RSS

สัมภาษณ์ รศ.วิทยากร เชียงกูล โดยทีมงานวารสาร ธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี

04 ก.พ.

สัมภาษณ์ รศ.วิทยากร เชียงกูล โดยทีมงานวารสาร ธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 ณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม จ.ปทุมธานี

การที่คนเราสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้นั้น ต้องอาศัยกลไกต่างๆของร่างกายทำหน้าที่สอดประสานกันอย่างเป็นระบบ การป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายต้องพึ่งพากลไกภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ดักจับและกำจัดสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะได้รับผลกระทบ หากเปรียบเทียบโครงสร้างทางร่างกายของมนุษย์กับโครงสร้างทางสังคม ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคงเปรียบเสมือนการปลูกฝังภูมิคุ้มกันด้านจริยธรรม คุณธรรมการสร้างทัศนคติให้กับสมาชิกในสังคมเพื่ออำนวยให้สังคมดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพเป็นระเบียบเรียบร้อย ทีมงานวารสารธรรมรักษ์์ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ อ.วิทยากรเชียงกูล ถึงความหมายของการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้เกิดขึ้น ท่ามกลางกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม หรือปัจเจกนิยม ฯลฯ อันมีแนวโน้มที่อาจก่อให้เกิดภัยอันตราย หรือโรคที่ทำลายค่านิยม และระบบดีงามต่างๆ ทางสังคมที่เป็นมรดกตกทอดจากชนรุ่นก่อน เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ตระหนักและตื่นตัวในการป้องกันตนเองจากโรคร้ายเหล่านี้

ถาม : ทิศทางเยาวชนไทยในยุคสมัยอาจารย์กับยุคสมัยปัจจุบัน ต่างกันอย่างไร

ตอบ : ความจริงแล้ว แนวนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจใหญ่ๆ จะคล้ายๆ กัน หมายความว่ารัฐบาลจะเน้นพัฒนาแบบระบบทุนนิยม เน้นการบริโภค สมัยก่อนไม่ค่อยจะฟุ่มเฟือยแต่โอกาสในการบริโภคนิยมก็มีบ้างแต่ยังมีไม่ค่อยมากเหมือนปัจจุบัน นักศึกษาสมัยก่อนส่วนหนึ่งก็ฟุ้งเฟ้อแต่ก็เป็นส่วนน้อย นักศึกษาส่วนหนึ่งออกไปทำค่ายอาสาสมัครได้เห็นปัญหาความยากจนในชนบท แล้วปัญหาที่เห็นเช่นรัฐบาลเป็นเผด็จการอาจจะชัดเจน เพราะฉะนั้นนักศึกษาก็เริ่มรู้สึกว่าน่าจะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ น่าจะเรียกร้องประชาธิปไตย วัยรุ่นบางส่วนรู้สึกว่ามีอะไรที่น่าทำ หมายถึงว่าถ้าเราจะเป็นกบฏของสังคม ก็เป็นกบฏในทางสร้างสรรค์ คือวัยรุ่นจะมีลักษณะที่กบฏอยากท้าทาย ถ้าเขาไม่เอาดีทางด้านการศึกษาหรือด้านอื่นได้ เขาก็จะท้าทายตีกัน นี่คือปัญหา

ในรุ่นคนที่ทีส่วนร่วมเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 นักศึกษาที่สนใจกิจกรรมจะรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย แม้แต่นักศึกษาอาชีวะที่ตีกันก็เลิกตีกัน นักศึกษาก็มาช่วยสร้างประชาธิปไตย ได้มีบทบาทในสังคม แต่โครงสร้างทางการเมืองของเรายังล้าหลัง ชนชั้นสูงยอมรับการเรียกร้องเชิงปฏฺรูปนักศึกษาไม่ได้ ก็จะมองว่านักศึกษาเป็นพวกหัวรุนแรง นักศึกษาก็จะมองผู้ใหญ่ว่าเป็นพวกล้าหลังไม่ยอมเปลี่ยน นักศึกษาไปเรียกร้องอะไรกับรัฐบาล รัฐบาลก็ไม่เปลี่ยน ทำให้เกิดการไม่เข้าใจกัน ทำให้เกิดแรงผลักดันให้นักศึกษาไปสู่ฝ่ายซ้ายมากขึ้น

นักศึกษารู้สึกว่าประชาธิปไตยแบบรัฐสภาล้มเหลวมีเลือกตั้ง นักการเมืองกลุ่มใหม่เข้าไปแล้ว การบริหารประเทศก็เหมือนเดิม ชาวบ้านไม่ได้ช่วยเหลืออะไรให้ดีขึ้น ชาวบ้านก็ยังเดือดร้อนเหมือนเดิม ไม่รู้จะไปพึ่งพาอาศัยใครก็ไปพึ่งพานักศึกษา นักศึกษาก็ชอบไปช่วยพวกเขา ก็เลยถูกมองว่านักศึกษายุ่งทุกเรื่อง นักศึกษาเป็นพวกหัวรุนแรง นักศึกษาที่มีไฟใจร้อนเริ่มสนใจไปทางสังคมนิยม คิดว่าสังคมนิยมอาจจะดีกว่าประชาธิปไตยแบบรัฐสภา สังคมไทยก็เลยยิ่งแบ่งเป็น 2 ขั้วขวากับซ้าย ทำให้นำไปสู่เหตุการณ์ วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่ทาหารตำรวจ แก๊งค์อันธพาลผลึกกำลังกันปราบนักศึกษาอย่างรุนแรง นักศึกษาบางส่วนเข้าป่าไปเข้าพรรคคอมมิวนิสต์ ทีนี้พอสู้กันอยู่ 4 – 5 ปี นักศึกษาก็ไปไม่รอดเหมือนกัน พรรคคอมมิวนิสต์มีความล้าหลัง มีลักษณะเผด็จการ ปัญหาในทางสากลก็เปลี่ยนไป พรรคคอมมิวนิสต์จีนกับโซเวียตก็แตกกัน ที่เคยช่วยพรรคคอมมิวนิสต์ไทยก็เลิกช่วย ปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ก็เลยทำให้เกิดความแตกแยก ป่าก็เลยแตก และทางรัฐบาลชุดหลังๆก็ฉลาดขึ้น ดำเนินนโยบายแบบเอาการเมืองนำการทหาร คือแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาการกดขี่ ขูดรีด ที่ประชาชนไปเข้าคอมมิวนิสต์นี่เพราะถูกรังแก ก็ปรับใหม่มาใช้นโยบายสันติวิธีไปช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน และเจรจาดึงนักศึกษากลับมาโดยไม่เอาความผิด ทำให้เกิดนโยบายการปฏิรูป เลิกรบกันไปได้

สังคมไทยก็มีข้อดีแง่หนึ่ง รบกันแทบตายผลสุดท้ายพอรู้ว่าไปไม่รอดก็เลิกรากัน หันมาเจรจาแบบสันติวิธีได้ พวกที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์หรือเรียกกันว่าผู้พัฒนาชาติไทยก็กลับเข้ามาในเมืองได้ ไม่ถือเป็นความผิด ทีนี้หลังจากสังคมนิยมล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นประเทศรัสเซีย ประเทศจีน ก็เปิดประตูกับเสรีนิยม เปิดประตูการค้ากับประเทศทุนนิยม ประเทศไทยเลยเน้นการพัฒนาทุนนิยมแบบสุดโต่ง เดินหน้าเต็มที่ เปิดสนามรบเป็นสนามการค้า เพราะฉะนั้นเราไปเป็นทุนนิยมบริโภคมากยิ่งขึ้น นักศึกษารุ่นหลังเรื่องการเมืองก็ไม่ค่อยสนใจ ประเทศไทยมีประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง ได้รับอิทธิพลสูงจากการพัฒนาแบบทุนนิยมบริโภคนิยม มีสินค้าบริการในเมืองฟุ่มเฟือยมากมาย วิธีการเลี้ยงลูกของคนไทยนี่ ก็ไม่ค่อยสร้างวินัยให้กับเด็ก เรามักจะเลี้ยงดูลูกแบบเข้มงวดบ้าง ตามใจบ้าง เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่รู้จักวินัยด้วยตัวเอง ไม่รู้จักความยากลำบากเป็นอย่างไร

ระบบการศึกษาประเทศไทยยังล้าหลัง สอนแบบท่องจำ ไม่ทำให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ไม่ทำให้เด็กสนุกกับการเรียนหรือรักการอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นเด็กมีเวลาว่างมาก แต่ไม่รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ก็หันไปบริโภคนิยมกันมากขึ้น ไม่เพียงแค่เด็ก นักศึกษา แม้แต่วัยคนทำงานเมื่อเห็นแสง สี เสียงก็เกิดความตื่นตาตื่นใจกับสิ่งยั่วยุต่างๆ ได้รับความสุขสบายมากยิ่งขึ้นก็ยิ่งทำให้ได้หลงไหลบริโภคนิยมมากขึ้นตามไปด้วย คนที่เรียนครึ่งๆ กลางๆ จะจบก็ไม่จบไม่ตั้งใจเรียนให้เต็มที่ ถึงแม้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตที่ลำบาก ก็อยากจะมาทำงานในเมือง เศรษฐกิจและการจ้างงานก็ขยายตัวอยู่แต่ในเมือง การพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรม การบริโภคนิยมก็เติบโตเป็นเงาตามตัว

ถาม : บริโภคนิยมยังมีผลต่อวัยรุ่นเยาวชนไทยอีกนานแค่ไหน

ตอบ : ผมว่ามีผลมากถ้าเราไม่พยายามแก้ไข ที่สำคัญคือระบบโทรทัศน์ การโฆษณาสินค้า แล้วรัฐบาลบางรัฐบาลก็ยิ่งโหมเน้นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ ความจริงรัฐบาลทุกรัฐบาลส่งเสริมทุนนิยม รัฐบาลยุคทักษิณที่เน้นส่งเสริมทุนนิยมมากแบบสุดโต่งยิ่งไปกันใหญ่ และทีวีที่โฆษณาสินค้าเน้นทุนนิยมมาก ทั้งการโฆษณาโดยตรง ทั้งในตัวละคร เช่นละครต่างๆ ที่พระเอกนางเอกไม่ต้องทำอะไรเลยแต่ว่ามีชีวิตที่หรูหราสะดวกสบาย อยู่บ้านสวยๆ สร้างความเพ้อฝันให้กับเด็ก อันนี้อันตราย

เรามีกระแสต้านบ้างแต่ไม่มีพลัง อย่างในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตอนแรกคนยอมรับว่าเป็นหนี้และเราเสียดุลการค้าต่างประเทศมาก เราต้องประหยัด เราต้องชาตินิยม ก็พูดกันอยู่พักเดียว พอรัฐบาลทักษิณบอกว่าเศรษฐกิจเราฟื้นแล้ว ทุกอย่างก็เข้ารูปแบบเดิม เศรษฐกิจพอเพียงได้แต่พูดกัน ไม่ได้ทำจริง อาจจะมีคนบางส่วนที่ทำจริง แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วนักการเมือง นักธุรกิจก็ไม่ได้ทำจริง บอกเห็นด้วย แต่ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือทำตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่

ถาม :ระบบการศึกษามีส่วนทำให้วัยรุ่นยุคปัจจุบันเป็นอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า

ตอบ : ผมว่าเป็น การศึกษาจะเน้นเฉพาะวิชาชีพ เน้นให้คนมาทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม แต่ไม่สอนให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่สอนให้คิดวิเคราะห์ ไม่สอนความเป็นพลเมืองดี ความเห็นแก่ส่วนรวม แล้วยังเน้นการแข่งขันแบบตัวใครตัวมันด้วย ระบบสอบเอนทรานซ์ทำให้คนเห็นแก่ตัว เพราะว่าทุกอย่างต้องแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นเด็กสมัยปัจจุบันที่เรียนเก่งก็จะไม่ช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนไม่เก่งเหมือนสมัยแต่ก่อน เพราะต่างคนต่างเครียด ต่างคนต่างแข่งขัน สังคมส่วนรวมก็พลอยแข่งขัน ใครดีใครได้ ทุกคนต้องได้ เด็กเก่งต้องได้คะแนนสูงสุด ทุกคนต้องเข้าโรงเรียนดีๆ เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้เงินเดือนสูงๆ แข่งขันแบบปัจเจกชนด้วย ไม่เน้นการทำงานทีมเวิร์ค

ที่อื่นเขายังระมัดระวัง ให้เด็กทำงานเป็นกลุ่ม พยายามดูกิจกรรม ดูความประพฤติต่างๆ แต่ของเราจะดูคะแนนวิชาการอย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องการพัฒนาด้านอื่น สิ่งนี้ผมคิดว่าอันตรายต่อระบบการศึกษา ในขณะนี้เราเน้นปริมาณมากเกินไป อาจารย์ดูแลได้ไม่ทั่วถึงทั้งชั้นที่ใหญ่เกินไป โรงเรียนเองต้องแข่งกันสอบเข้าเอนทรานซ์ให้ได้ มหาวิทยาลัยต่างๆ พยายามสร้างชื่อเสียง เร่งหาเงิน เป็นการเติบโตเชิงปริมาณ แต่ว่าเชิงคุณภาพแย่ลง

ถาม : ระบบการศึกษาเมื่อเป็นเช่นนี้จะมีผลกระทบกับเยาวชนในระยะยาวหรือไม่

ตอบ : ผมว่ามีผลกระทบในระยะยาว เด็กที่จบมาใหม่จะเป็นเด็กซึ่งปัจเจกชนสูง อยากได้เงินเดือนสูง อยากเลื่อนตำแหน่งเร็วๆ แต่ไม่อยากทำงานหนัก

ถาม : สถาบันครอบครัวกับเยาวชนทุกวันนี้เป็นอย่างไร

ตอบ : สถาบันครอบครัวก็มีปัญหาในแง่ว่า พอเราพัฒนาทุนนิยมมาก ทุกคนก็เน้นการหาเงิน พ่อแม่ทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ก็ไม่มีเวลาที่จะดูลูก คิดว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ ต้องหาเงินก่อนจึงเลี้ยงดูแลลูกได้เต็มที่ ลูกจะได้มีกินมีใช้ ได้เข้าโรงเรียนดีๆ มีหน้ามีตา ชีวิตลูกจะอยู่กับคนเลี้ยงเด็กมากว่าที่จะอยู่กับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่คิดแต่เรื่องเงิน เวลาที่จะได้ดูแลเลี้ยงดูให้ความอบอุ่นกับลูกกลับลดลงเรื่อยๆ บางทีปล่อยให้ลูกอยู่กับโทรทัศน์ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ลูกได้รับจากโทรทัศน์มีคุณภาพแค่ไหน จนทำให้ความสัมพันธ์ครอบครัวก็แย่ลง

ลัทธิปัจเจกชนนิยมทำให้พ่อแม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัวมากขึ้น บางทีไปงานสังคมจนลืมดูว่าลูกใช้ชีวิตอย่างไร เวลาที่ให้กับลูกก็น้อยลง อันนี้เป็นทั้งหมดทั้งคนรวยคนจนชนชั้นกลาง แต่คนจนในชนบทอาจจะดีกว่า แต่ว่าคนจนก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เช่น พ่อแม่ไปทำงานในเมืองเป็นคนงาน ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก ต้องส่งลูกกลับไปอยู่กับปู่ย่าตายายที่บ้านนอก ครอบครัวแตกแยกมีมากขึ้นเพราะมีการอพยพ ชุมชนต่างจังหวัดเปลี่ยนเป็นชุมชนที่คนมาอยู่ชั่วคราวในเมือง ครอบครัวต้องแยกทางกันเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ อันนี้ทำให้สถาบันครอบครัวเราอ่อนแอลงไปด้วย

ถาม : มองพฤติกรรมทางเพศของเด็กทุกวันนี้เป็นอย่างไร

ตอบ : เป็นไปตามกระแสของการพัฒนาเรื่องทุนนิยม เรื่องสื่อ รวมทั้งเรื่องฮอร์โมน บางคนเขาบอกว่าเด็กกินไก่กินอะไรที่ฉีดฮอร์โมนมากทำให้เด็กโตเร็วยิ่งขึ้น เด็กผู้หญิงมีประจำเดือนมาเร็วเกินไป มีความต้องการทางเพศเร็วขึ้นแต่คงมาจากปัจจัยหลายอย่างผสมกัน และเป็นเพราะเด็กไม่มีกิจกรรมอื่น เช่นเด็กที่ว้าเหว่ เหงา มีแนวโน้มที่จะหาเพื่อน มีแฟน หรือติดยาเสพติด เพราะว่าหนึ่งครอบครัวไม่อบอุ่น สองไม่มีกิจกรรมอื่นหรือกิจกรรมไม่สนุกไม่สร้างสรรค์ เรียนหนังสือก็น่าเบื่อ ไม่สนุก เด็กวัยรุ่นมีพลังมาก ต้องให้เด็กเล่นกีฬาและทำกิจกรรมที่ใช้พลัง ถ้าเขาไม่มีอะไรทำก็ต้องไปหาอะไรที่สนุกสนาน ไปนั่งดื่มเหล้า เต้นรำ เสร็จแล้วก็เลยไปเรื่องทางเพศ

ถาม : มองปัญหาเอดส์กับเยาวชนรุ่นใหม่ขณะนี้เป็นอย่างไร

ตอบ : คนชอบมองว่าเอดส์เป็นปัญหาสาธารณสุขอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่ มันเป็นปัญหาทางสังคม เป็นปัญหาหลายด้านทั้งทางสังคม วัฒนธรรม เช่น เด็กที่ไปมั่วสุมทางเพศ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาสังคมที่ว่าเขาว้าเหว่ ไม่มีความมั่นคงในตัวเอง ต้องพึ่งเพื่อน พึ่งคนอื่น บางคนต้องพึ่งยาเสพติด เราก็จะมองว่าคนที่พึ่งยาเสพติดคือคนที่อ่อนแอไม่สอนให้เข้มแข็ง เด็กต้องรู้จักอดทนต่อการรอคอยได้ พ่อแม่สมัยนี้ตามใจลูกจนเกินไป พอลูกร้องไห้พ่อแม่จะรำคาญก็จะรีบหาของที่เด็กชอบเพื่อที่จะให้เด็กหยุดร้องไห้ ซึ่งหลายครอบครัวไม่ได้สอนให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้จักตัดสินใจด้วยตัวเอง พ่อแม่ควรจะเป็นผู้ที่ให้ทั้งความรัก เข้าใจ ความอบอุ่น และช่วยแก้ไขให้ข้อคิดคำปรึกษาให้กับลูกว่าเรื่องอะไรที่ควรจะทำหรือเรื่องอะไรที่ไม่ควรทำ เด็กบางคนกลัวจะไม่มีเพื่อน เกรงใจเพื่อน เพื่อนให้ทำอะไรก็จะทำตาม ถ้าเจอเพื่อนที่ดีก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเจอเพื่อนที่ชักจูงไปทางไม่ดีก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ เด็กก็จะพบแต่เรื่องร้ายๆ อันนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่โยงสู่เอดส์ด้วย หรือเด็กวัยรุ่นเข้าใจว่ามีเพศสัมพันธ์กับแฟนตัวเองคงไม่เป็นไร หรือเด็กที่มีแฟนคิดว่าตัวเองมีแฟนคนเดียวไม่ได้ไปสำส่อนคงจะไม่ติดเอดส์ แต่ความจริงก็คือบางทีก็ติดเอดส์ได้

ถาม : อาจารย์คงเคยได้ยินเรื่องที่เด็กทุกวันนี้มีความต้องการทางเพศ มีการทำแต้ม การมีเพศสัมพันธ์ เรื่องเหล่านี้กับวัยรุ่นเปรียบเทียบกับสมัยก่อนเป็นอย่างไร

ตอบ : คงมากขึ้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุอะไร ผมคิดว่าเพราะสื่อบางอย่างเช่น สื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่เน้นเรื่องเพศ สื่อบางทีเน้นบริโภคนิยม เน้นการโฆษณาให้คนบริโภคสินค้ามากๆหรูๆยิ่งมากยิ่งดี แล้ววิธีโฆษณาสินค้าก็คือว่าถ้าเราซื้อสินค้าชนิดนั้นแล้ว เราก็จะสามารถมีความดึงดูดทางเพศได้ มีเพื่อนชอบ มีแฟน โฆษณาให้คนนิยมเหล้า ดื่มเหล้าแล้วเท่ห์ มีผู้หญิงมาชอบ มีรถยนต์สวยๆ ขับโชว์อวดสาวๆ โฆษณาเรื่องการบริโภคทั้งหลายจะโยงไปเรื่องเพศเสียหมด คล้ายว่าไปกระตุ้นเรื่องนี้มากขึ้น แต่ก็คงมีหลายอย่างประกอบกัน แต่เป็นส่วนหนึ่ง

ถาม : อีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มเพศที่สาม มองว่าอย่างไร

ตอบ : ผมว่ามีมากขึ้น เขาพยายามวิเคราะห์อยู่ว่าเป็นปัญหาเรื่องฮอร์โมน หรือเรื่องอะไรที่ทำให้เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า เพราะเรากินสารซึ่งใช้ฮอร์โมนมากขึ้น อย่างในเรื่องการผลิตอาหารใส่ฮอร์โมน ใส่สารเคมีมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันอยู่ว่าตรงนี้มีส่วนทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศหรือเปล่า อันนี้ทางกายภาพ ส่วนทางจิตวิทยามีบางส่วนคือพ่อแม่ที่เข้มงวดมากเกินไป บางทีทำให้ลูกเบี่ยงเบนได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้มงวดจากพ่อแม่ ปัญหาที่น่าคิดคือ อันหนึ่งคือสื่อไปยกย่องมากเกินไปหรือเปล่า เช่น ยกย่องเพศที่สาม เป็นศิลปิน เป็นอะไรๆ ได้ ทำให้คนมองเป็นเรื่องธรรมดา นี่ก็เป็นอันตราย

ผมคิดว่าเราควรใจกว้าง เราไม่ควรไปประณามเขา แต่เราไม่ควรยกย่องเช่น บางวงการไปยกย่องมากเกิน ผมว่าปัญหานี้ละเอียดอ่อน บางคนเรียกร้องแบบตะวันตกว่าให้เสรีภาพกับเพศที่สาม แต่งงานกันได้ ผมว่าไปกันใหญ่ คือเราไปเห่อตามตะวันตกมากเกินไป เราควรค่อยๆไป ถ้าคนที่เขาเป็นโดยกายภาพ ต้องดูว่าจะช่วยเขาอย่างไรหรือไม่รังเกียจเขาอย่างไร แต่ไม่ควรไปส่งเสริมมาก ทีนี้คนที่กายภาพอาจจะไม่ได้เป็น แต่มีความโน้มเอียงทางจิตใจ ว่าคนเพศที่สามก็ดังได้ เป็นศิลปิน เป็นนู่นเป็นนี้ เด็กก็จะยิ่งเห็นดีเห็นงามตามไป เราไม่ควรไปเห่อเสรีภาพส่วนบุคคลมากเกินไป เราควรมองเรื่องชุมชนและเรื่องภาพรวมของสังคมด้วย

ถาม : ตอนนี้มีเด็กที่ติดเชื้อจากแม่ และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อเอดส์ เด็กที่ติดเชื้อเอดส์จะมีผลระยะยาวอย่างไร

ตอบ : ผลทั้งทางกายภาพ ทั้งจิตวิทยาก็รุนแรง ทำให้เขาหดหู่สิ้นหวัง หรืออาจมองโลกในแง่ร้าย ทั้งที่ถ้าเราดูแลดี ถ้าเขามีชีวิตที่แข็งแรงเขาก็อยู่ได้นาน ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ เรื่องจิตใจนี้สำคัญ ถ้าจิตดีคนอื่นเข้าใจเขา เขายอมรับได้ ปรับตัวได้ เขาจะมองโลกในแง่ดีจะมีชีวิตต่อไปได้ แต่ถ้าเขามองในแง่ร้าย เขาจะยิ่งเป็นอันตรายกับสังคม เขาจะเคียดแค้น นี่เป็นปัญหาซึ่งผมคิดว่าสังคมต้องดูแล นอกจากดูแลทางกายภาพแล้ว ดูแลทางใจต่อไปได้ ต่อไปเราจะมีวิทยาการดีขึ้น อาจจะหาทางป้องกันรักษาได้ดีกว่านี้ ในช่วงนี้เหมือนกับว่าคนไข้ต้องรักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรง รักษาสุขภาพให้ดี สังคมควรมองในแง่นี้และช่วยเหลือกัน

ถาม : กรณีที่แม่บ้านที่ติดเชื้อจากสามี

ตอบ : สังคมยังไม่พูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา และไม่พยายามแก้ปัญหา สังคมต้องมีวุฒิภาวะในการมองปัญหา ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วปัญหาคือทำอย่างไรให้ดีที่สุด การโทษกันไปมาหรือไม่พูดก็ลำบาก ทำให้ปัญหาค้างคา

ถาม : เรื่องกิ๊ก ที่พัวพันอยู่ในสังคม เรื่องเหล่านี้จะอยู่ในสังคมอีกนานเท่าไร

ตอบ : ในสังคมตะวันตกก็เป็น เนื่องจากสังคมมีการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว คนมีการพัฒนาเคลื่อนไหวตามกระแสอย่างต่อเนื่อง ความเป็นชุมชนลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด ความเป็นปัจเจกชนสูง ทำให้เกิดความเครียด ความเบื่อ เลยต้องการความสะดวกสบายใหม่ๆ มีแฟนคนเก่าก็เบื่ออยากจะมีแฟนใหม่ การมีเพศสัมพันธ์เป็นการเสพอย่างหนึ่ง รู้สึกภูมิใจว่าตัวเองสามารถมีได้ เหมือนกับเวลาที่เราซื้อของเราพอใจในสินค้า แต่ความจริงเราพอใจสินค้านั้นชั่วคราว เมื่อเบื่อแล้วก็ไปซื้อสินค้าใหม่ เหมือนกันกับคนที่มีแฟนมาก รู้สึกว่าฉันเก่ง แต่เป็นความสุขความพอใจแบบชั่วคราว ไม่ได้มีความมั่นคง เรื่องแบบนี้คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

***ในต่างประเทศจะศึกษาเรื่องจิตวิทยามากขึ้น มีนักเศรษฐศาสตร์พูดเรื่องความสุขมากขึ้น ประเทศอเมริกาสามสิบปีที่ผ่านมามีความเจริญร่ำรวยทางวัตถุมาก มีบ้านใหญ่โต มีรถยนต์คันใหญ่ มีสิ่งที่อำนวยความสะดวก แต่ความสุขที่มีอยู่กลับลดน้อยลง ปัญหาการหย่าร้าง ปัญหาโรคจิตประสาท ปัญหาความเครียด ปัญหาอาชญากรรมมีมาก ที่อเมริกามีนักโทษต่อประชากรมากที่สุดในโลกทั้งๆ ที่มีความมั่งคั่ง

***การพัฒนาที่ดีต้องเน้นเรื่องความเป็นชุมชน สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ต้องดี มีการผลิตเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ระบบทุนนิยมยิ่งทำลายสภาพแวดล้อมมาก ใช้พลังงานมาก ต่อไปสภาพแวดล้อมจะเลวร้าย พลังงานจะหมด เราจะอยู่กันลำบาก ตอนนี้มีคนเริ่มเสนอเรื่องคอมมูนเรื่องชุมชนเล็กๆ เป็นทางออกคล้ายเศรษฐกิจพอเพียง ไม่บริโภคฟุ่มเฟือย ใช้พลังงานทางเลือกได้ก็ใช้ ในต่างประเทศมีคนที่คิดเรื่องพลังทดแทนมากขึ้น มีหลายรูปแบบ แต่บ้านเราเห่อการพัฒนาอุตสาหกรรมตามตะวันตกเหมือนอย่างที่เขาเริ่มพัฒนาใหม่ๆ อยากจะเน้นพัฒนาทางวัตถุ เน้นความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม เน้นการบริโภคมาก เน้นการเพิ่มสินค้าบริการ อันนี้จะบากต่อไป

สังคมไทยไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง คอยตามตะวันตก ตามตั้งแต่เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว ตามเมื่อตอนที่เขากำลังเห่อพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกประเทศเน้นการเจริญเติบโต แต่เดี๋ยวนี้ในยุโรปเองจะมีพรรคกรีนที่เน้นด้านสิ่งแวดล้อม สหภาพแรงงานของเขาที่ก้าวหน้า เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียกร้องค่าจ้างเพิ่ม เพราะค่าจ้างเขาสูง เขาจะเรียกร้องสวัสดิการให้มีที่เลี้ยงเด็กในที่ทำงาน เรียกร้องวันหยุดเพิ่ม จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เรียกร้องการไปมีหุ้นในโรงงานแล้วโหวตไม่ให้โรงงานเอาเปรียบคน ไม่ให้ทำลายสิ่งแวดล้อม คือประชาชนยกระดับการเรียกร้อง แต่ของเรายังตามตะวันตกเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว คือเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเน้นการหาเงิน แต่ไม่เน้นคุณภาพชีวิต

ถาม : อีกกลุ่มหนึ่งขณะนี้ซึ่งเป็นกลุ่มของพระภิกษุสงฆ์ที่ติดเชื้อ กลุ่มนี้เป็นอย่างไร

ตอบ : ผมมองว่าพระสงฆ์ก็เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไปบวช แต่ความรู้ก็ไม่ค่อยมี รู้แบบท่องจำ สวดมนต์เป็น ความเข้าใจเรื่องโรคอะไรต่างๆ เหล่านี้ ผมว่าน้อย ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ถ้าจะปฏิรูปศาสนาไม่ใช่แค่ใส่ประโยคว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติตามที่เรียกร้อง นั่นไม่มีความหมาย ต้องทำอย่างไรจึงจะปฏิรูปการศึกษาพระสงฆ์ ปฏิรูปการจัดการปกครองสงฆ์ให้มีประชาธิปไตยและทำประโยชน์ต่อชุมชน ต่อประเทศมากขึ้น ให้ฆราวาสไปมีส่วนร่วมและพัฒนา จะได้เป็นผู้นำชุมชนได้ จะได้ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ ไม่ใช่ทำพิธีอย่างเดียว

ถาม : คิดว่าบทบาทของสถาบันสงฆ์ในปัจจุบันช่วยเรื่องสังคมอย่างไร

ตอบ : ผมว่าน้อย มีบางส่วนแต่ว่าน้อย ส่วนใหญ่เขาทำพิธีอย่างเดียว ถ้าเราดูศาสนาคริสต์ เขาต้องไปช่วยพัฒนาชุมชนไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม บาทหลวงมีการศึกษา เขาจะมีวิทยาลัย ของเราก็มีมหาวิทยาลัยสงฆ์แต่ก็น้อย แล้วใครอยากจะบวชก็บวชได้ไม่ได้จำกัดและการควบคุมดูแลคุณภาพ ซึ่งผมว่าอันตราย

ถาม : บทบาทของคณะสงฆ์ จริงๆ ถ้าเป็นอยู่อย่างนี้ เรื่องที่จะรับใช้สังคมในอนาคตเป็นอย่างไร

ตอบ : ยาก เพราะติดระบบอกนาจจากส่วนกลางและระบบอาวุโส ท่านที่อาวุโสมากไปมักไม่ใช่นักบริหารที่ดี ต้องให้ฆราวาสเข้าไปมีส่วนร่วม ฆราวาสต้องเป็นนักวิชาการหรือคนมีความรู้ด้วย เพราะบางทีบางคนก็เข้าไปหากินกับวัด หาผลประโยชน์ ต้องมีฆราวาสที่มีการศึกษาและมีอุดมคติเข้าไปร่วมกับการบริหารพุทธศาสนา ต้องยกระดับให้ชุมชนมีส่วนดูแลมากขึ้น สมัยก่อนชุมชนเราเข้มแข็ง เราดูแลพระ ถ้าพระไม่ดีอยู่ในชุมชนไม่ได้ แต่เวลานี้ยุคทุนนิยมเข้ามามีบทบาท บางทีพระหาลูกศิษย์จากที่อื่นไปอยู่ไปช่วยท่านได้ ท่านไม่แคร์ชุมชน เพราะเป็นระบบทุนนิยม เป็นระบบส่วนกลาง ระบบมีเส้นสายเข้าไปมีอิทธิพล ประชาชนในชุมชนไม่มีความหมาย ผมว่าแย่ ต้องกระจายอำนาจให้ชุมชนดูแลได้ พระรูปไหนไม่ดี ชุมชนมีสิทธิ์ยกเลิก บอกให้สึกหรือย้ายได้

ถาม : ท่านเจ้าคุณพระอุดมประชาทรวัดพระบาทน้ำพุ มาดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นอย่างไร

ตอบ : ท่านมีบทบาทช่วยเหลือสังคม ผมเห็นด้วย แทนที่พระจะไปนิยมสร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์ใหญ่ๆ ผมว่าต้องมาทำงานช่วยเหลือสังคมมากขึ้นจะดีกว่า ตรวจสอบธรรมมะไปด้วย ได้ปฏิบัติจริง ได้ทำงานสงเคราะห์งานชุมชน แล้วค่อยๆ สอนธรรมะ เพราะการสอนธรรมะช่วยขัดเกลาจิตใจ สร้างแต่เจดีย์ สร้างโบสถ์วิหาร ก็ได้แต่วัตถุ ไม่ได้ช่วยเหลือชุมชน

ถาม : มีบางคนพูดว่า การดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่ใช่กิจของสงฆ์ มองว่าอย่างไร

ตอบ : ต้องทำทั้งสองอย่าง เพราะเวลานี้แม้แต่สาธารณสุขก็เข้าใจปัญหาว่าสุขภาพกายอย่างเดียวไม่พอ ต้องสุขภาพใจด้วย อย่างนี้เหมือนกันคือ คุณจะสอนธรรมมะได้ประชาชนก็ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ว่าต้องทำทั้งสองอย่าง ช่วยเหลือเอดส์ด้วย สอนธรรมมะกับคนด้วย แล้วฆราวาสต้องเข้าไปช่วย

ถาม : ในความเห็นส่วนตัว ผู้ป่วยเอดส์เป็นอย่างไร

ตอบ : เป็นคนที่น่าเห็นใจ น่าช่วยเหลือ ต้องดูว่าสังคมควรจะมองอย่างไร ให้อภัย เห็นใจ แต่บางครั้งก็มีความรังเกียจในบางเรื่อง กลัวจะติดตัวเองหรือไปโทษผู้ป่วยเอดส์ว่าไม่ดี ไปมั่วสุม ไปโทษผู้อื่น ซึ่งผมคิดว่าเป็นทัศนคติที่ไม่กว้าง เขาอาจจะติดโดยบังเอิญหรือโดยอุบัติเหตุต้องเห็นใจเขา ต้องช่วยเหลือเขา ไม่เหมือนสมัยก่อนคนกลัวโรคเรื้อน โรคคุดทะราด นี่ไม่ใช่ คือถ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศ หรือไม่ได้ผ่านทางเลือดก็ไม่ติด ต้องให้การศึกษาคน และให้คนสนใจ เห็นใจมาช่วยเหลือคนที่ได้รับโชคร้ายนี้มากขึ้น

ถาม : ระบบการเมืองปัจจุบันสามารถช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างไรได้บ้าง

ตอบ : การเมืองถ้าเขาใจกว้าง ผมว่าเขาต้องช่วยดูแลคนทั้งประเทศ อย่างในงานพัฒนาสังคม แต่ว่านักการเมืองมักจะคิดแบบหาเสียงสั้นๆ คือไม่ได้สนใจพัฒนาสังคมทั้งหมด จะเน้นส่งเสริมการจ้างงาน ส่งเสริมการลงทุน จะเน้นแบบนี้ แบบฉาบฉวย เน้นนโยบายประชานิยม แต่ว่าการช่วยเหลือพัฒนาสังคม ผมว่าเขาช่วยน้อย เรื่องการศึกษาเรื่องสังคม เราใช้ความพยายาม ใช้งบประมาณ ใช้กำลังคน ในการดูแลน้อยเกินไป การศึกษาใช้งบประมาณมากแต่ว่าไม่มีคุณภาพ เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาบ่อยๆ ลงทุนในเชิงปริมาณแต่ไม่ได้พัฒนาคุณภาพ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ก็ช่วยบางส่วน งบประมาณก็ยังไม่พอ และช่วยน้อยเกินไป คือช่วยภายใต้ระบบราชการไม่พอ ต้องระดมอาสาสมัคร ให้การศึกษาคน ให้คนเข้ามามีส่วนร่วม ลำพังจะให้รัฐบาลใช้งบทุกอย่างมาช่วยเหลือคนด้อยโอกาสก็บอกเงินไม่พอ แต่ว่าคุณไม่ระดมคน คนที่มีฐานะร่ำรวยในเมืองไทยก็มีมาก คนชั้นกลางก็มีมากที่ยังไม่ได้เข้ามาช่วยสังคมเท่าที่ควร เราต้องไปให้การศึกษาไปชักชวนพวกเขา

ถาม : มองทิศทางผู้ติดเชื้อเอดส์ในอนาคตเป็นอย่างไร

ตอบ : ปัญหายังมีอยู่ แต่เราไปพอใจกับตัวเลข เช่นบางช่วงบอกว่าเราควบคุม ปราบเอดส์ได้อยู่เพราะตัวเลขลดลง คนไทยปราบเอดส์เก่ง จริงแล้วไม่ใช่ เอดส์ยังมีอยู่ ตัวเลขที่ซ่อนอยู่เราก็ไม่รู้ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเอดส์สูงมาก การป้องกันถูกกว่าการรักษา พอเป็นแล้วค่ายาค่าดูแลค่ารักษาต่างๆ ต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเรื่องการป้องกันทางภาครัฐภาคสังคมประชาต้องทุ่มเทช่วยกัน ไม่ใช่ว่าปล่อยหรือกลัวการสร้างภาพหรือการจะเป็นข่าวเพื่อสร้างภาพ ซึ่งไม่ใช่ ต้องดูแลตลอด

ถาม : ในฐานะที่เป็นนักวิชาการ มองและวิเคราะห์ว่าบทบาทของเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุที่ดูแลเรื่องโรคเอดส์ ในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ตอบ : คิดว่าน่าจะต้องช่วยกันพัฒนาให้เป็นสถาบันที่จะอยู่ต่อไปให้ได้ อย่าขึ้นอยู่กับตัวบุคคล พยายามหาทุนที่จะอยู่ได้นานและหาคนมาช่วย เพราะหลายโครงการในเมืองไทยขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ในระยะยาวถ้าท่านไม่อยู่ก็จะลำบาก ญาติโยมและอาสาสมัครที่เข้าไปช่วยต้องพยายามสร้างความเป็นสถาบัน ให้การศึกษาคน สร้างฐานผู้สนับสนุนที่กว้างขึ้น

ถาม : มองระบบจริยธรรม คุณธรรม ของคนทุกวันนี้เป็นอย่างไร

ตอบ : เราถูกครอบงำโดยศาสนาทุนนิยมที่นับถือเงินเป็นพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว คือเราอ้างว่าเราเป็นชาวพุทธ แต่ความจริงแล้วเรานับถือเงินมากกว่าพระ จริยธรรมเป็นเรื่องของวิถีชีวิตด้วย ทุนนิยมก็มีหลักจริยธรรมของมันเอง ทุนนิยมบอกว่าเราทุกคนทำงานให้ดีที่สุดแล้วสังคมจะดีเอง แต่ว่าในแง่หนึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น ทำให้ดีที่สุดคือทำเงินให้มากที่สุด การทำเงินให้มากที่สุด การร่ำรวยไม่ได้มาเปล่า คุณต้องเอาเปรียบคนอื่น ต้องเอาเปรียบธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติ ทุนนิยมไม่ได้มองความเชื่อมโยงกัน ผมคิดว่าต้องให้คนมีความเข้าใจมากขึ้นด้วย ที่ผ่านมาเราสอนแบบท่องจำและสอนแบบ ใช้นรกเป็นเครื่องขู่คนว่าถ้าคุณทำชั่วคุณตกนรก ในยุคใหม่อาจได้ผลน้อย เด็กรุ่นใหม่ไม่กลัวนรกแล้ว ไม่แคร์ ฉะนั้นต้องให้เข้าใจว่าจริยธรรมคือเราต้องร่วมมือกันสังคมจึงจะอยู่รอด

***สังคมมนุษย์เป็นสังคมรวมหมู่ เราอยู่ตามลำพังแบบตัวใครตัวมันไม่ได้ อยู่ตามลำพังต่อไปประเทศเราจะแย่ เราจะแข่งขันสู้เวียดนามสู้จีนไม่ได้ ถ้าทั้งประเทศยากจนแล้วทุกคนก็ยากจนหมด ถ้าประเทศมีปัญหาสาธารณสุข คนรวยก็เจอปัญหาสาธารณสุขด้วยเพราะอยู่ในสังคมเดียวกัน ถ้าสภาพแวดล้อมเสียหาย ไม่ว่าคนรวยคนจนก็เสียหายเหมือนกัน ทีนี้คนรวยจะคิดสั้นๆ ว่าฉันก็หาบ้านดีๆ อยู่ มีแอร์ ติดเครื่องกรองอากาศได้ แต่คุณออกไปไหนคุณก็เสี่ยง อย่างโรคเอดส์ คุณเป็นคนรวยคุณไม่เสี่ยงหรือ คุณไปทำฟัน ไปผ่าตัด คุณก็เสี่ยง ถ้ายังปล่อยให้สังคมยังเป็นเอดส์อยู่อย่างนี้ บางคนมองไม่เชื่อมโยง มองสั้นๆ เพื่อตัวเอง ผมคิดว่าการให้การศึกษาในเรื่องศาสนาคุณธรรมจริยธรรม ต้องสอนให้คนฉลาด เข้าใจความเชื่อมโยงเรื่องความจำเป็นของส่วนรวมมากขึ้น การสอนง่ายๆ แบบเอานรก สวรรค์มาขู่คงไม่ได้ผลเหมือนสมัยก่อน ที่สมัยก่อนได้ผลเพราะเราอยู่ในชุมชนเล็กๆที่คนรู้จักกัน ใครทำอะไรไม่ดี คนอื่นเขารู้ แต่เดี๋ยวนี้เราอยู่ในเมืองแบบต่างคนต่างอยู่ เดี๋ยวนี้มีทีวี มีสิ่งต่างๆ อำนวยความสะดวกมากขึ้น ความเป็นชุมชนเลยห่างออกไป สมัยก่อนเราอยู่ในชุมชนมีพ่อ แม่ พี่น้องดูแลซึ่งกันและกัน ใครทำไม่ดี สังคมมองเห็น สามารถว่าได้ แต่เมืองใหญ่ ใครทำไม่ดีคนมองไม่เห็น มันซ่อนเร้น

ถาม : ขอความหมายของชีวิต ที่อาจารย์ได้เขียนไว้ในบทกลอน “ฉันจึงมาหาความหมาย”

ตอบ : ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย

ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

เนื้อกลอนจริงๆ จะยาวกว่านี้ นี่เป็นบางส่วน วิจารณ์ว่ามหาวิทยาลัยให้แต่ใบปริญญา ผมสงสัยตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษาว่าทำไมเราเรียนเพื่อปริญญาอย่างเดียว ชีวิตที่ดีคืออะไร ชีวิตที่มีความสุขคืออะไร คือได้ทำสิ่งที่เราพอใจ แต่ขณะเดียวกันต้องเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่าด้วย ถ้าเรามองเห็นความเชื่อมโยงของสังคม เห็นสิ่งใดที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง ในแง่หนึ่งแล้วมีประโยชน์สำหรับเราด้วย ทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง ถ้าเราคิดแต่ตัวเองเราจะเบื่อบ้าง ทุกข์บ้าง ถ้าเราหัดคิดถึงคนอื่นเราก็จะเปรียบเทียบว่าคนอื่นเขาแย่กว่าเรา เราทุกข์น้อยลง มีคนอื่นที่จนกว่าเรา ลำบากกว่าเรา เราก็จะไม่บ่น เราจะรู้สึกว่าพออยู่ได้ เราก็เป็นคนชั้นกลาง ดีกว่าคนอื่น และน่าจะพยายามช่วยคนอื่นเท่าที่ช่วยได้

ถาม : คิดว่าคำที่อาจารย์เขียน ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างไร

ถาม : ก็ยังเป็นอยู่ คนยังเห่อเรื่องปริญญา คล้ายกับว่าเป็นใบสมัครงาน เพื่อประกอบอาชีพ สังคมไทยเราเน้นปริญญามากเกินไป สังคมอื่นไม่ สังคมยุโรปคนไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยเสมอไป คนจบอาชีวะทำงาน เขาก็ได้เงินเดือนใช้ แล้วได้เลื่อนขั้น คนจบปริญญาคือคนที่อยากไปรับราชการ หรือเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ถ้าอาชีพอื่นไม่จำเป็น เขาอยู่ในวงการธุรกิจก็เติบโตได้ ไม่ต้องมีปริญญา ดูพรรคเลเบอร์ประเทศอังกฤษก็ได้ คนขึ้นเป็นนายกไม่ได้จบมหาวิทยาลัยด้วย ก็พัฒนาตัวเองได้ แต่สังคมเราบ้าปริญญา สังคมแบบราชการ แม้แต่บริษัทธุรกิจเอกชนสมัยนี้ก็คิดแบบราชการ

ถาม : ความหมายที่ได้ให้ไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เป็นการท้าทายบริโภคนิยม วัตถุนิยมหรือไม่

ตอบ : คิดว่าเป็นการท้าทายเรื่องความเห็นแก่ตัว ผมคิดว่าปัญหาของมนุษย์คือเรามองแบบปัจเจกชนมากเกินไป ไม่ได้มองถึงส่วนรวม ความจริงปัจเจกชนก็สำคัญ หมายความว่าพื้นฐานโดยธรรมชาติของมนุษย์ก็เห็นแก่ตัว แต่ว่าถ้าเราเห็นแก่ตัวอย่างมีจิตสำนึก การที่เราทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมเป็นประโยชน์ต่อเราในระยะยาว ต่อลูกหลานของเราด้วย การที่เราดูแลสภาพแวดล้อม ดูแลให้สังคมดีมีความปลอดภัย เราเดินไปไหนเราปลอดภัย ก็จะเป็นประโยชน์กับเรา ต้องมองแบบเชื่อมโยง ทีนี้คนรวยก็คิดส่วนตัวอย่างเดียวคือสร้างรั้วให้สูงขึ้น มียาม มีเครื่องกันขโมย ทำไมประเทศอื่นๆ ไม่ต้องมีรั้ว เพราะว่าอาชญากรรมน้อย ในยุโรปไม่เห็นบ้านมีรั้ว ถ้าเราต้องสร้างสังคมให้ดี คุณก็ปลอดภัยขึ้น ต้องมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม แต่การศึกษาเราไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ ในสมัยก่อนเป็นโดยธรรมชาติเพราะเราอยู่ในชุมชนเล็กๆ ทีนี้พอเป็นสังคมเมืองแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแล้วต้องสอนกันใหม่

ถาม : อยากเห็นพระสงฆ์ หรือสถาบันสงฆ์ในอุดมคติ มีทิศทางในอนาคตอย่างไร?

ตอบ : พระต้องเป็นปัญญาชน คนที่อยากบวชระยะสั้น บวชเพื่อเรียน บวชเพื่อได้บุญบารมีไม่เป็นไร แต่คนที่ตั้งใจบวชระยะยาวต้องคัดเลือก ต้องมีใจอยากทำประโยชน์เพื่อพุทธศาสนาจริง ไม่ใช่บวชเพื่อเป็นที่หากินเพราะคุณไม่มีงานทำ หรือเพราะเหตุอย่างอื่น ต้องไม่เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น

ต้องคัดเลือกและพัฒนา พระจะต้องเข้าใจธรรมะอย่างถ่องแท้ ช่วยเหลือสังคม ต้องเข้าใจปัญหาคนอื่น ความจริงพระสมัยก่อนเป็นที่ปรึกษา เป็นนักจิตวิทยา ชาวบ้านมีอะไรก็มาปรึกษา เพราะพระท่านมีอาวุโส มีอะไรท่านก็พอให้คำแนะนำได้ แต่ปัจจุบันสังคมมันซับซ้อนขึ้น พระท่านไม่รู้จะให้คำปรึกษาอย่างไร ท่านก็จะทำพิธีให้ ดูหมอหรือใบ้หวยไปเรื่อยเปื่อย พระต้องเรียนจิตวิทยา ต้องเรียนสังคมวิทยา ต้องเข้าใจปัญหาสังคม ต้องรู้ระบบเศรษฐกิจ ถึงจะอธิบายกับคนที่มาหาได้ว่าเขามีปัญหาเดือดร้อนอย่างไร ให้คำแนะนำได้บ้าง ไม่ใช่คุยกันเอาแต่อธิบายธรรมะแบบท่องจำมาสอนต่ออย่างเดียว คนก็เบื่อไม่อยากเข้าวัด

ถาม : การเมืองในปัจจุบันเชื่อมโยงกับการเมืองในอนาคตมาช่วยสังคมอย่างไรบ้าง

ตอบ : คิดว่าอยู่ที่ภาคประชาชน ที่ประชาธิปไตยล้มเหลวเพราะว่าการกระจายรายได้ การกระจายการศึกษาสู่ประชาชนไม่ทั่วถึงไม่เป็นธรรม ทำให้การซื้อเสียงขายเสียง ระบบอุปถัมภ์ยังเข้มแข็ง ถ้าดูต่างประเทศทำไมการซื้อเสียงขายเสียงลดน้อยลง เพราะว่าคนพอมีรายได้ มีการศึกษาแล้วเขามีศักดิ์ศรี ระบบอุปถัมภ์ก็ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรายังไม่ค่อยได้ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม คือเราพัฒนาเน้นทุนนิยม แต่ว่าการกระจายไปสู่คนข้างล่างมันน้อยไป แล้วเป็นระบบอุปถัมภ์มากไป

ถาม : การเมืองจะเป็นการเมืองแบบเดิมอยู่ต่อไป

ตอบ : คงจะค่อยๆ เปลี่ยน ประชาชนค่อยๆ ตื่นตัวเรื่องการศึกษามากขึ้น คนชั้นกลางอาจจะมากขึ้น อาจจะค่อยๆ ดีขึ้น

ถาม : ตอนนี้ที่วัดพระบาทน้ำพุ มูลนิธิธรรมรักษ์ กำลังเปิดโครงการดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ขณะนี้มีผู้สูงอายุรอคิวที่จะเข้าไปอยู่ มองกลุ่มเหล่านี้อย่างไร?

ตอบ : เมืองไทยจะเริ่มมีปัญหาผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นตามลำดับ สมัยก่อนครอบครัวจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่จะมีปู่ ย่า ตา ยาย ลูก หลาน ก็จะช่วยดูแลกันได้ เมื่อก่อนไม่มีระบบประกันสังคมจากรัฐบาล แต่ระบบประกันสังคมรัฐบาลรับผิดชอบข้าราชการกับคนงานที่เสียเบี้ยประกัน คนจำนวนมากคือเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพกิจการรายย่อยซึ่งไม่ได้ลงประกันสังคม ระบบญาติพี่น้อง ระบบชุมชนก็ดูแลลำบาก ในชุมชนเดี๋ยวนี้ครอบครัวที่ยากจน นอกจากไม่ดูแลคนแก่ในชนบทแล้ว ยังส่งลูกส่งหลานไปให้ผู้สูงอายุเลี้ยงอีก ส่งเงินให้บ้างไม่ส่งเงินบ้าง ผมว่าลำบาก ในชุมชนสมัยก่อนมีวัด สมัยนี้คนไทยไม่ดูแลวัด วัดก็จะกลายเป็นทุนนิยมคือคิดในเชิงการค้าด้วยเหมือนกัน ระบบรัฐสวัสดิการอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องมีชุมชนสวัสดิการด้วย รอรัฐบาลสร้างบ้านคนแก่ รัฐบาลบอกมีงบสร้างไม่กี่แห่ง มันไม่ได้ผล ชุมชนต้องพยายามช่วยเหลือด้วย

ถาม : โครงสร้างคนแก่คนสูงอายุในอนาคตอย่างไร?

ตอบ : แนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะสาธารณสุขดีขึ้น คนอายุยืนขึ้น แต่ความจริงแล้วควรมีการจัดการให้เขาทำงานบางส่วน ใช้สติปัญญาของคนได้ การเกษียณอายุเลื่อนไปได้ ในหลายประเทศก็เลื่อน หกสิบห้ายังแข็งแรงยังทำงานได้ ให้เขาทำงานPart Time ให้มาช่วยเป็นครูเป็นพี่เลี้ยงหรือช่วยทำงานด้านต่างๆ เพราะไม่ใช่ช่วยแค่สังคมสงเคราะห์ ต้องช่วยคนให้รู้สึกว่าจิตใจดีด้วย คนจะจิตใจดีคือเขาต้องทำงานช่วยเหลือสังคม เป็นส่วนหนึ่งของสังคม การดูแลคนแก่ไม่ใช่เลี้ยงดูอย่างเดียว เลี้ยงดูให้เขามีงานทำ ดูแลให้มีสุขภาพจิตดี อย่างงานอาสาสมัครระดมคนแก่มาช่วยได้ คนเกษียณที่มีความรู้ระดมมาเป็นอาจารย์ ซึ่งจะดีทั้งสองฝ่าย ยิ่งคนแก่ไปเลี้ยงหลาน จะดีกว่าพ่อแม่เพราะเขาใจเย็น มีประสบการณ์ ตอนเขาเป็นพ่อแม่เขาเลี้ยงดูลูกแบบดุ แต่พอเป็นปู่ย่าตายายจะเอาใจหลาน ใจเย็นมากขึ้น บางทีตามใจหลานมากเกินไปมีปัญหานิดหน่อย แต่ทำอย่างไรที่จะนำประสบการณ์ของคนต่างรุ่นมาร่วมมือเชื่อมโยงกันได้ เพื่อสังคมที่น่าอยู่ ให้เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ

ถาม : ระบบนี้เมืองไทยยังไม่มี?

ตอบ : ใช่ อาสาสมัครบ้านเรามีน้อยเกินไป ระบบทุนนิยมและราชการเน้นแต่เรื่องการจ้างงานหมด
ถาม : ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

ตอบ : เรื่องการให้การศึกษาคนนั้นสำคัญ การให้ความรู้ การขยายความรู้สู่ชุมชน ดึงคนให้มาทำงานร่วมมือกันเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่เช่นนั้นทุนนิยมแบบปัจเจกชนนิยมแบบตัวใครตัวมัน ทำให้พลังของทั้งประเทศไม่เข้มแข็ง สู้คนอื่นไม่ได้ ถ้าเรามองประเทศอื่นเราคิดว่าเขาเป็นทุนนิยมสุดโต่งเหมือนเราแต่ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างยุโรปเขามีระบบประกันสังคมที่เข้มแข็ง การเก็บภาษีคนรวยที่ก้าวหน้า มีความเป็นชุมชนสูง อย่างสวีเดนเป็นรัฐสวัสดิการ คือเขาประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของการเมืองและสังคมที่ค่อนข้างมั่นคง และความช่วยเหลือเผื่อแผ่กันดี อาชญากรรมน้อย คุณภาพชีวิตดี ผมคิดว่าชีวิตของคนเรานั้นสำคัญ เราไปมองดูอเมริกาเป็นต้นแบบซึ่งอเมริกาก็มีปัญหาเยอะ ปัญหาทางสังคมเยอะ ปัญหาคนจน ปัญหาอาชญากรรมยาเสพติดต่างๆ เยอะ แต่ว่าบางประเทศเขาทำได้ดีกว่า ญี่ปุ่นทำได้ดีกว่า เขาดูแลคนของเขาได้ดีกว่าสหรัฐ จะไม่มีคนจนมาก มีคนกลางๆ เยอะ และคนพออยู่ได้ มีชีวิตความเป็นอยู่พอมีพอกินของเราต้องพยายาม ทำให้สอดคล้องกับสังคมไทย

ความจริงในสมัยก่อนคนไทยเราก็เศรษฐกิจพอเพียง มีความเป็นอยู่ดีกว่านี้ หมายถึงว่าก่อนเป็นทุนนิยม เพราะประชากรน้อย ทรัพย์ในดินสินในน้ำเยอะ อาหารการกินเหลือเฟือ งานเลี้ยงเราฟุ่มเฟือยมากเพราะสมัยก่อนอาหารเหลือเฟือมาก เดี๋ยวนี้แย่ เดี๋ยวนี้ในงานเลี้ยงงานแต่งงานมีแต่ความฟุ่มเฟือยเพราะว่าต้องซื้อต้องใช้เงิน สมัยก่อนชาวบ้านก็ขนข้าวปลามาเลี้ยงดูกัน มันก็ง่ายๆ ถูกๆ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะอาหารการกินเหลือเฟือ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ประชากรเยอะทรัพยากรร่อยหรอ ต้องรู้จักจัดการให้ดี ต้องมีแบ่งปันกัน เศรษฐกิจสังคมเปลี่ยนเร็วและคนไทยเปลี่ยนไม่ทัน ต้องมองปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างวิเคราะห์และมองหาทางออกเพื่อประโยชน์ส่วนรวมระยะยาว ไม่ใช่เน้นแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อความร่ำรวยของนายทุน

 

ป้ายกำกับ: ,

8 responses to “สัมภาษณ์ รศ.วิทยากร เชียงกูล โดยทีมงานวารสาร ธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี

  1. aew+

    กุมภาพันธ์ 5, 2008 at 1:14 am

    สวัสดีค่ะ
    เข้ามาอ่านหลายครั้งแล้ว แต่เพิ่งจะเข้ามาทักทายอย่างเป็นทางการวันนี้เองค่ะ 🙂

    อ่านสัมภาษณ์จนจบรู้สึกเห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์
    ทำให้นึกถึงบรรยายพิเศษที่เคยได้ฟังจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ท่านได้กล่าวไว้ว่า
    “เราควรพัฒนาคน ให้ความรู้ สร้างความแข็งแกร่งให้คนในชุมชน เพราะชุมชนเปรียบเสมือนเสาต้นแรกของประเทศ ถ้าไม่แข็งแรงแล้วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร”

     
  2. กันขโมยบ้าน

    มกราคม 9, 2009 at 3:13 pm

    ขอบคุณครับ นับว่าเป็นบทความที่ดีมากเลย

     
  3. กันขโมย

    มกราคม 13, 2009 at 12:14 am

    บทความดีมากครับ ติดตามอ่านตลอดนะครับ

     
  4. วิยะดา พงศ์เสนา

    มกราคม 18, 2009 at 7:48 pm

    คือบางคนอาจจะไม่ได้รับเชื้อจากการไปเที่วยเพียงอย่างเดียว คือการติดเชื้อมาจาก1.ทางเพศสำพันธ์ 2.ทางเข็มฉีดยาจากการใช้ยาเสพติด 3.การสักลายโดยไม่เปลี่ยนเข็ม บางคนหน้าสงสารมากขอให้กำลังใจทุกคน จริงๆๆ โรคไม่ได้หน้ากลัวมากแต่ไม่สามารถบอกใครได้ถือว่าหน้ากลัวกว่า

     
  5. รับทำ seo

    มกราคม 24, 2009 at 7:28 pm

    บทความดีมากครับ

     
  6. wheyonline

    กรกฎาคม 13, 2009 at 12:16 pm

    แอลคาร์นิทีน</
    น่าสนใจ

     
  7. แอลคาร์นิทีน

    กรกฎาคม 13, 2009 at 12:20 pm

    บทความดีมากครับ

     
  8. wheyonline

    กรกฎาคม 13, 2009 at 12:23 pm

    แอลคาร์นิทีน
    บทความดีมากครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: