RSS

งานเลี้ยง : บทละคร

20 ก.พ.

วิทยากร เชียงกูล

ตัวละคร
เจ้าของบ้าน เป็นจิตรกร
แขกที่มาร่วมงาน ประมาณ 20-30 คน แต่งกายให้ประหลาดต่างกันออกไป เท่าที่จะดัดจริตแต่งกันได้  เช่น อาจจะเป็นชุดไทยเดิมแบบบิดๆ เบี้ยวๆ หรือชุดชาวเขากึ่งชาวกรุงเชยๆ

เปิดฉาก  แขกที่มาในงานเลี้ยงกำลังจับกลุ่มคุยกันตามมุมต่างๆ รอบบริเวณงาน กลุ่มละ 2-3 คน เจ้าของบ้านยืนทำหน้าที่ผสมเครื่องดื่มอยู่กลางห้องหรือมุมหนึ่งมุมใดก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก แขกมาใหม่ชายหญิงคู่หนึ่ง กำลังเดินหลบกลุ่มคนที่ยืนคุยกันอยู่ตามสบาย  เข้ามาทักทายเจ้าของบ้าน

นาย ก. : สวัสดีครับ คุณเขื่อง ทำเองหมดทุกอย่างเลยหรือครับวันนี้
เจ้าของบ้าน : ครับ เดี๋ยวนี้หาคนรับใช้ที่ไว้ใจได้ยากหน่อย เราไม่มีทางรู้ตัวได้เลยว่าเขาจะเป็นสายของศัตรูหรือไม่ และจะผสมยาพิษลงไปในเครื่องดื่มพวกนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่?

นาย ก.  (อย่างไม่เอาใจใส่ในคำตอบ)  : นี่คุณ ข. เพื่อนผมครับ นี่คุณเขื่อง เจ้าของบ้านครับ
นางสาว ข. : สวัสดีค่ะ  แหม ดิฉันน่ะ อยากมีโอกาสรู้จักศิลปินมานานแล้ว เพิ่งมีโอกาสวันนี้เอง
เจ้าของบ้าน : สวัสดีครับ ขอให้นึกว่าเป็นงานของคุณเองก็แล้วกัน อยากได้อะไรครับตอนนี้ (ชี้ไปทางเครื่องดื่ม)
นางสาว ข. : ทอมคอลลินส์สักแก้วเถอะค่ะ
เจ้าของบ้าน (ทีเล่นทีจริง แต่หน้าตาเฉย) : นี่ครับ ทอมคอลลินส์ผสมยาพิษอย่างดี (ส่งแก้วให้แล้วหันไปทางนาย ก. ซึ่งกำลังเหลียวมองแขกคนอื่นๆอยู่) คุณล่ะครับ ต้องการวิสกี้ผสมยาพิษ หรือว่าเบียร์ผสมยาพิษ
นาย ก. (ตอบอย่างสนุก)  : เอาวิสกี้เฉยๆเท่านั้นแหละครับ ผมไม่ค่อยชอบยาพิษเท่าไรนัก
เจ้าของบ้าน ( พูดอย่างจริงจัง นัยน์ตามีแววสนุก) : เรามีแต่อย่างผสมยาพิษทั้งนั้นแหละครับ  เป็นยาพิษชนิดใหม่ ซึ่งคุณภาพเชื่อถือได้มากทีเดียว คุณน่าจะลองดู
นาย ก. (มองหน้า ทำท่าเหมือนยิ้ม แต่ก็ไม่เต็มที่นัก แล้วก็กลบกเกลื่อนด้วยการพยักหน้าอย่างสนุก)  : เอาล่ะ บางทีถึงเวลาที่ผมควรฆ่าตัวตายได้แล้วกระมัง (ต่างหัวเราะพร้อมกัน)
เจ้าของบ้าน (หน้ายังคงยิ้มอยู่ โบกมือให้) : ขอให้ตายดีนะครับ

(นาย ก. เดินนำนางสาว ข. ไปสมทบกับแขกกลุ่มที่ยืนคุยกันอยู่ ขณะที่มีแขกคนต่อไปเข้ามาทักทายเจ้าของบ้าน)

นาย ค. : อ้าว สวัสดีครับคุณ ก. พาใครมาด้วยครับ
นาย ก. : สวัสดีครับ นี่คุณ ข. เพื่อนผมครับ เธอทำงานอยู่แผนกโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทยูทีพีพี
นางสาว ข. สวัสดีค่ะ ยินดีที่รู้จักค่ะ
นาย ค. (พูดโดยไม่สนใจอีกฝ่ายหนึ่ง ตามแบบฉบับของชาวสังคมที่ต้องพบคนมากเสียจนไร้ความหมาย)  : สวัสดีครับ นี่ภรรยาผม แล้วนี่คุณ ง. คุณว่าคุณทำงานด้านเป็นนายหน้าซื้อขายอะไรทำนองนั้นใช่ไหม
นาย ง.  : ครับ ใช่ครับ ยินดีรู้จักทุกๆคนด้วยครับ
นาย ค. : คุณ ก. เขาทำงานแผนกค้นคว้าวิจัยของบริษัทซีไอเอครับ ผมรู้จักกับเขา เพราะบริษัทค้าสรรพวุธของเรามีเรื่องราวต้องติดต่อกันอยู่เสมอแหละครับ
นาย ง. : แล้วคุณ ก. มารู้จักกับคุณเขื่องได้อย่างไรล่ะครับ
นาย ก. (ได้ท่าโม้)  : โอ้ย ผมก็เป็นเพื่อนสนิทของศิลปินเสมอแหละครับ นี่ถ้าผมมีเวลาว่างมากกว่านี้สักหน่อย ผมคงจะเขียนรูปเองด้วยซ้ำไป ผมรู้จักกับคุณเขื่องก็เพราะรูป “ความเจ็บปวดของมนุษยชาติ” ที่ผมซื้อของเขาไปนั่นแหละครับ เขาใช้สีได้เจ็บปวดอย่าบอกใครเชียว
นาย ค. : คุณ ข.เคยเห็นไหมครับ ที่เป็นรูปหญิงสาวผู้ดี แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรางดงาม กำลังยืนอาเจียนตัวโก่งอยู่ ฉากหลังมีจานอาหารชั้นดีๆ ทั้งนั้นวางสุมอยู่บนโต๊ะจนแน่นไปหมด เขาเขียนสีหน้าของผู้หญิงซึ่งผจญกับความเจ็บปวดเพราะกินอาหารมากเกินไป ได้ราวกับจะแบกความทุกข์ยากของคนทั้งโลกไว้อย่างนั้นทีเดียวแหละครับ
นางสาว ข.  : ไม่เคยเห็นหรอกค่ะ แต่ถึงเห็นก็น่ากลัวไม่ชอบหรอกค่ะ เพราะดิฉันชอบรูปทะเลหรือดอกไม้สวยๆมากกว่า มันเหมาะสำหรับติดในห้องรับแขกดี

(แขกกลุ่มหนึ่งกำลังเต้นระบำยึกยือกันสนุกสุดเหวี่ยง เห็นหนังสงครามฉายติดข้างฝาผนัง เสียงดนตรีกับเสียงปืนระเบิดในหนังดังแข่งกัน แขกคนอื่นๆกำลังคุยกันฉอดๆ จ้อกแจ้กราวกับว่าคงไม่มีใครฟังใคร หนุ่มสาวบางคู่หลบมุมไปเล่นหมากเก็บ หรือเกมฆ่าเวลาของนายทุนชนิดอื่นๆหรือทะเลาะกัน แขกบางคนกำลังยืนออกท่าออกทางอธิบายความหมายของรูปเขียนอย่างเอาจริงเอาจัง เจ้าของบ้านเดินยิ้มกริ่มมาฟัง แล้วเดินผ่านไปชักชวนให้คนโน้นคนนี้ดื่ม เดินไปหยุดอยู่ที่แขกอีกกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยนางสาว จ. นางสาว ฉ. และ นาย ช.)

นางสาว จ. (หันมาเห็นเจ้าของบ้าน)  : เข้ามาร่วมกับเราซิคะ กำลังพูดถึงคุณอยู่พอดีทีเดียว
เจ้าของบ้าน  : ยังมีอะไรที่น่าพูดถึงกันอยู่อีกหรือครับ ผมคิดว่างานปาร์ตี้ก็เหมาะสำหรับจะพูดคุยถึงคนที่ไม่ได้มาเท่านั้น
นางสาว ฉ. (ไม่รู้สึกในคำกระทบกระทั่ง)  : อุ๊ยไม่จริงหรอกค่ะ นี่เป็นงานปาร์ตี้ที่เก๋มากทีเดียว
เจ้าของบ้าน  : เดี๋ยวจะมีอะไรที่สนุกยิ่งไปกว่านี้อีกนะครับ
นางสาว จ.  : หรือคะ พวกศิลปินละก็มักจะหาอะไรแปลกๆมาเล่นได้อยู่เสมอ เออ คุณ ช. เห็นด้วยไหมคะ
นาย ช.  : ครับ ครับ พวกนี้ละก็น่ารักเสมอ ผมไม่เคยถือโทษโกรธพวกเขาเลย ไม่ว่าเขาจะทำอะไรลงไป
เจ้าของบ้าน  : จริงๆเหรอครับ
นาย ช.  : แน่นอนซิครับ ไม่เชื่อลองถามคุณสองคนนี่ดู ผมคิดว่าเธอคงเห็นคล้ายกัน
นางสาว จ. และนางสาว ฉ. (พยักพเยิด)  : ค่ะ
นางสาว ฉ.  : ดิฉันว่าคงจะเป็นทุกคนในที่นี้เลยแหละค่ะ คนที่มีรสนิยมระดับเดียวกันคงจะคิดอะไรได้ไม่ต่างจากกันนักใช่ไหมคะ
เจ้าของบ้าน  : ครับ ถ้าอย่างนั้นละก็สนุกกันให้เต็มที่นะครับ ผมจะขอตัวไปทางโน้นเดี๋ยว ช่วยตัวเองบ้างก็ได้นี่ครับ ถ้าขาดเหลืออะไร

(เจ้าของบ้านเดินออกไป)

นางสาว ฉ.  : เขาเป็นคนพิลึกอยู่นะ คุณ ช. รู้จักเขาดีแค่ไหนคะ
นาย ช.  : ผมเคยเจอเขาสองหนเท่านั้นแหละครับ ได้ยินคนเขาพูดกันว่า งานอย่างนี้ยากที่จะเสี่ยงซื้อ ราคามันคงจะไม่ขึ้นสูงเท่าไรหรอก แต่ผมกำลังจะให้โอกาสเขาอีกสักพัก
นางสาว ฉ. : คุณไปงานปาร์ตี้ของคุณ ส. หรือเปล่าคะ มีรูปหนึ่งแผ่นใหญ่กว่าเพื่อน เขาขายได้ตั้งสองแสนแน่ะ
นางสาว จ.  : ถ้าฉันจะมีวันขายอะไรได้ขนาดนั้นละก็  ฉันคงเลิกทำงานไปได้นานทีเดียว
นางสาว ฉ. : จริงหรือ เธออาจจะไปมัววุ่นอยู่กับการหาอะไรที่มันขายได้สามสี่แสนอยู่ต่อไปก็ได้กระมัง

(นาย ง.เดินเข้ามาสมทบ ท่าทางเริ่มเมาหน่อย)

นาย ง. : คุณรู้ไหมว่า คนอเมริกันเป็นโรคกลัวอะไรมากที่สุด
นาย ช. (ตอบอย่างเอาใจ แม้จะรู้สึกรำคาญ)  : ความอ้วนกระมัง
นาย ง.  : ไม่ใช่ ผมให้คุณลองทายอีกคน เอ้า (หันมาทางนางสาว จ.)
นางสาว จ.  : ความจนใช่ไหมคะ ดิฉันได้ยินว่าคนที่นั่นหายใจเป็นเงินเป็นทอง
นาย ง.  : ไม่ช่าย คุณไม่อยากทายบ้างหรือครับ (บุ้ยไปทางนางสาว ฉ.)
นางสาว ฉ.  : ไม่หรอกค่ะ ดิฉันยังไม่เคยไปอเมริกาเหมือนคนอื่นๆ
นาย ง.  : โรคกลัวคอมมิวนิดไงล่ะครับ (หัวเราะชอบใจ ที่ไม่มีใครสามารถตอบถูก) คุณไม่รู้จักหรอกหรือ มันเป็นพวกเดียวกันกับยักษ์นั่นแหละครับ ตัวสีแดงๆ มีเขี้ยวยาวๆ มันคอยจ้องจะกินรูปปั้นเสรีภาพอยู่ คุณไม่เคยเห็นป้ายโฆษณาบ้างเลยหรือครับ  (สองสาวชักรำคาญหนักหาจังหวะเดินหนีไปทางโต๊ะเครื่องดื่มและของว่าง ทิ้งให้นาย ช.ต้องรับภาระเป็นผู้ฟังตามมรรยาทอยู่คนเดียว)

(เปลี่ยนมุมไปที่นาย ก. ซึ่งกำลังถกกับนาย ค. อยู่อย่างออกรสชาติ นาย ค.และนางสาว ข. ยืนฟังอยู่อย่างเซ็งๆ คอยเปิดปากยิ้มเป็นจังหวะ ให้เข้ากับคู่สนทนา)

นาย ค.  : คุณจะพูดเหมือนกับว่า เพราะมีพ่อค้าอาวุธจึงมีสงครามอย่างนั้น ไม่สมเหตุผลเลยนี่ เพราะมีสงครามเกิดขึ้นมาก่อนแล้วต่างหากถึงได้มีพ่อค้าอาวุธ ก็เหมือนกับเหตุผลที่ว่าเพราะมีโจรจึงมีตำรวจ ไม่ใช่เพราะมีตำรวจเลยต้องมีโจรเมื่อไหร่กัน
นาย ก.  : ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึงว่าสงครามเป็นสิ่งที่น่าหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น ถ้าหากเรามีความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยง เหมือนกับที่คุณอาจเปลี่ยนไปขายอย่างอื่นได้ ใช่ว่าคุณจะเกิดมาเพื่อขายอาวุธอย่างเดียวเมื่อไรกัน
นาย ค. : แต่ถ้าอย่างอื่นมันได้กำไรน้อยกว่า เรื่องอะไรผมจะไปขายล่ะ มันผิดวิสัยของพ่อค้าชัดๆอยู่แล้ว

(เสียงเจ้าของบ้านเอาช้อนเคาะกันเรียกร้องความสนใจจากที่ประชุม บรรดาแขกค่อยๆเงียบทีละกลุ่มสองกลุ่ม  คนสุดท้ายที่กำลังคุยเพลิน ถูกแขกกลุ่มอื่นจุ๊ปากเตือนให้เงียบ หุบปากลงและทำหน้าบึ้งแทน ทุกคนหันไปทางเจ้าของบ้าน)

เจ้าของบ้าน  : ขอเวลาผมสักเดี๋ยวเถอะครับ ขอให้ผมได้พูดอะไรสักหน่อย ก่อนที่เราจะจากกันไป โดยไม่รู้เลยว่างานปาร์ตี้นี้มีขึ้นมาเพื่ออะไร เหมือนกับทุกงานที่เราเคยไปมา ผมเชิญพวกคุณมาในงานวันนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะผมอยากอวดว่า ผมสามารถจัดปาร์ตี้ได้เหมือนกับคนอื่นๆ ทั้งก็ไม่ได้เป็นเพราะหวังจะได้รับประโยชน์ในการคบหาสมาคมอะไรกับพวกคุณ หรือเป็นเพราะผมไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ทำ ถึงจะไม่พูดกันซึ่งๆหน้า พวกคุณก็น่าจะรู้จักผมดีเป็นส่วนมากว่า ผมเป็นเพียงช่างเขียนมือพื้นๆคนหนึ่ง ซึ่งยังชีพได้จากการขายรูป โดยอาศัยความดัดจริตและหวังเก็งกำไรจากพวกคุณบางคนเท่านั้น ในขณะที่พวกคุณร่ำรวย มีชีวิตฟุ้งเฟ้อ หรูหราอยู่ในสังคมจอมปลอม  สังคมซึ่งคุณไม่ได้มีการติดต่อผูกพันกันอย่างจริงจัง ผมไม่ได้มีอะไรที่เหมือนกับพวกคุณเลย ผมเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่อยากจะพูดหรือทำอะไรตามใจนึกคิด โดยไม่ต้องกังวลว่าพวกคุณหรือสังคมเส็งเคร็งของพวกคุณจะรู้สึกอย่างไร แต่พวกคุณไม่ได้เปิดโอกาสให้ผมเป็นตัวของตัวเองสักนิดเดียว พวกคุณบีบบังคับให้ผมต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ผมก็ไม่มีทางขายรูปและไม่มีเงินพอที่จะต่อชีวิตของตัวเองไว้ได้  จริงๆ นะ เมื่อผมนึกถึงพวกคุณครั้งใด ผมก็รู้สึกถึงแต่ความน่าเบื่อหน่าย สะอิดสะเอียนจนเหลือที่จะทนทานเท่านั้น (หยุดพักหายใจ แขกที่ยืนเงียบกริบมานานเริ่มขยับตัว  คนที่อยู่ใกล้ที่สุดคนหนึ่งก้าวเข้ามาคล้ายจะแสดงความเห็นใจ เจ้าของบ้านสะดุ้ง ขยับตัวหนีอย่างหวาดระแวง)

เจ้าของบ้าน  : อย่า อย่า ผมไม่ได้ร้องขอความเห็นใจจากคุณ คนที่น่าสงสารที่สุดในวันนี้ไม่ใช่ผม เพราะผมได้หาทางออกสำหรับตัวเองได้แล้ว ผมจะเลิกเป็นศิลปินที่เพียงแต่สร้างความสวยงามให้กับคนอย่างพวกคุณเท่านั้น แต่ผมจะออกไปสู่ชนบท และพยายามสร้างโลกจริงๆให้สวยงามขึ้นมาเสียก่อน คนที่น่าสงสารก็คือพวกคุณทั้งหมดในที่นี้นั่นแหละ ผมเฝ้าคิดมาตลอดเวลาว่าทำอย่างไรผมถึงจะช่วยปลดปล่อยพวกคุณได้ และในที่สุดมันก็ออกมาในรูปของงานปาร์ตี้คืนนี้ คุณคงจะจำได้ว่า ก่อนที่ผมจะเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ผมพวกคุณนั้น ผมได้บอกกับคุณอย่างจริงใจที่สุดแล้วว่า ผมได้ผสมอะไรลงไปในนั้นด้วย และพวกคุณก็ได้แต่ยิ้มสนุกๆ รับเครื่องดื่มไป โดยมิได้มีการปฏิเสธอย่างแข็งขันแต่อย่างใดเลย พวกคุณคนหนึ่งถึงกับพูดว่า น่ากลัวจะถึงเวลาที่เขาจะฆ่าตัวตายแล้วด้วยซ้ำ ผมจึงมีความยินดีที่จะประกาศให้ทราบเดี๋ยวนี้ว่า คุณเองได้เป็นคนเลือกวิถีทางที่ควรจะเป็นไปสมใจคุณแล้ว เพราะผมได้ผสมยาพิษเข้าไปในเครื่องดื่มทุกแก้วจริงๆ

(ผู้หญิงคนหนึ่งร้องกรี๊ด และล้มฟุบลงด้วยอุปาทาน  และพลอยทำให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ตกใจไปด้วย บรรดาแขกส่งเสียงพึมพำขึ้นมา บางคนทำท่าเหมือนกับจะอาเจียนออกมา พวกผู้ชายเหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา  ติดตามด้วยเสียงเอะอะวุ่นวาย)

– โทรศัพท์ โทรศัพท์อยู่ไหน  รีบตามหมอมาเร็ว
– ยึดเอาของกลางไว้ด้วย
– โทรศัพท์ไม่มี เราเอารถออกไปดีกว่า
– โง่ไปได้  ขนขึ้นรถไปกันทั้งหมดเลยซิ โรงพยาบาลที่ไหนอยู่ใกล้ที่สุดนะ
– หาอะไรมาล้างท้องกันก่อนไม่ดีหรือ ผมเคยได้ยินว่าน้ำอุ่นหรืออะไรกันแน่นะ โธ่ ทำไมผมถึงช่างไม่จำก็ไม่รู้

(ขณะที่บ้างกำลังแย่งกันออกความเห็น บ้างก็กำลังหน้าซีดคิดอะไรไม่ออก บ้างก็ทรุดตัวลงอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง เจ้าของบ้านวิ่งออกไปยืนอยู่หน้าประตู ถือปืนจ้องเขม็งมายังคนแรกที่เริ่มจะเดินออกไปจากห้อง)

เจ้าของบ้าน : อย่าเพิ่งกลับกันซิครับ งานยังไม่เลิกเลย คุณจะทำให้งานปาร์ตี้ของผมหมดสนุกเสียเท่านั้น

(แขกพากันจ้องเจ้าของบ้านด้วยความเกลียดชังและไม่เข้าใจ ผู้หญิงอีกคนหนึ่งร้องไห้โฮขึ้นมาอย่างสิ้นอาลัยตายอยาก)

เจ้าของบ้าน :  ทำไมคุณถึงกลัวความตายกันนักเชียว ทุกวันนี้พวกคุณก็ไม่ได้เที่ยวเอารัดเอาเปรียบคนอื่นไป ด้วยการฆ่าเขาให้ตายไปทีละน้อยอยู่ดอกหรือ

( เจ้าของบ้านเดินเข้ามา คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าแย่งกันถอยไปข้างหลัง ไม่ว่าคู่สามีภรรยา, ภรรยาหรือคู่รัก ต่างก็ห่วงแต่ชีวิตตัวเอง ผลักดันแย่งกันเอง ผู้ชายไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเหลืออยู่อีกต่อไป)

เจ้าของบ้าน (ยิ้มอย่างดูถูก) : คุณไม่เพียงแต่พร้อมที่จะฆ่าคนอื่นอย่างเลือดเย็นเท่านั้น แม้แต่เพื่อนฝูงหรือคนที่เป็นที่รักของคุณ คุณก็พร้อมที่จะฆ่าเขาเหมือนกัน ถ้าหากว่านั่นหมายถึงการช่วยชีวิตตัวคุณเองไว้ ยิ่งได้มาเห็นภาพนี้ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจใหญ่ว่า สิ่งที่ผมทำในวันนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่ผมเคยทำมาในชีวิตเลยก็ได้
นาย ก. (ละล่ำละลักด้วยความแค้น) : ผมว่าคุณต้องเป็นบ้าแน่ๆ พวกเราเคยทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้คุณแต่เมื่อไหร่ ถ้าคุณยังขืนที่จะฆ่าพวกเราทั้งหมดให้ได้ คุณคิดดูซิว่าจะมีเด็กกำพร้าพ่อแม่เพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่
เจ้าของบ้าน (โกรธ) :  คุณคิดว่าผมเป็นคนโหดเหี้ยม ไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้มาก่อนหรือ คุณเข้าใจผิดเสียแล้วล่ะ ผมน่ะได้ตัดสินใจแล้วว่า ปล่อยให้พวกเขาไม่มีพ่อไม่มีแม่เสียยังดีกว่าที่จะมีพ่อแม่ชนิดที่จะสอนให้เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว หน้าไหว้หลังหลอกต่อไปอีกไม่รู้กี่ชั่วคน

(ขณะที่เจ้าของบ้านพูดด้วยความโกรธ เป็นจังหวะที่เขาลดปืนลงและมัวจ้องไปแต่ทางนาย ก. ทำให้นาย ค.ค่อยๆหาโอกาสกระโดดเข้ารวบเจ้าของบ้าน ยื้อแย่งปืนจนได้ และผลักเขากระเด็นไปทางหนึ่ง  นาย ค.ถือปืนจ้องเจ้าของบ้านไว้)

นาย ค. :  ทีนี้คุณจะได้รู้จักรสชาติของความกลัวตายบ้างละ เจ้านักมนุษยธรรมจอมปลอม
เจ้าของบ้าน (หัวเราะ) : ทิ้งปืนไปเสียเถอะ มันไม่มีลูกหรอก  (ค่อยๆขยับตัวลูกยืน)

(นาย ค.ขยับลูกโม่และพบว่าไม่มีลูกกระสุนจริง จึงขว้างทิ้งไปอย่างหัวเสีย กระโดดเข้าบีบคอเจ้าของบ้าน ซึ่งพยายามปัดป้องจนหลุดออกไปได้)

เจ้าของบ้าน :  เดี๋ยวฟังผมก่อน เอาละ ผมชักไม่สนุกแล้ว เอาชีวิตห่าเหวของพวกคุณคืนไปเถอะ ผมไม่ได้ใส่ยาพิษเข้าไปจริงๆหรอก เหมือนกับปืนที่ผมไม่ได้ใส่ลูกนั่น

(พวกแขกฟังกันอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ค่อยๆเดินอย่างเซ็งๆ ทยอยกันออกประตูไป โดยไม่ยอมเหลียวมามองเจ้าของบ้านเลย)

เจ้าของบ้าน (ร้องตะโกนตามหลังแขก) : จริงๆนะ ผมจะฆ่าคนอย่างพวกคุณให้เสียเวลาที่ควรจะเอาไปสร้างสรรค์โลกนี้ให้สวยงามขึ้นของผมทำไมกัน ผมอยากดูละครสนุกๆบ้างเท่านั้นแหละ แล้วผมก็ได้จ่ายค่าดูให้พวกคุณไปแล้วไม่ใช่หรือ (เดินตามไปที่ประตู เสียงดังขึ้นกว่าเก่า) ไอ้คนปัญญาอ่อน คุณเองไม่สนุกกันบ้างหรือ

(เสียงสตาร์ทรถออกไปทีละคัน อย่างโมโหบ้าง อย่างใจลอยบ้าง แล้วก็เงียบหายไป เจ้าของบ้านเดินอย่างเศร้าๆกลับมา นั่งทรุดตัวลง มองดูแก้วเครื่องดื่มที่วางระเกะระกะ และมองรอบๆห้องอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มเดินปลดรูปภาพที่ติดฝาผนังไปโยนทิ้งใส่ขยะ ตามด้วยหลอดสี พู่กัน หลังจากนั้นก็คว้าเป้ใส่เสื้อผ้า และสัมภาระในการเดินทางสะพายหลังและเดินออกจากห้องไป

ปิดฉาก

======
บทละคร เรื่อง งานเลี้ยง
เขียนครั้งแรก 2512
แก้ไขใหม่ 2518
โดย วิทยากร เชียงกูล

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

One response to “งานเลี้ยง : บทละคร

  1. แรนเถื่อน

    มิถุนายน 20, 2009 at 11:22 am

    Thank for content kubb….

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: