกิดความไม่สมดุลทั้งด้านสภาพแวดล้อม และความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมในประเทศ อย่างรุนแรง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพยายามเสนอทางเลือกใหม่ที่ต่างจากแนวทางการพัฒ นาทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกอย่างสุดโต่ง แต่ไม่ค่อยมีพลังต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นปรัชญากว้างๆที่ถูกชนชั้นนำที่คิดในกรอบการพัฒนาแนวทุนนิยมอุตสาหก รรมตีความแบบเข้าข้างผลประโยชน์ระยะสั้นของพวกตน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะมีพลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจไทยที่กำลังมีปัญหามากได้ จะต้องเดินทางคู่ไปกับแนวการพัฒนาทางเลือกใหม่ ค ือเน้นการพัฒนาคน ทรัพยากร ตลาด และเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และเป็นธรรม เน้นการปฏิรูปองค์กรทางเศรษฐกิจให้เป็นแบบสหกรณ์ผู้ผลิตผู้บริโภค สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ และการพัฒนาแนวอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม แนวพัฒนาทางเลือกใหม่นี้ นอกจากจะแก้หรือลดปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้ดีกว่าแล้วยังเป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย และยั่งยืน กว่าแนวทางทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนข้ามชาติอย่างมากด้วย

ทางเลือกใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น แทนที่จะคิดในกรอบของการลงทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ควรคิดนอกกรอบด้วยโครงการใหม่ๆเช่น ส่งเสริมให้ทั้งรัฐ เอกชน ชุมชน สหกรณ์ ปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วประเทศ โดยรัฐออกพันธบัตรและใช้มาตรการต่างๆสนับสนุน, การปรับปรุงชลประทานขนาดเล็กที่เหมาะสมทั่วประเทศ, การยกระดับคุณภาพศูนย์เลี้ยงเด็ก โรงเรียน สถานีอนามัย สถานพยาบาล การสังคมสงเคราะห์ ประเภทต่างๆ ฯลฯ อย่างขนานใหญ่ การปฏิรูปการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ การยกระดับสหกรณ์และขยายสหกรณ์ใหม่ทุกประเภท การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติสภาพแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

โครงการและกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาคุณภาพคน เกิดการใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์ เพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตได้ โครงการเหล่านี้ทำได้โดยการกู้เงินในประเทศหรือออกพันธบัตร และใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศและลดการกู้เงินต่างประเทศ การสั่งเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบจากต่างประเทศลง เพื่อที่จะระดมทุนได้

นอกจากนี้ควรจะระดมทุนอีกทางหนึ่งด้วยการหารายได้จากสาธารณสมบัติ เช่นคลื่นความถี่เข้ารัฐเพิ่มขึ้น ปฏิรูปภาษีและงบประมาณ เก็บภาษีจากคนรวย เช่น ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อรัฐจะได้มีงบประมาณมาลงทุนกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น การเก็บภาษีจากคนรวย จะมีผลกระทบทางลบน้อย เพราะพวกเขาสามารถจ่ายได้อยู่แล้ว และในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี เขามักไม่ปล่อยเงินมาลงทุนอยู่แล้ว แต่จะมีผลกระทบในทางบวกมากกว่า เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนรวยซึ่งมีที่ดิน หุ้น กิจการ ทรัพย์สินต่างๆ ก็จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น

การปฏิรูปเพื่อช่วยให้คนจนมีการศึกษาและงานทำที่ดีขึ้น ทำให้พวกเขามีอำนาจซื้อและเศรษฐกิจภายในเติบโตขึ้น จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งประเทศ ถ้าคนรวยฉลาดและมองการณ์ไกลหน่อย พวกเขาจะช่วยกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศแบบช่วยกระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษาให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเพื่อที่เราจะได้ชนะด้วยกันทุกฝ่ายได้

บทความของวิทยากร เชียงกูล ที่เขียนลงใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์
31 มกราคม 2551 18:30 น.