RSS

นิยายของชาวมหาวิทยาลัย

06 ก.พ.

ฉันชอบนั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องฟังคำบรรยาย เพราะมันมักจะเป็นที่ที่ไม่มีใครต้องการ คนอื่นๆจะเลือกเอาที่หน้าๆ เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้เขาฟังคำบรรยายได้ดีขึ้น เพื่อที่จะจดจำถ้อยคำอมตะที่ผู้บรรยายพ่นออกมาได้โดยไม่ตกหล่น เพื่อที่จะสอบได้คะแนนสูงๆและเพื่อจะได้จบออกไปหาเงินได้แพงๆ ฉันชอบนั่งข้างหลังไม่ใช่เพราะฉันมองไม่เห็นความจริงในข้อนั้น แต่ฉันคร้านที่จะคอยไปแย่งที่นั่งกับใคร ฉันมาที่นี่เพราะฉันกระหายใคร่รู้ ฉันไม่ได้ตั้งใจทำมาหากิน

ผู้บรรยายกำลังบอกจดคำบรรยาย เขาไม่เคยเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อย่างอื่น

“อาดัม สมิธมองเห็นความประสานกลมกลืนของโลก เขาจึงเชื่อในข้อที่ว่ากลไกต่างๆของธรรมชาติจะนำไปสู่ความเจริญงอกงาม แต่มาร์กซมองไม่เห็น”

แน่ละมาร์กซมองไม่เห็น เขาจะเห็นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาเห็นได้ชัดแจ้งกว่านั้นก็คือ สังคมที่กดขี่คนงานอย่างหนัก ลองให้เขาเกิดมาในตระกูลขุนนางและใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายซิ เขาก็จะเห็นอย่างที่อาดัม สมิธเห็น เขาจะไม่มีเวลาว่างพอสำหรับการเขียน “ทุน” หรือแถลงการณ์ฉบับที่พวกนายทุนโฆษณาสาปแช่งกันอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ

เสียงเพลงแห่งมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ดังขึ้นอีกแล้ว เพลงที่ไปเที่ยวลอกทำนองของฝรั่งเขามา แล้วใส่เนื้อร้องโอ้อวดความสามารถเก่งกล้าของตัวเข้าไว้ ฉันเลยไม่ได้ยินว่าผู้บรรยายกำลังพูดไปถึงไหน ฉันเห็นเขาทำท่าชะงักและขมวดคิ้วนิดหนึ่งตอนที่เสียงเพลงดังขึ้น แต่แล้วเขาก็พูดต่อไป เขาไม่เคยเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อย่างอื่น ฉันชักเริ่มรำคาญ ฉันไม่รู้ว่าฉันรำคาญเสียงเพลงหรือเสียงที่ได้ยินเป็นช่วงๆของผู้บรรยายมากกว่ากัน เสียงเพลงทำให้ฉันนึกถึงตอนเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ ครั้งนั้นไม่รู้ว่าอะไรทำให้ฉันเคลิบเคลิ้มไปว่าเพลงเหล่านั้นช่างเร้าใจได้วิเศษจริงๆ มันทำให้เลือดฉีดซ่าน เกิดความภาคภูมิใจและนึกรักสถาบันขึ้นมาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง พวกที่ร้องตะโกนอยู่ขณะนี้ก็คงจะรู้สึกเหมือนที่ฉันเคยรู้สึก ไม่มีใครหรอกที่จะสงสัยความเชื่อที่ว่าการร้องเพลงประจำคณะหรือมหาวิทยาลัยได้นั้น คือ สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับชีวิต

เสียงหวีดร้องของพวกผู้หญิง เสียงตะโกนเลียนเสียงระเบิดของผู้ชาย ตามมาด้วยภาษาคนป่าอีกสองวรรค และก็ภาษาต่างด้าวยุโรปแปลออกมาจากน้ำเสียงที่โอหังพอได้ใจความว่า “นี่คือใคร ข้าจะบอกให้ก็ได้ (แล้วก็ลงชื่อสถาบัน)” ลงท้ายก็เสียงปรบมือให้แก่ตัวเองที่เก่งกล้าสามารถพอที่จะตะโกนอะไรบ้าๆทำนองนี้ได้ และดัง

ฉันนึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่เคยมีใครนึกถึงเพลงเชียร์ในแง่นี้มาก่อน ฉันเองก็หลงยกย่องท่วงทำนองเปล่งเสียงอันเร้าใจและเคยแหกปากร้องตะโกนกับเขามานานทีเดียว ฉันลองนึกถึงสัญลักษณ์ของสถาบันคู่แข่งอีกแห่งหนึ่ง ฉันก็อดคิดอะไรที่มันเหลือเชื่อทำนองเดียวกันไม่ได้ อย่างเช่น เสียงร้องตะโกนโหวกเหวกไม่เป็นภาษาคน ตามมาด้วยภาษาต่างด้าวยุโรปอีก 2-3 วรรค สำเนียงที่กระโชกกระชากแบบนั้นจะไม่มีทางชวนให้แปลเป็นอย่างอื่นนอกจาก “ข้าคือใคร (ออกชื่อสถาบัน) แกไม่เห็นหรือวะ ” แล้วก็ลากเสียงยาวๆ แสดงความพอใจในการเปล่งประกาศศักดาของตัว

“อาดัม สมิธ เชื่อว่ามือที่มองไม่เห็นจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ ไม่ว่าคนเราจะมีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวสักเพียงใดก็ตาม ” เสียงผู้บรรยายแว่วมา

“มือที่มองไม่เห็น” ไม่เลวคำนี้ ถ้าอาดัม สมิธไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ฉันก็หวังว่าเขาคงจะเป็นกวี เขาสรรหาคำได้สวยมากจริงๆ ผิดกับคำว่า “มือที่สาม” เยอะ ฉันฟังทีไรก็รู้สึกเลี่ยนขึ้นมาทีนั้น

มือที่สามมาจากไหนนะ อ๋อ มันมักมายุ่งอยู่ด้วยเสมอ เวลามีใครทำอะไรที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ “ท่าน” แล้วมันเป็นมือของใครเล่า ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นก็จะมาจากท่านอีกนั่นแหละ ไม่รู้ว่ามือใครต่อใคร ถ้ารู้มันก็ไม่ใช่มือที่สามซิ เคราะห์ดีที่การเดินขบวนของนักศึกษาคราวที่แล้ว มือที่สามไม่รู้ไปมัวนอนหลับเสียที่ไหน ไม่งั้นประเทศเชยๆที่รักของเรา ก็คงมีอะไรได้หัวเราะเยาะกันมากกว่านี้

“เดินขบวน * ” ฉันไม่อยากคิดถึงมันเลย ก่อนนี้ฉันยังเคยคิดเลยว่า นักศึกษาบ้านเราช่างว่านอนสอนง่ายราวกับเด็กนักเรียนประถมอย่างไรก็อย่างนั้น แต่พอเขาเกิดนึกบ้าระห่ำพอที่จะเดินกันบ้าง ฉันก็ยังรู้สึกขัดเขินที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับนักศึกษาต่างประเทศเขา ขณะที่นักศึกษาทั่วโลกเดินขบวนเพื่อต่อต้านสงคราม เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องของอุดมการณ์ เรื่องของประโยชน์ส่วนรวม นักศึกษาที่นี่เดินขบวนเพียงเพื่อประท้วงกฎเกณฑ์บางข้อ ซึ่งจะมาทำลายความภาคภูมิใจและขัดต่อผลประโยชน์ของพวกเขาแค่นั้นเอง ฉันออกจะรู้สึกเฝื่อนๆที่พวกเขาพากันภาคภูมิต่อชัยชนะกันมากนัก พวกเขาคงจะพออกพอใจจนไม่รู้จักที่จะเดินขบวนเพื่ออะไรที่ใหญ่กว่านั้นไปอีกหลายปีทีเดียว
* เดินขบวนที่กล่าวถึง หมายถึง การเดินขบวนประท้วงไม่ให้ผู้จบปริญญาจากที่อื่นมาสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ได้โดยไม่ต้องสอบแข่งกับผู้จบ ม.ศ.5 เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2511 ซึ่งเป็นปีที่นักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่มีความตื่นตัวทางการเมืองมากนัก
ฉันเริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมาอีกแล้ว ฉันมองดูรอบห้องมีแต่ข้างฝาทั้งนั้น ทึบไปหมดจนดูไม่ผิดอะไรกับที่คุมขัง พวกเราถูกจับยัดให้มารวมกันอยู่ที่นี่เพื่อที่จะเรียนรู้ แต่ภายใต้เสื้อผ้าเหมือนๆกัน เข็มขัด รองเท้า ถุงเท้า ผ้าผูกคอ เหมือนๆกัน ภายในห้องที่อุดอู้ มองออกนอกหน้าต่างไป ก็แทบจะไม่เห็นฟ้าเห็นต้นไม้แล้ว คนเราจะเรียนรู้อะไรกัน

แล้วก็คนที่พูดเป็นบ้าเป็นหลังอยู่หน้าห้องนั้นเล่าเป็นใครมาจากไหนกัน เขาเอาเศษผ้ามัดคอไว้อย่างดิบดี แล้วก็ยังสวมเสื้อสักหลาดอย่างดีทับไว้อีก ในยามที่อากาศร้อนแทบดับจิต ขณะที่เด็ก 7 ขวบ ผู้มีสติดีทุกคนคงไม่มีใครทำเช่นนั้น แล้วนั่นเขาพูดถึงอะไรกัน สิ่งที่มีอยู่ในหนังสือทั้งนั้น เขาพูดได้แย่กว่าหนังสือเสียด้วยซ้ำ แล้วเขาพูดกับใครกัน เขาไม่ได้พูดกับใครเลย เขาพูดไปตามที่ถูกจ้างถูกฝึกอบรมมาให้พูดเท่านั้น ใจของเขาอยู่ที่ตัวเองมากกว่าจะไปตกที่คนฟัง เขาไม่ได้แสดงอาการเอาใจใส่ในตัวผู้ฟังเลยด้วยซ้ำไป พวกเราที่นั่งอยู่ไม่ได้เป็นบุคคล เราเป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ถ้าเขาจะนึกถึงเราบ้าง เขาก็ไม่ได้นึกถึงในฐานะที่เราเป็นคนแต่ละคน แต่เขาจะนึกถึงทีเดียวทั้งสามร้อยคน เพราะเราไม่ได้เป็นคน เราเป็นกลุ่มคน แม้กระนั้นเราก็เป็นปัญญาชน มักจะมีไม่ใครก็ใครเสมอที่จะเรียกเราเช่นนั้น และบางทีเราก็เรียกตัวเองเสียมาก

ฉันเห็นจะต้องออกไปข้างนอกเสียแล้ว ฉันรู้สึกว่าคำบรรยายออกจะน้ำท่วมทุ่งและตื้นเกินไป บรรยากาศในห้องก็อุดอู้ขึ้นทุกทีจนฉันอึดอัดเหมือนหายใจไม่ค่อยสะดวก พวกที่นั่งอยู่แถวหลังๆก็เริ่มจะคุยกัน เพราะเขาไม่ค่อยได้ยินคำบรรยายถนัดนัก ฉันเลยได้ยินแต่เสียงหึ่งๆเต็มไปหมดทั้งห้อง ดูคนในโลกนี้เขาช่างมีเรื่องราวคุยกันมากมายเสียจริง เขาคงจะอึดอัดใจไปตามๆกันหากว่าวันหนึ่งมนุษย์เกิดพูดไม่ได้ขึ้นมา ฉันลุกขึ้นเดินมาทางหน้าห้อง เพราะเขาเหลือประตูออกไว้ให้ประตูเดียว (ประตูหลังเขาเอาไม้มาตีปิดตายเสียเพราะเขาไม่ต้องการให้ใครหลบออกไป ไม่ว่าผู้บรรยายคนไหนจะบรรยายได้เลวเพียงใด) ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำเด่น ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำผิดคิดร้ายอะไร แต่แม้กระนั้นพวกเขาก็มองฉันเป็นตาเดียว ขณะที่ฉันเดินไป ฉันเห็นแต่ดวงตาสลอนไปหมด ดวงตาซึ่งอยากรู้อยากเห็น และดวงตาที่โง่เขลา แต่ฉันก็เดินออกไป ฉันหยุดไม่ได้แล้ว ทุกคนกำลังมองดูอยู่ ผู้ชายคนที่ทำงานตามหน้าที่ของเขาอยู่หน้าห้องหยุดพูด เขาอุตส่าห์รู้เหมือนกันว่ากำลังมีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้น เขาถามฉันว่าจะไปไหนและฉันก็ตอบเขาไปว่า จะออกไปเดินเล่นสักครู่ เขาทำหน้าประหลาดใจมาก ราวกับว่าไม่เชื่อหูตนเองหรือไม่เข้าใจว่าการเดินเล่นคืออะไร มีความหมายต่อชีวิตมนุษย์แค่ไหน คนอย่างเขาไม่มีวันที่จะเข้าใจอะไรเลยที่อยู่นอกกฏเกณฑ์หรือแบบแผน โลกของเขาเป็นเพียงโลกแคบๆ มีระบบตื้นๆเพียงอันเดียวที่ครอบคลุมเขาไว้ทั้งร่างกายและวิญญาณ

ฉันไม่รอให้เขาถามคำถามข้อที่สอง แนรู้ดีว่ามันจะไม่มีวันเป็นอย่างอื่น นอกจากคำถามโง่ๆ เช่นเคย ฉันโค้งให้เขาหน่อยหนึ่ง ฉันไม่ค่อยจะรู้เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงต้องโค้ง ใจจริงฉันเองคงไม่ได้ถึงกับคารวะเขาเท่าไรนัก ฉันอาจจะทำไปตามแบบแผน หรืออาจจะเป็นเพราะว่าฉันเพียงแต่ต้องการให้เขารับรู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันก็กำลังเดินออกไปแล้วเท่านั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจจะก้าวร้าวอะไรเลย

ขอบคุณที่ท้องฟ้ายังมีเหลืออยู่ในโลก และเจ้าพระยายังคงไหลอยู่เหมือนเดิม ฉันรู้สึกเหมือนมีตัวตนขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่สิ่งที่เขาจับยัดไว้ในห้องแคบๆ นั่น ฉันเดินมานั่งดูสายน้ำที่ไหลไปอย่างเรื่อยเฉื่อย ไม่เร่งร้อนพร้อมกับพิศวงว่า แต่ละหยดของมันจะไปถึงไหนกัน มันจะมีวันได้กลับมาที่เดิมอีกไหมหนอนี่

บ่ายมากแล้ว ฉันเห็นจะต้องกลับไปทำงานต่อเสียที มีหนังสือที่ต้องอ่านอีกหลายเล่ม แบะอะไรที่ฉันอยากรู้ก็อยู่ในนั้น หลายครั้งแล้วที่ฉันอยากจะเดินออกจากกำแพงนี้โดยไม่กลับมาอีกเลย แต่หนังสือเหล่านั้นก็หยุดฉันไว้ มันเตือนฉันอยู่เสมอว่าอย่าเพิ่งรีบออกไปตัวเปล่าๆ หลังจากที่มีโอกาสเข้ามาถึงที่นี่แล้ว มันอาจจะมีอะไรหลายอย่างที่ไม่เหมาะกับฉัน แต่มันก็ยังมีอะไรบางอย่างซึ่งฉันอาจไขว่คว้าไปได้บ้าง เหตุใดต้องปฏิเสธอะไรต่ออะไรไปหมดทุกสิ่ง เพียงเพราะไม่สมใจในบางอย่างเท่านั้น ฉันรู้ว่ากำแพงอยู่ที่นั่น มันรายล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน ทั้งสูงใหญ่และน่าเกลียด แต่ฉันก็ทำเป็นมองไม่เห็นมันอย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ฉันเชื่อแน่ว่า สักวันฉันก็คงมีโอกาสได้ออกไปอย่างมีอะไรติดตัวไปพอสมควร และเข้มแข็งพอที่จะเดินไปในทิศทางที่ตัวต้องการได้ โดยไม่อ่อนข้อล้มลงมาง่าสยดายจนเกินไป

“อาดัม สมิธมองเห็นความประสานกลมกลืนของโลก เขาจึงเชื่อในข้อที่ว่ากลไกต่างๆของธรรมชาติจะนำไปสู่ความเจริญงอกงาม แต่มาร์กซมองไม่เห็น”
=====
วิทยากร เชียงกูล
เขียน – สิงหาคม พ.ศ.2511
พิมพ์ครั้งแรกใน “คลื่นลูกใหม่” สำนักพิมพ์มิตรนรา 2512
ฉบับคำแปลภาษาอังกฤษพิมพ์ใน BANGKOK MAGAZINE ฉบับที่ 16 สิงหาคม 2513
J. Setti, 1973.

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: