RSS

บทสนทนาทางโทรศัพท์ ในค่ำคืนแห่งความว้าเหว่

04 ก.พ.

– ฮัลโหล ต้องการพูดกับใครครับ
– ใครก็ได้ค่ะ ฉันต้องการคนคุยด้วยอย่างมากคืนนี้ คุณพอจะรู้จักความเหงาไหมคะ
– เอ้อ…ครับ ว่าแต่คุณโทรมาจากไหนนะครับ
– จำเป็นด้วยหรือคะ แต่ไม่ใช่จากโรงพยาบาลโรคจิตหรอกค่ะ ถ้าคุณจะห่วงข้อนั้น
– ขอโทษเถอะครับ ผมคงเผลอถามไปอย่างนั้นเอง จู่ๆก็มีใครโทรมาแบบคุณ จะไม่แนะนำตัวให้ผมรู้จักก่อนหรือครับ

– คงไม่จำเป็นอีกนั่นแหละค่ะ ฉันไม่ได้กำลังคิดจะหาเพื่อนทางโทรศัพท์หรอก คงไม่มีใครหาเพื่อนได้ด้วยวิธีนั้น ฉันกำลังต้องการเพียงแต่จะคุยกับใครสักคนเท่านั้นคืนนี้ แล้วเราก็กล่าวคำอำลาต่อกันโดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกันอีก
– คุณเป็นคนชอบเล่นอะไรแผลงๆ อย่างนั้นหรือครับ
– เปล่าดอกค่ะ ฉันหมายความเช่นนั้นจริงๆ คุณมีเหตุผลอะไรกันที่จะรู้จักฉัน ในโลกนี้มีคนอยู่ตั้งสามพันล้านคน เราไม่มีเวลาพอที่จะรู้จักกันหรอก คุณกับฉันเป็นเพียงคนเล็กๆ สองคนเท่านั้น เราอาจจะเดินสวนทางกันเดือนหนึ่งตั้งหลายเที่ยว หรือเราอาจจะไม่เคยเห็นกันเลยตลอดชีวิต คุณเห็นไหมว่าการรู้จักกันมันไม่มีความหมายอะไรเลย… คุณกำลังฟังอยู่หรือเปล่าคะ

– ครับ กำลังทึ่งอยู่ทีเดียว ผมเกือบจะนึกไปว่า คนเราทุกวันนี้เขาเลิกคิดกันแล้วเสียอีก โดยเฉพาะผู้หญิงด้วยแล้ว ขอโทษนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีเพศตรงข้ามหรอก
– คุณแน่ใจหรือคะว่าคุณว่าง
– ครับ ความจริงผมกำลังนึกอยากให้มีใครโทรถึงผมเหมือนกัน ผมไม่อาจทำใจให้สงบพอที่จะอ่านหนังสือหรือทำอะไรได้เลย คืนนี้อากาศมันดูซึมๆ เงียบเหงาชอบกล

– นั่นแหละค่ะ คือสิ่งที่ฉันอยากบอกคุณด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะอากาศอย่างเดียวเท่านั้นหรอกค่ะ ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งหลายเดือนแล้ว ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าคืนนี้ทำไมฉันจึงได้นึกถึงโทรศัพท์ขึ้นมาได้
– คุณบังเอิญหมุนมาเจอผมเป็นคนแรกหรือครับ
– ไม่ดอกค่ะ ฉันลองหมุนส่งเดชไปหลายทีแล้ว ไม่มีใครสักคนมีเวลาพอที่จะคุยกับคนซึ่งไม่มีอะไรทำได้ ส่วนใหญ่งงเป็นไก่ตาแตกแล้วก็วางหูเสียเฉยๆอย่างนั้น บางคนก็ยวนเสียจนพูดกันไม่รู้เรื่อง ฉันเกือบจะหมดกำลังใจอยู่แล้ว ก็พอดีมีคุณเป็นคนแรกที่พอจะพูดจากันได้หน่อย

– คุณได้ความคิดนี้มาจากไหนนะ ทำไมผมไม่เคยนึกถึงมันได้บ้างเลย บางคืนที่ผมเหงา ผมได้แต่นั่งดูโทรศัพท์พร้อมกับนึกถึงเพื่อนคนโน้นคนนี้ และมักจะคิดไปแต่ว่า เขาอาจจะมีอะไรยุ่งอยู่ อาจจะต้องจำใจมาทนคุยกับเราด้วยมารยาทเท่านั้นก็ได้ ผมเลยไม่ได้โทรถึงใครสักทีเวลาเหงามากๆ บางทีอาจเป็นเพราะผมนึกอะไรไม่ค่อยออกด้วยตอนนั้น
– ฉันไม่รู้เหมือนกัน บางทีอาจจะได้มาจากหนังเรื่องหนึ่งก็ได้ ชื่อเรื่องทำนองที่ว่า “เส้นด้ายที่แบบบาง” หรืออะไรนี่แหละ ฉันจำชื่อภาษาไทยของทางโรงไม่ได้ ที่ซิดนี่ย์ ปอยเตียร์เล่นเป็นนักศึกษาจิตแพทย์ แล้วก็มีคนที่ตั้งต้นกินยาฆ่าตัวตายไปโทรมาถึง มันประทับใจฉันมากเหลือเกินค่ะ

– อ้อ เรื่องนั้นหรือครับ ผมพอจะจำได้เหมือนกัน ว่าแต่คุณคงไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าตัวตายดอกนะ เพราะผมคงไม่รู้จะหาทางยับยั้งได้อย่างไร ถ้าต้องเจอคนที่ตั้งใจทำเช่นนั้นจริงๆ
– ไม่หรอกค่ะ ฉันยังไม่คิดเช่นนั้นหรอก ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆที่บางครั้งฉันก็มองไม่เห็นความหมายหรือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่จนนิดเดียว บางทีอาจเป็นเพราะฉันขี้ขลาดเกินไปก็ได้
– บางทีอาจเป็นเพราะคุณไม่แน่ใจว่า ถ้าตายไปแล้วจะต้องไปรับทุกข์ทรมานอีกหรือเปล่าก็ได้กระมัง
– ก็คงทำนองนั้นแหละค่ะ ความเบื่อหน่ายเป็นของที่น่ากลัวอยู่ไม่ใช่หรือคะ

-ผมเดาเอาจากน้ำเสียงว่า คุณคงอยู่ในวัยยี่สิบอะไรราวๆนี้เท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าคนเราจะเริ่มกลัวมันตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้
– แต่คุณก็คงพอเข้าใจได้ใช่ไหมคะ ฉันฟังเสียงคุณก็คงไม่น่าจะอายุเกินฉันไปเท่าไรนัก
– ครับ ผมพูดว่าไม่น่าเชื่อ เพียงเพราะเคยเห็นเพื่อนผู้หญิงส่วนมากเป็นผู้ไม่รู้จักทุกข์โศกกันทั้งนั้น
– คุณอาจจะไม่ได้รู้จักเขาเพียงพอก็ได้
– นั่นซินะ ทุกวันนี้คนเรามีโอกาสรู้จักกันจริงได้ยากขึ้นทุกที ยิ่งเรามีโอกาสพบคนมากขึ้น เราก็ยิ่งรู้จักคนแต่ละคนน้อยลง ว่าแต่คุณแน่ใจไหมว่าเราไม่เคยเจอกันมาก่อน

– คิดว่าแน่ใจค่ะ ฉันจำเสียงคุณไมได้เลย คุณนึกว่าเคยได้ยินเสียงฉันมาก่อนหรือไงคะ
– ไม่เคยหรอกครับ เราคงไม่รู้จักกันจริงๆนั้นแหละ มีคนเยอะแยะอย่างคุณว่า
– และมันก็ไม่สำคัญไม่ใช่หรือคะ ถ้าเกิดเรารู้จักกันขึ้นมา เราต่างฝ่ายต่างก็อาจจะต้องระมัดระวังคำที่ใช้สนทนากัน เพราะเรารู้ว่าเราต้องคบหากันต่อไป ดังนั้นในที่สุดก็คงไม่รู้จะหาอะไรมาคุยกันแล้วก็คงต้องกล่าวคำสวัสดีอย่างสุภาพอ่อนโยน แล้วก็วางหูเท่านั้น

-คุณช่างคิดดีจริง ทำให้ผมเพิ่งนึกออกว่าทำไมคนเราทุกวันนี้ จึงรู้จักกันน้อยลงทุกที เพราะเราไปมัวคุยเรื่องอื่นๆที่อยู่ไกลตัว และระมัดระวังที่จะพูดถึงตัวเอง หรือคู่สนทนานั่นเอง คนเราจึงได้ไว้อกไว้ใจกันได้น้อยกว่าแต่ก่อน ผมมองเห็นเหตุผลล่ะว่า ทำไมคืนนี้เราจึงควรคุยกันโดยที่เราไม่ควรจะรู้จักกันเลย
– คุณนึกอยากจะคุยเรื่องอะไรบ้างไหมคะ
– ก็ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ อยากฟังคุณคุยมากกว่า
– คุณเคยนึกอยากทำอะไรมากที่สุดคะ
– ผมเคยอยากเขียนหนังสือ เดี๋ยวนี้ผมไม่ถึงกับเอาใจใส่มากนักหรอก ถ้าจะต้องตายไปโดยไม่มีโอกาสเขียนหนังสือดีๆไว้สักเล่มสองเล่ม ก็คล้ายอย่างที่คุณว่า เราเป็นเพียงเศษอะไรเล็กๆในจักรวาลเท่านั้น เราเกิดมาและก็ตายไป โดยโลกไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนเท่าไรนักด้วยซ้ำ

– คุณอ่านงานของใครบ้างคะระยะหลังนี้
– คุณหมายถึงนักเขียนไทย หรือ ต่างประเทศครับ
– ไทยก็ได้ค่ะ
– คุณเคยอ่านเรื่องของสุชาติ สวัสดิ์ศรีบ้างไหมครับ
– รู้สึกจะเคยอ่าน ยุคสมัยแห่งความเงียบ หรืออย่างไรนี่แหละค่ะ แล้วก็อะไรอีกชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ คุณชอบเขาหรือคะ

– ครับ ผมหมายถึงเฉพาะงานในภาคภาษาไทยด้วยกัน ผมคิดว่า ผมสามารถรับความรู้สึกร่วมกับเขาได้ดี เพราะบางทีสิ่งที่เขาเขียนถึงก็เป็นสิ่งที่อยู่ในใจผมเหมือนกัน
– ฉันก็พอจะมองเห็นความว้าเหว่ในงานของเขาบ้างเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเขามากนัก ฉันไม่ชอบนิยายที่ใช้สัญลักษณ์มากๆ รู้สึกเหมือนกับจะเป็นการตั้งใจเกินไป คุณรู้จักเขาหรือคะ
– ไม่รู้จักหรอกครับ ไม่มีใครจะรู้จักใครหรอก
– เป็นเรื่องน่าเศร้านะคะ
– ครับ ที่มันบังเอิญมาเป็นความจริงที่เราจะไม่ยอมรับก็ไม่ได้เสียด้วย

– คุณนึกอยากกลับไปสู่ยุคเก่า ที่คนเรายังอยู่อาศัยกันตามหมู่บ้านและเมืองยังไม่เกิดขึ้นบ้างไหมคะ
– บอกไม่ถูกหรอกครับ บางทีผมก็เสียดายความเจริญที่วิทยาการแผนใหม่นำมาใช้ แม้จะเสียดายบางสิ่งบางอย่างที่สูญหายไปอยู่ในขณะเดียวกัน
– คุณคิดว่ามันจะสูญหายไปโดยถาวรไหมคะ
– ไม่อยากจะคิดหรอกครับ ผมได้รู้และได้เห็นคนรุ่นใหม่ของเราหลายคนกำลังเลือกที่จะเดินสวนทางกับความเจริญทางวัตถุ และหันไปหาความเข้าใจและความหมายในชีวิตมากกว่าแต่ก่อน นี่น่าจะเป็นนิมิตดีไม่ใช่หรือครับ
– แต่ฉันไม่แน่ใจหรอกค่ะ มันมีอะไรหลายอย่างที่ไม่อาจทำให้ฉันหวังอะไรได้เลย เป็นต้นว่าความเหลื่อมล้ำกันอย่างมากของคนเรา อคติและความหลงผิดต่างๆ ซึ่งดูไม่มีจะลดน้อยลงเลย นอกจากนั้นชีวิตที่เป็นระเบียบแบบแผน มีประสิทธิภาพมากขึ้น กลับทำให้ฉันกลัวเท่านั้น

– คุณไม่มีเพื่อนเลยหรือ
– คำนี้แปลว่าอะไรคะ ถ้าหมายถึงคนที่รู้จักกันฉันคงพอตอบรับคุณได้กระมัง
– ผมหมายถึงคนที่พอจะเป็นห่วงคุณอย่างจริงใจเวลาคุณมีทุกข์ร้อน และคนที่จะไม่อิจฉาคุณอย่างจริงใจเวลาคุณประสบความสำเร็จน่ะครับ
– ฉันไม่แน่ใจอีกนั่นแหละค่ะ
– บางทีอาจเป็นเพราะคุณซ่อนเร้นความเดือดเนื้อร้อนใจไว้มิดชิดจนเกินไปก็ได้ อาจจะมีคนในโลกนี้อีกตั้งมากมายที่อยากจะเป็นเพื่อนและอยากมีเพื่อน แต่เขาก็ไม่อาจเป็นเพื่อนกันได้สมใจ มันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างมากั้นขวางพวกเขาไว้ สมัยก่อนเมื่อเวลาที่เราพูดถึงเรื่องนี้ เราพูดกันว่าเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ชนชั้น เป็นเครื่องกีดกั้นไม่ให้คนรู้จักกัน เดี๋ยวนี้มันกลับมีอะไรมากกว่านั้น อะไรบางอย่างซึ่งบางครั้งก็ดูเหมือนว่าเราเองจะตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ

– เพราะเราต่างระแวงกันและกันใช่ไหมคะ
– ก็คงทำนองนั้นแหละ ผมไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่ามีอะไรที่ทำให้คนต้องเพิ่มความระแวงซึ่งกันและกัน
– เป็นไปไม่ได้ว่ามนุษย์เราเรียนรู้มากเกินไป
– ผมไม่อยากพูดอย่างนั้นเลยครับ ผมเคยคิดว่าการเรียนรู้หมายถึงการช่วยทำให้เราเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์มากขึ้น
– ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเพราะเราเรียนรู้น้อยเกินไป
– นี่อาจจะฟังเข้าท่ากว่ากระมัง แต่ก็คงไม่รู้จะแปลว่าอะไรอยู่ดี จะหมายถึงว่าการศึกษาที่เราทำกันมาทั้งหมดนั้นผิดละหรือ อะไรล่ะที่เป็นเครื่องวัด

– ความล้มเหลวของมนุษย์อยู่ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคมไงล่ะคะ คุณไม่ได้สังเกตถึงสิ่งนี้หรอกหรือ ความล้มเหลวที่จะติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจกัน ความล้มเหลวที่จะขจัดอคติ และความระแวงซึ่งกันและกัน ความล้มเหลวที่จะร่วมมือกันทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมอย่างแท้จริงและลดความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง สิ่งเหล่านี้กำลังฟ้องอยู่แล้ว มนุษย์เราไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลย น่าสงสารที่เพียงแต่เขาเดินทางจากดาวดวงที่เขาอาศัยอยู่ไปยังดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุดได้แค่นี้ เขาก็กำลังคิดว่าเขาจะพิชิตจักรวาลเสียแล้ว
– คุณมองโลกในแง่ร้ายจังเลย ผมชักกลัวคุณขึ้นมาหน่อยๆแล้วล่ะ ขอถามหน่อยได้ไหมว่าคุณเรียนหนังสือที่ไหน
– คงไม่จำเป็นอีกกระมังคะ ฉันยังไม่คิดว่าฉันได้เรียนรู้อะไรเหมือนกัน ได้แต่รู้สึกว่าตัวเป็นคนโง่อยู่ตลอดเวลา

– คนที่รู้ตัวคงไม่โง่หรอก
– อาจจะโง่น้อยกว่าคนที่ไม่รู้ตัวบ้าง แต่มันก็คงเป็นความโง่อยู่ดี เราไม่อาจบิดเบือนความจริงไปได้หรอกค่ะ
– คุณพูดอย่างกับว่า มีความจริงอยู่แล้วอย่างนั้น ทั้งๆที่คุณดูเหมือนว่าจะไม่มีความเชื่อในอะไรเลย
– ไม่มีใครดูใครออกหรอกค่ะ โดยเฉพาะจากการสนทนากันทางโทรศัพท์เพียงไม่กี่นาทีเท่านี้ คุณเบื่อหรือยังคะ ฉันไม่คิดว่าฉันจะคุยได้มากเท่านี้ด้วยซ้ำ ฉันหวังว่าฉันคงนอนหลับได้ในคืนนี้ ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนสนทนาตั้งแต่ต้นจนจบ

– ว่าแต่คุณไม่เปลี่ยนใจที่จะแนะนำตัวเองให้ผมรู้จักบ้างหรือครับ คนฉลาดอย่างคุณน่าจะรู้ซินะว่า คุณสามารถเลือกคบผมเป็นเพื่อนได้
– ไม่หรอกค่ะ ไม่มีใครฉลาดถึงอย่างนั้นหรอก
– เราจะไม่ให้แม้แต่เบอร์โทรศัพท์กันไว้หรือ เพื่อว่าใครเกิดเหงาขึ้นมาอย่างวันนี้
– อย่าดีกว่า ฉันไม่อยากผิดหวังที่จะโทรและพบว่าคุณไม่อยู่หรือกำลังมีธุระยุ่งจนเกินกว่าที่จะสละเวลาให้ได้ ฉันไม่อยากรู้จักคุณมากไปกว่านี้ คือ ฉันหมายถึงว่าฉันพอใจที่ได้สนทนากับคุณในวันนี้ แต่ไม่พอใจมากไปกว่าหรือน้อยไปกว่านั้น ฉะนั้นฉันจึงคิดว่าเราไม่ควรที่จะได้พบหรือพูดกันอีกต่อไปเลยจะดีกว่า คุณก็รู้เหมือนกันไม่ใช่หรือคะว่าทันทีที่เรารู้จักกัน เราต่างคนก็ต่างจะเปลี่ยนรูปไป คนที่เคยคุยกับคุณและคนที่ฉันเคยคุยด้วยเมื่อครู่นี้จะไม่มีอีกต่อไป จะมีก็แต่นาย ก. นางสาว ข. คนใหม่ขึ้นมาแทนเท่านั้น

– ผมชักเห็นด้วยเหมือนกัน ผมไม่ควรหวังที่จะรอให้มีโทรศัพท์จากคุณอีก เพราะแม้เราจะได้เบอร์ของกันและกันไปแล้วเราอาจเสียดายสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในคืนวันนี้ จนไม่กล้าโทรถึงอีกเลยก็ได้
– เป็นอันว่าคุณก็เข้าใจเรื่องนี้ดีเท่าฉันแล้วนะ มีอะไรที่อยากพูดอีกไหมคะ
– ไม่หรอกครับ นอกจากอยากบอกขอบคุณที่คุณโทรมาเท่านั้นเอง
– ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ
– ถ้าอย่างนั้นก็ สวัสดีครับ
– สวัสดีค่ะ

ที่มา เรื่องสั้น จากหนังสือ “ฉันจึงมาหาความหมาย” วรรณกรรม “พระจันทร์เสี้ยว” ยุคแสวงหา
วิทยากร เชียงกูล
เขียนเมื่อ … พ.ศ.2512
พิมพ์ครั้งแรกใน หนุ่มสาวหน้าสวย ธันวาคม 2512

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: