RSS

สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขียนถึง วิทยากร เชียงกูล

01 ก.พ.

สิ่งที่ได้จากงานเชิงสร้างสรรค์ของวิทยากร เชียงกูล ทั้งทางเรื่องสั้นและบทร้อยกรอง บอกให้เรารู้ว่า เขามีความคิดอย่างไรจริงๆกับสิ่งที่เขาคิด แม้การแสดงออกในเชิงเรื่องสั้น มีผู้รู้สึกกันว่า เขาแสดงสิ่งที่คิดไว้มากเกินไป จนบางครั้งเกือบเป็นงานบรรยายเชิงบทความหรือคำรำพึงมากกว่าการใช้บทสนทนาของคนจริงๆ และเทคนิคของศิลปะ แต่เขาก็เผยความรู้สึกจริงใจของตนอย่างเข้าจุด และกระชับความรู้สึกของเขาไว้ไม่ให้เลยเถิดไปมากกว่าที่เขาคิด  ความจริงใจเปิดเผยในงานของวิทยากร จึงเป็นสิ่งที่ปรากฏเด่นชัด บางครั้งดูน่าเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างกับการใช้กระแสสำนึกของตัวละครในเรื่องสั้น เช่น ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย แต่วิทยากรก็เปิดเผยความรู้สึกอ่อนไหวง่ายๆ แบบกวีที่ชอบธรรมชาติรวมอยู่ในงานร้อยกรองหลายชิ้นของเขาด้วย  เช่น บทที่เขียนถึงภูกระดึง สิ่งที่เป็นความซับซ้อนในงานของเขาจึงพอมองเห็นพัฒนาการทางความคิดของคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง ที่สืบต่อเนื่องกันเรื่อยมา เริ่มจากการเขียนทำนองแสดงความรู้สึกเชิงอุดมคติ  (Idealist) ของเขา อาการเยาะหยันแบบคนหมดอาลัยตายอยาก (Cynicist) ตลอดจนเขาเริ่มพบตัวเองและสนใจผู้คนในสังคมวงกว้างออกไป ลักษณะงานเขียนจึงเปลี่ยนแนวออกมาในเชิงที่เขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไป แม้จะยังไม่มีการเด็ดขาดแน่ชัด แต่ก็แสดงว่า วิทยากรมีพันธะเกี่ยวกับสิ่งที่เขาคิด (Commitment) อยู่พอสมควรในงานเขียน จนบางครั้งเกิดความแห้งแล้งทางศิลปะ เพราะมุ่งมองแง่ใดแง่หนึ่งมากเกินไป แต่ความแห้งแล้งของเขาก็เป็นสิ่งที่คนหนุ่มคนสาวร่วมสมัยยังพอมองเห็นว่า คือความจริงใจและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

การได้รู้จักกับวิทยากรในชีวิตจริงครั้งแรก ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ชอบเขามากนัก เขาเงียบขรึมและพูดเท่าที่เขาคิดได้ ในนาทีท้ายๆเมื่อร่วมอยู่ในวงสนทนา เขาจะเงียบหายไปเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในโลก ข้าพเจ้าไม่ชอบความเหมือนกัน ในสิ่งที่เราใช้ความเงียบเป็นสื่อกลางของความเข้าใจมากนัก และคิดว่าเขาเองก็ไม่ชอบ แต่บางครั้งการคิดในความเงียบ ช่วยให้เราไม่ต้องอธิบายความจนเลยเถิดและเข้าใจผิด แต่การไม่พูดมากของเขาตรงข้ามกับงานเขียนที่เปิดเผยและตรงเข้าหาเป้าหมาย แม้จะขาดความนุ่มนวลอยู่บ้าง ถ้อยคำบางครั้งดูยืดยาด แต่วิทยากรก็ให้ความหนักเบาทางเนื้อหาของความคิดไว้ จนพอที่คนอ่านจะเข้าใจได้เอง

 

ความรู้สึกหนึ่งของเขาเป็นความรู้สึกร่วมสมัยที่เป็นกระจกสะท้อนสังคมในมหาวิทยาลัย วิทยากรแสดงตัวออกมาเด่นพอในงานของเขา ระยะแรกๆ เขาชิงชังความเหลวแหลกของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย รู้สึกผิดหวังอย่างหลีกหนีและหมดอาลัยตายอยาก “ฉันมองดูรอบห้องมีแต่ข้างฝาเท่านั้น ทึบไปหมดจนดูไม่ผิดอะไรกับที่คุมขัง…” (นิยายของชาวมหาวิทยาลัย) ต่อมาเมื่อเขาพบเพื่อนที่รอเขาอยู่ในห้องสมุด สิ่งที่เขาหลีกหนีเข้าไปหา นับแต่คาลิล ยิบราน จนถึงเช กูวาร่า ก็เป็นเพียงสิ่งที่ได้เรียนรู้และระบายออก เหมือนคนหนุ่มสาวที่พยายามมองโลกในแง่ดีอีกหลายคน ซึ่งในที่สุดสิ่งที่พวกเขาพบก็มีแต่ความนิ่งเงียบรอคอยอย่างคนที่ขบถทางความคิด เพราะสิ่งที่เขาได้รับรู้ในสังคมวงกว้างนั้นมันไม่ใช่ความจริง เมื่อมองดูความเป็นจริงที่อยู่นอกห้องหนังสือหรือเลยชายคามหาวิทยาลัยออกไป สุทธิชัย หยุ่นจะใช้คำว่า “หงุดหงิด” ทันทีเมื่อเขาเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว เสถียร จันทิมาธรบอกว่า “กำลังแสวงหา” มองในแง่ของสุจิตต์ วงษ์เทศ เขาก็มักเขียนประชดออกมาทำนอง “…ท่านบรรพบุรุษหัวร่อร่า ว่าเอ็งเอาอะไรมาพูด เหตุการณ์บ้านเมืองในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น เรียบร้อยดีก็จริงอยู่ แต่ศัตรูก็มีอยู่รอบด้าน…”  (หนุ่มหน่ายคัมภีร์)  ขรรค์ชัย บุนปานกล่าวไว้ในคำนำหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่ง เมื่อเขาพยายามจะมองคนรุ่นใหม่ว่า “…เป็นโรคอันเป็นผลผลิตของสังคมที่สับสนวุ่นวาย โดยสร้างโลกของตนขึ้นมาและแสวงหาคำตอบที่ตนเองยังไม่ได้ตั้งคำถาม…”  แต่เขาสรุปผิดที่หมายถึงแต่เพียงว่าเป็น “โรคหาผัวหาเมียไม่ได้” แม้ทางออกของนักเขียนร่วมสมัยรุ่นใหม่จะมีเพียงว่า “…ความว้าเหว่เริ่มละลายหายไปกับน้ำเหล้า เพื่อนฝูงและเวลาเย็นย่ำ…” (สุรชัย จันทิมาธร : นครใบ้) หรือ “… ผมจะนอนเกลือกอยู่บนที่นอน ในเช้าของวันหยุดและนึกลำดับเรื่องราวต่างๆ ผมก็ยังบอกตัวเองไม่ได้ว่า …ทำไมผมจึงหวนคิดกลับไปถึงชีวิตในวัยเด็ก…” (ตั๊ก วงศ์รัฐ : ห้องสี่เหลี่ยม) หรือ “… ถ้าเราเป็นนกและขึ้นมาทำรังอยู่บนนี้ คงมีความสุขมาก…บนต้นไม้มีแต่ความสะอาดบริสุทธิ์ มีอิสระเต็มที…”  (นิคม กอบวงศ์ : คนบนต้นไม้) ความรู้สึกทำนองว่า “ฉันตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและพบว่า หาเงาตัวเองไม่เจอ…” วีระ ฯ วงศ์พัวพันธุ์ ; วันหนึ่ง) ความคิดดังกล่าวเป็นอารมณ์ร่วมยุค (Temperament) ที่ปรากฏในงานเขียนรุ่นใหม่อันสืบเนื่องมาในช่วงวาระหลังรัฐประหารปี 2501 แสดงถึงความประหวั่นพรั่นพรึงในบางสิ่ง ปฏิเสธด้วยอารมณ์เยาะเย้ย ไม่ชอบผูกพันตัวเองแต่มักทำอะไรกวนใจกวนประสาทคนรุ่นเก่า ที่กำลังพากันหลบหนีเข้าไปอยู่ในโลกแบบเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยภาพฝันและอารมณ์หลอกหลอนตัวเองว่า โลกยังเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะ “พระจันทร์ยังขึ้นเหนือตึกอักษรฯ”  หรือ “ขอบฟ้าขลิบทอง” หรือ “วานเงา เหงา นิ่งนั่น สนทนา” ฯลฯ บางทีลักษณะงานของคนสองรุ่นนั้นอาจจะหลอกตัวเองกันบ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่เป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งในการใช้ถ้อยคำเพื่อติดต่อสื่อสารความหมายกับคนอื่นๆ ในสังคมนั้น บางทีก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า สังคมของเราจะมีกลไกหรืออะไรบางอย่างที่ผิดปกติไปบ้างแล้ว และคงมิใช่น้อยด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ทองม้วน เด็กหญิงเล็กๆ เรียนหนังสือชั้น ป.4 ในชนบทแห่งหนึ่งของเรา คงไม่มีความรู้สึกออกมาทำนองว่า “… เธอจะไปรู้ดีกว่าพวก ‘นักศึกษาเหล่านั้น’ ได้อย่างไร  มันต้องเป็นศาลาประชาคมซิ ชาติถึงจะเจริญ  ยุ่งข้าวมันจะไปมีความหมายเกี่ยวกับชาติได้อย่างไร”
ทองม้วน ตัวละครในเรื่องเหมือนอย่างไม่เคย ของวิทยากร เป็นเด็กผู้หญิงค่อนข้างจะชอบคิดอยู่สักหน่อย เมื่อเธอโตขึ้นเป็นสาว ถ้าเธอไม่กลายเป็นคนคิดมาก เธอก็คงจะต้องเป็นคนจริงจัง เพราะเพียงเธอได้เห็นความผิดแผกแตกต่างระหว่าง “นักศึกษา” กับ “ชาวบ้าน” เท่านั้น เธอก็หัวเราไม่ออก เธอไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น บางทีอาจจะเป็นด้วยความสมเพชที่มีหลงอยู่ในใจอันอ่อนโยนของเธอก็ได้…” เรารู้สึกตกใจอยู่บ้างที่เด็กหญิงไทยตัวเล็กๆเรียนหนังสือเพียงชั้น ป.4 เกิด ” ความรู้สึกสมเพช” ขึ้นมา เพราะเหตุเพียงแค่ได้เห็น บางทีเด็กหญิงไทยในชนบทคนนี้ คงมีบางสิ่งบางอย่างที่บีบคั้นอยู่ในใจอย่างรุนแรง บางทีความบีบคั้นนั้นอาจถ่ายทอดมาจากชั่วอายุคนรุ่นก่อนในหมู่บ้านของเธอ จนทำให้เธอไม่อาจจะเข้าใจคำว่า “สันทนาการ” ว่าหมายถึงอะไรได้ แต่พอจะเข้าใจและยอมรับได้ใกล้ชิดกว่าเมื่อเห็นพวกเขากำลังรำวงกัน

ถ้าหากเราคิดว่าเด็กหญิงทองม้วนคือสัญลักษณ์อันเป็นตัวแทนทางความคิดของวิทยากร เราก็พอเข้าใจได้ เพราะสิ่งนี้คือความรู้สึกในเชิงอุดมคติ เมื่อเขากล่าวว่า “…เธอช่างมันแต่งตัวสวยอยู่ได้อย่างไรกัน ในเมื่อคนอีกครึ่งค่อนโลกกำลังหิว กำลังป่วยไข้ เธอไม่รู้ดอกหรือว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่นั้น เขาทำมาจากชีวิตของตัวไหมนับเป็นร้อยเป็นพัน เขาเอามันไปต้มในน้ำเดือดเพียงเพื่อจะเอาใยของมันมาประดับความฉาบฉวยของมนุษย์ เวลาที่ฉันเห็นใครใส่ผ้าไหม ฉันก็เห็นแต่ตัวไหมวิ่งพล่านอยู่ในท้องทะเลแห่งความตาย…” (ไฉนเลยจะรู้ได้) และจินตนาการของเขาคงจะล่องลอยไปไกลกว่าความฝันของชายหนุ่มรูปงามที่ติดตามเจ้าหญิงแสนสวย ในแวดวงของนักกลอนชาววิทยาลัย เพราะสิ่งที่เขาฝันเลยออกไปไกล เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“แล้วสอยดาวสาวเดือนที่เกลื่อนฟ้า
มาทำอาหารให้คนไร้สิ้น
ฟันนภาที่เห็นออกเป็นชิ้น
เอามาสินเย็บเป็นเสื้อเผื่อคนจน”
(ความเพ้อฝันที่ชนบท)

สิ่งที่เลยออกไปของวิทยากร บางทีอาจเป็นเพราะเขาเริ่มสงสัยและตั้งข้อสังเกตสิ่งที่เขาเห็นในสังคม การตีตัวออกห่างจากแวดวงของจารีตประเพณีดั้งเดิม เป็นความรู้สึกผิดแผกและหมดอาลัยตายอยากอีกประการหนึ่งของคนรุ่นใหม่ เช่นเมื่อครั้ง สงครามชีวิต ของศรีบูรพา เขาให้ระพินทร์พูดกับเพลินว่า  “ฉันหมดความเชื่อถือในสิ่งซึ่งเรียกกันว่าบุญกุศล…” สิ่งที่ติดฝังหัวมาจากการอบรมให้เป็นนักเชื่อฟังที่ดีจึงเป็นสิ่งที่กำลังหาย เพราะสังคมของคนเกิดใหม่กำลังเผชิญกับปัญหามากขึ้น  แต่โครงสร้างของสังคมยังล้าหลังโบราณและไม่ยืดหยุ่นที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ยิ่งกว่านั้นอาการที่เห็นชัด และก่อความหมดอาลัยตายอยากให้กับคนรุ่นใหม่มากขึ้นยังอยู่ที่อาการปากว่าตาขยิบ และความใจแคบของคนรุ่นเก่าที่พยายามจะย้ำว่าโลกเก่าของตนคือโลกวิเศษและสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว ความเยาะหยันของวิทยากร คือ ความหมั่นไส้ที่ยังไม่มีทางออกของคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง เป็นความรู้สึกในเชิงอนาธิปไตย (Anarchist) ที่เกิดขึ้นเพราะไม่พึงพอใจระบบและโครงสร้างเก่า แม้ยังหาทางออกไม่ได้ก็เป็นเชื้อปะทุของขบถทางความคิดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ศาสนาอาจจะมีเยื่อใยเป็นฟางเส้นสุดท้ายของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้บ้าง แต่ความเชื่อเรื่อง “กรรม”  กำลังกลายเป็นสิ่งที่ไร้สาระ (Absurd) เพราะสิ่งที่เขามองเห็นระหว่างศาสนากับชีวิตสมัยใหม่ เริ่มหมดความสัมพันธ์กันทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม

” อย่าเทศน์ต่อไปเลยพระท่านสะเพร่า
ที่ลืมเอาศาสตรามาคอยจี้
คนเขาไม่พูดจาภาษาคัมภีร์
เครื่องดนตรีเขาฟังกันนั้นคือปืน”
(ตัวตนกับความโง่เง่า)

  บางทีความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากอันสืบเนื่องมาจากไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสังคม ทำให้งานเขียนของคนรุ่นใหม่ที่ปรากฏ หากไม่แสดงความเจ็บช้ำน้ำใจหรือเยาะเย้ยถากถางออกมาให้เห็น  ก็แสดงถึงการคุกคามที่เกิดขึ้น “ภายใน” สังคมของเขาเอง  เช่น ตระหนักต่อภยันตรายของการฉ้อราษฏร์บังหลวง รู้สึกถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐบาล  แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองไม่เห็นทางว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันอย่างไร  มีคนไม่น้อยเริ่มรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมของสังคมไทย  และมองเห็นว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกำลังล้มเหลว งานของวิทยากรเองก็มีส่วนทำให้คิดเช่นนั้นอยู่บ้าง” นาอย่างนี้มีใครที่ไหนสู้
ควายทั้งคู่ของฉันนั้นช่างสม
กับที่เกิดมาเป็นควายรับใช้สังคม
คอยระดมแรงงานเจือจานนาย”

“มือที่เธอมีไว้ใช้งานนั้น
ต่อให้มันแข็งแรงแกร่งที่สุด
เมื่อเธอขาดปัจจัยไว้ยื้อยุด
คนมือกุดมีค่าไม่กว่ากัน”
(อาเพศ)

แม้วิทยากรจะไม่ได้บอกว่าเขาล้มเหลวเพราะเหตุใด ความรู้สึกในห้องสี่เหลี่ยมที่เขาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยหรือห้องทำความเย็นของนายทุน ก็เริ่มทำให้เขามองออกนอกตัวเอง และคิดว่าผู้คนที่ถูกเอาเปรียบในสังคมโลก ช่างน่าสงสารเหลือเกิน” เลิกฝันถึงความดีเถิดพี่น้อง
เราจะร้องหาสวรรค์วิมานที่ไหน
วันนี้นักสันติภาพโดนขับไกล
คนกลับให้ความนิยมชื่นชมอาวุธ”

“หักห้ามความโศกเศร้าของเจ้าเสียเถิด
คนเราเกิดมาได้ก็ตายได้
ลำน้ำตาจะมีค่าราคาทำไม
เมื่อมันไม่ได้หลั่งเพื่อเกื้อปวงชน”

(ตัวตนกับความโง่)

หรือ“โลกมิใช่ของคนทั้งโลกหรือ
จึงต้องยื้อชิงดีให้ปี้ป่น
วันนี้อาภัพอับจน
อดทนเข้าไว้ไม่นาน”
(ลำนำแม่แห่งธรรมชาติ)

ความหวังที่ว่า “อดทนเข้าไว้ไม่นาน” อาจเป็นเพียงเครื่องปลอบใจคนรุ่นใหม่ให้คิดว่าวันหนึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น และปัญหาทุกอย่างที่ผ่านพ้นจะทำให้ “สัตว์สังกัดกรุง”  ลงเอยได้ด้วยเกิดหมดอาลัยตายอยากและในไม่ช้าก็ “…นับวันจะมีคนเป็นกลางระหว่างการต่อสู้ของฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายมากขึ้น…”  ดังที่อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ สำหรับวิทยากรสิ่งที่เป็น “ความหมาย” ให้ “ฉันจึงมาหาความหมาย” นั้น เป็นเพียงสิ่งที่เขาได้ลงเอยเด็ดขาดว่าหาไม่พบในมหาวิทยาลัย  เขาบอกว่า” ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว”
(เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน)

 ทางออกของวิทยากรนั้น ว่าถึงการใช้ศิลปะของเขายังมีความเป็นปัจเจกบุคคลอยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ยืนอยู่ติดดินพอสมควร การเขียนเชิง “ศิลปะเพื่อชีวิต” ในงานร้อยกรองของเขา เป็นพลังที่แสดงลูกคลื่นอ่อนๆและจะกลายเป็นพายุได้  ถ้าเขามีความเข้มแข็งพอและสามารถทำงานศิลปะในแนวทางที่ตนแสวงหาต่อไป แม้จินตนาการจะขาดพลังฮึกเหิมและเห็นจริงเห็นจังไปบ้างเมื่อเทียบกับงานกวีของนายผี, เปลื้อง วรรณศรี และผู้ใช้นามแฝงว่า “กวีการเมือง” แต่งานของเขาก็มีส่วนที่สืบทอดความรู้สึกในเชิงอุดมคติ และเสนอสิ่งที่เกินเลยไปจากแวดวงของงานวรรณศิลป์ในมหาวิทยาลัย ที่ถือกฏเกณฑ์ทางรูปแบบเคร่งครัดเสียจนลืมความก้าวหน้าทางความคิดงานเชิงเรื่องสั้นเรื่องเดียวของวิทยากรที่แสดงความก้าวหน้าของเขาออกมาให้เห็น คือ ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย  ตัวละครนำในเรื่องซึ่งใช้สรรพนามว่า “ฉัน”  บรรยายเรื่องราวแบบกระแสสำนึก (Stream of Consciousness)  เขาเป็นใคร มาจากไหน ไม่มีใครรู้จัก เขาเป็นตัวแทนของมนุษย์คนหนึ่งในสังคมซึ่ง ” -คนสามพันล้านไม่มีเวลาพอที่จะรู้จักกันหรอก- – – ” (จากคำพูดใน บทสนทนาทางโทรศัพท์ในค่ำคืนแห่งความว้าเหว่)  “ฉัน” ในเรื่องนี้เป็นเครื่องหมายของอิสรชน เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตสมัยใหม่ที่ทางออกของมนุษย์ คือ ” – – ไม่ต้องแข่งขันกับสิ่งใด เรามีเวลาอยู่ถมเถ” การฆ่าตัวตายของ “ฉัน”  ไม่มีความหมายยิ่งใหญ่อะไร นอกจากเป็นการแสดงปรัชญาชีวิตแบบ ” เมื่อฉันคิดอะไรไม่ออก ฉันก็เลยหาเหตุผลที่จะอยู่ต่อไปไม่ได้-”  บางทีวิทยากรจะหมกมุ่นอยู่กับตัวเองไม่น้อยเหมือนกัน  เพราะตัวละครของเขาในเรื่องนี้ช่างเป็นนักเยาะเย้ยที่เกาะกินอยู่กับความเงียบของมนุษยชาติได้อย่างวิเศษ เขาเกิดเบื่อหน่ายโลกเพราะเหตุที่เขาเบื่อหน่ายตัวเอง  แต่เขา “หาเหตุผลที่จะเป็นคนไม่หลงในเหตุผลอยู่ตลอดไปไม่ได้ –” เขาจึงอยากสูญหายไปจากคนอื่น มีประโยคที่ขึ้นชื่อของนักปรัชญาฝรั่งเศสคนหนึ่งกล่าวว่า “เขาคิด เพราะฉะนั้นเขาจึงมีอยู่” แต่ตัวละครของวิทยากรกลับคำเสียใหม่ว่า “เขามีอยู่ เพราะฉะนั้นเขาจึงเลือกที่จะ (ฆ่าตัว) ตาย” นับเป็นความกล้าหาญอยู่ไม่น้อย ทางเลือกของตัวละครในเรื่องถูกกำหนดให้ฆ่าตัวตายเพราะ “สังคม” และวิทยากรก็ทำได้อย่างสะใจที่เขาให้ตัวละครนั้นเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากตายขึ้นมากะทันหัน เพราะหมั่นไส้กลุ่มคน (ในสังคมอีกนั่นแหละ) ที่มามุงรอดูเขาฆ่าตัวตาย เพราะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบแม้กระทั่งเวลาจะฆ่าตัวตาย ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่และคิด “ว่า-ฉันควรจะได้แก้แค้นคนเหล่านี้บ้าง – ฉันจะต้องทำให้เขาผิดหวัง เพราะพวกเขาไม่มีความสมควรอันใดที่จะได้รับสิ่งนั้น  ทั้งไม่มีสิทธิ์อันใดที่จะตามมาเอาเปรียบ- ฉันมองเห็นขึ้นมาในทันทีทันใดว่าฉันมีเหตุผลสมควรจะอยู่อีกต่อไป ฉันต้องอยู่เพื่อทำให้พวกเขาได้รู้จักความผิดหวังและเสียใจกันเสียบ้าง..”

ความสะใจในเชิง Absurd นี้ ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมมากนักในสังคมปากว่าตาขยิบ และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ก็มักทำให้เราพอมองเห็นก้นบึ้งแห่ง “ความแหย” ของมนุษยชาติได้เสมอ ชีวิตจึงไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ตัวเอง หรือทำตัวเองให้เป็นวีรบุรุษเลยเถิดออกไปมากนัก  หากแต่รอว่าจะถึงเวลาสนุกกับความตายของคนอื่นได้อย่างฟุ่มเฟือยอย่างไรต่างหาก เมื่อชาตร์ถามกามูว่า เขามีปรัชญาในชีวิตอย่างไร กามูตอบว่า ปรัชญาของเขาคือการฆ่าตัวตาย (ในความหมายที่วิทยากรก็บอกว่า คือการฆ่าตัวตน “เก่า” ทิ้งไป) ตัวละครในถนนสายที่นำไปสู่ความตาย จึงกลายเป็น ถนนสายที่นำไปสู่ชีวิต  สิ่งที่คนเล็กๆในโลกนี้ “ช้อค”  สังคม ด้วยการกระทำอันไร้เดียงสา แต่ว่าน่ากลัวนั้น เป็นเพียงสิ่งที่บอกเราให้รู้ว่า บางทีสังคมอาจมีอะไรบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว และคนเล็กๆที่เป็นเหยื่อ “ความแหย” ของคนอื่น เขาอาจมองดูความตายอย่างพิสมัย ไม่มีความหวัง ไม่มีอนาคต ไม่มีภาพหลอน ไม่มีการอ่อนข้อยอมแพ้ และจะต่อสู้อย่างหัวชนฝาเมื่อต้องตกอยู่ในกฏเกณฑ์ที่คนอื่นวางกติกา ลักษณะนี้เราจะพบเห็นเป็นสากลในวรรณกรรมตะวันตกร่วมสมัย เพราะเป็นลักษณะของ Anti-Hero ที่ “ขบถ” กับทุกอย่าง แม้กระทั่งกับตัวเอง เพราะสิ่งใดก็ตามที่สัมผัสได้ สิ่งนั้นย่อมต่อต้านขัดขืนได้เสมอ ในท้องเรื่องกติกาที่วางโดยตากล้องหนังสือพิมพ์ (คิดแต่ภาพงามๆที่ตนจะถ่ายได้) พ่อค้าหาบเร่ (คิดแต่ว่าไม่มีใครที่ไหนมาโดดน้ำตายให้ดูบ่อยๆ) หญิงสาว (คิดแต่ว่าตนจะมีเรื่องสนุกเก็บไว้คุยได้อีกหลายวัน) พระ (คิดแต่ความตื่นเต้นในทางโลกย์)   กติกาดังกล่าวช่วย “ปลดปล่อย” ให้ตัวละครในเรื่องเกิดความรู้สึกว่า เขาเป็นตัวตลกให้ผู้อื่นเอารัดเอาเปรียบ แม้แต่ความตายของตนไม่ได้เป็นอันขาด เพราะ “- พวกเขาเป็นเพียงคนดูเท่านั้น คนดูที่บังเอิญได้บัตรดูฟรีเข้ามาดูการแสดงอันหนึ่ง ซึ่งเขาไม่เคยมีโอกาสดูกันมาก่อน–” ทางออกที่เขา “เพิ่ง” คิดขึ้นได้ใหม่ จึงค่อยๆไต่ลงจากสะพาน (สัญลักษณ์ของการนำไสู่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง) แล้วเดิน “แหยๆ” สวนทางกับคนแหยๆลับหายไปกับความเงียบ ความสำเร็จจากเรื่องนี้เกิดจากความ “สะใจ” ที่ทำให้น่าคิดว่า ความตายเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก และไม่มีค่าที่จะโวยวายให้มากความ  เพราะมันไม่มีความหมายแต่อย่างใดในสังคมสมัยใหม่ ที่คนพร้อมจะถูกฆ่าล้างโคตร (Gecocide) หรือตายโดยไม่สมัครใจ การฆ่าตัวตายของเขาจึงมีสิทธิ์ที่จะทำได้เต็มที่เพราะเขาไม่ได้บ้า และมีสติสัมปชัญญะจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยกติกาของคนอื่น ตัวละครในเรื่องนี้ของวิทยากรจึงเสนอความแปลกใหม่ในทัศนะที่เราจะไม่ลืมความประทับใจจากผลการพยายามฆ่าตัวตายของเขาเลย

งานของวิทยากรส่วนใหญ่เป็นงายเขียนตั้งแต่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยและได้พัฒนามาจนถึงระยะหลังซึ่งเขาเปลี่ยนไปเขียนบทความเสียเป็นส่วนมาก อาจจะเป็นลักษณะหนึ่งของเขาก็ได้ที่รู้ตัวว่า การแสดงออกเพื่อสื่อสารความหมายให้คนเข้าใจกันได้ มิใช่มีเพียงสื่อที่จำกัดอยู่เพียงแค่การเขียนกลอนแปดหรือเรื่องสั้นแบบรุ่นเก่า  บางครั้งการแสวงหาตัวเองของคนรุ่นใหม่ เริ่มเกิดขึ้นเพราะเขารู้สึกว่าตนมีโอกาสดีกว่าคนอื่นในสังคม อย่างน้อยส่วนหนึ่งก็มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย  แม้ชีวิตในมหาวิทยาลัยจะไม่ได้ให้อะไรมากไปกว่ากระดาษแผ่นเดียว  สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัยก็มีส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเป็นนักคิดอย่างมีระเบียบได้ ถ้าหากเขาไม่แหยหรือไม่อ่อนข้อให้แก่ระบบที่อยู่รอบตัวเขาจนเกินไป ความหมายบางอย่างซึ่งเป็น “ผลผลิตจากสังคมอันสับสน” อาจจะขาดหายไประหว่างทาง เพราะความไม่พอใจที่แฝงตัวอยู่เงียบๆ เกิดจากคนรุ่นใหม่กำลังเห็นสังคมปัจจุบันไม่มีกติกาที่ยุติธรรมเหลืออยู่  สงครามเวียดนามมีผลทางอ้อมที่ทำให้เขารู้สึกในความโหดร้ายของสงครามซึ่งเกิดขึ้นกับคนเล็กๆ ที่นอนกลางดินกินกลางทราย และไม่เคยรับรู้เรื่องลัทธิมาก่อน ความบีบคั้นของสังคมที่คนต่างกลุ่มกำลังพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะไม่มีข้อเชื่อมโยงทางความคิดที่เข้ากันได้ ปัญหาหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในงานเขียนของคนรุ่นใหม่ (เฉพาะงานที่เกิดมาภายหลัง พ.ศ.2500 และชั่วคนที่เกิดมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)  แม้จะมีส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาไม่พอใจมากนัก พวกเขาก็ร่วมอยู่ในปัญหาความสับสนในค่านิยมของสังคมและความไร้จุดหมายของอนาคตที่แน่นอน ความไม่ยอมเข้ากับระบบหรือเป็นขบถทางความคิด  ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่มีมาก่อน  หรือคนรุ่นก่อนเลว แต่ว่าเขาเกิดความรู้สึกแปลกแยก (Alienation) ออกไปจากระบบและสังคมดั้งเดิมขึ้นมาเอง  ความรู้สึกคับข้องใจ (Frustration) และหมดหวังว่างเปล่า จึงเป็นความรู้สึกร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนของคนรุ่นใหม่ อันสืบเนื่องมาจากสภาพสังคมที่กำลังเป็นอัมพาต บางทีคนรุ่นใหม่อาจจะแพ้และกลายเป็นคนรุ่นเก่า  (อย่างน้อยก็มีตัวอย่าง) งานเขียนบางชิ้นของนักเขียนรุ่นใหม่มีข้อแสดงให้เห็นว่า เขากำลังคร่ำครวญหาอดีตแบบลอยลม  บางชิ้นถอยหนีกลับไปสู่โลกแห่งความฝัน  บางชิ้นแสดงความเบื่อหน่าย บางชิ้นแสดงอาการต่อสู้ก้าวร้าว คลื่นลูกใหม่วันนี้ก็ย่อมกลายเป็นคลื่นลูกเก่าในวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าหากคลื่นลูกที่ใหม่กว่าและแสดงศิลปะออกมาในรูปที่ใหม่กว่า ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับว่า “พลับพลา” ของคลื่นลูกใหม่จะแสดงออกอย่างไรด้วย

ความสันสนของคนรุ่นใหม่ในสังคมขนานเก่า อาจจะมองเห็นเพียงว่า “เขายังไม่แน่ใจว่าคลื่นลูกใหม่ที่โถมมานั้นจะเป็นศาสดา หรือเป็นเพียงฝูงเหลือบในนิยายของอีสป–” (รัตนะ ยาวะประภาษ; พลับพลามาลี)  สิ่งที่เป็นความมุ่งหวังของนักเขียนรุ่นใหม่นั้นอยู่ที่ความจริงจังกับชีวิต ซึ่งตรงไปตรงมามากกว่าอยากเป็นศาสดาหรือฝูงเหลือบ บางทีนักเขียนรุ่นใหม่อาจจะไม่ต้องการเดินตามแบบอาวุโส อารมณ์ร่วมยุคกับโครงสร้างทางสังคมที่สับสนย่อมแปรเปลี่ยนไปตามวิถีของสังคม บางทีการทำตนเป็นศาสดาในสังคมสมัยใหม่นั้นไม่ก่อประโยชน์อันใดก็ได้ ในบทละครเรื่อง ฉันเพียงแต่อยากออกไปข้างนอก วิทยากรเคยให้นักโทษคนที่ 1 กล่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการเดี๋ยวนี้คือ การตัดสินใจเท่านั้น เราจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และต้องเลือกอย่างไวด้วย  โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน นายไม่มีเวลาพอสำหรับการออกความเห็น-”  ทัศนะของคนรุ่นใหม่เป็นเพียงการแสดงออกที่มีพันธะผูกพันกับสิ่งที่เขาคิดเท่านั้น  (ซึ่งเขาก็คงไม่ปฏิเสธว่าจะล้าสมัย เมื่อคนอีกรุ่นหนึ่งก้าวเข้ามาแทน) ความหมดอาลัยตายอยากอาจทำให้รุ่นใหม่ถึงกับมองเห็น “การทำงายคือการสร้างสรรค์”  แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมได้ เขาก็เริ่มประนีประนอม หรืออาจหายเงียบจากไป ไม่ว่ายุคแห่งเราจะใช้ถ้อยคำอธิบายประการใด แสวงหา, หงุดหงิด, เงียบ, แปลกแยก. หมดอาลัยตายอยาก ฯลฯ ความประสงค์ในการแสดงออกทางอักษรศาสตร์ก็เป็นเพียงการแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะอยู่กับโลกปัจจุบันให้ได้เท่านั้น ความในใจของข้าพเจ้ากับคนรุ่นใหม่ จึงอยากสรุปด้วยงานของวิทยากรบทหนึ่งว่า :

” เจ้าพระยาหยุดไหลในวันนี้
คนดีดีไม่ล้มตายก็หายหน้า
ชนบทชื่นฉ่ำด้วยน้ำตา
เทวดาหัวเราะเยาะมนุษย์”

10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514
สุชาติ สวัสดิ์ศรี

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: