RSS

สภาพการศึกษาค้นคว้าเรื่องปัญญาชนไทยและเหตุผลที่ควรจะมีการศึกษา

29 ก.พ.

งานศึกษาค้นคว้าเรื่องปัญญาชนไทย เข้าใจว่าเริ่มจากงานของนักสังคมวิทยาอเมริกัน Herbert P. Phillips ซึ่งพิมพ์งานวิจัยออกมาในปี 2510 เป็นบทความสั้นๆ ใน “The Culture of Siamese Intellectuals” (12) งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาปัญญาชนในช่วงสมัยนั้นว่าเห็นใครเป็นปัญญาชนชั้นนำ และเลือกคนที่ได้คะแนนสูงจำนวนหนึ่งขึ้นมาศึกษา โดยการสัมภาษณ์เป็นส่วนใหญ่ งานเขียนชิ้นนี้ทำให้เห็นภาพปัญญาชนไทยบางคนในช่วงดังกล่าวบ้าง แต่ไม่ค่อยเห็นภาพปัญญาชนก้าวหน้า และได้ข้อสรุปที่โน้มเอียงไปทางปัญญาชนส่วนใหญ่เป็นพวกจารีตนิยม ก่อนหน้างานเขียนของฟิลิปส์ คนไทยก็มีการศึกษาค้นคว้า ที่กล่าวถึงประวัติและผลงานของปัญญาชนบางคนอยู่บ้าง แต่มีลักษณะเป็นงานประวัติศาสตร์แบบพรรณนาถึงเรื่องราว และบทบาทของปัจเจกชนที่เป็นคนสำคัญทางการเมือง การบริหาร และสาขาวิชาชีพต่างๆมากกว่าที่จะเป็นการศึกษาในเชิงสังคมการเมืองถึงบทบาทของคนเหล่านั้นในฐานะเป็นปัญญาชน


เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะที่ฟิลิปส์เผยแพร่งานวิจัยเรื่องปัญญาชนไทยนี้ ปัญญาชนไทยบางคนก็ได้เขียนและอภิปรายกันถึงบทบาทของปัญญาชนของไทย แต่เป็นงานเชิงแสดงความคิดเห็นสั้นๆ มากกว่างานศึกษาค้นคว้าจริงจัง เช่น บทความของ กมล สมวิเชียร และ ส.ศิวรักษ์ (13) งานเหล่านี้มองปัญญาชนในอุดมคติว่าควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร ขนาดไหนจึงควรเรียกได้ว่าเป็นปัญญาชน หรือควรจะทำอย่างไรบ้างจึงจะเรียกได้ว่าเป็นปัญญาชน ดังนั้นจึงไม่ใช่งานวิจัยเชิงสังคมวิทยาทางการเมือง แต่ก็เป็นงานที่มีประโยชน์ ในแง่ที่ทำให้เราได้เห็นว่า ปัญญาชนในช่วงนั้นมองภาพของปัญญาชนที่เป็นอยู่หรือควรจะเป็นอย่างไร

งานศึกษาค้นคว้าที่มีลักษณะค้นคว้าแบบวิทยานิพนธ์ มีงานเกี่ยวกับชนชั้นนำ (elite) และโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ของ จักรกฤษณ์ นรนิติผดุงการ (2513) และประสาน วงศ์ใหญ่ (2517) เป็นต้น แต่แนวคิดเกี่ยวกับชนชั้นนำเป็นแนวคิดที่จะมุ่งชี้คนที่มีสถานะทางสังคมสูงในด้านต่างๆ (เช่น ทางการเมือง เศรษฐกิจ เทคนิค) แนวคิดนี้เป็นคนละเรื่องกับแนวคิดเกี่ยวกับปัญญาชนที่มุ่งชี้ถึงกลุ่มทางสังคมที่ผลิต หล่อหลอม และเผยแพร่ความรู้และความคิดทั้งการศึกษาเรื่องชนชั้นนำดังกล่าวก็เป็นการวิเคราะห์แบบโครงสร้างหน้าที่ เพื่อดูความแตกต่าง และการเลื่อนชั้นของกลุ่มคนในสังคมมากกว่าที่จะวิเคราะห์ทางการเมือง ประวัติศาสตร์ เพื่อที่จะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มต่างๆ

นอกจากนี้ก็มีงานทางประวัติศาสตร์ และการเมืองเกี่ยวกับปัญญาชนฝ่ายซ้าย บทบาทนักหนังสือพิมพ์ บรรยากาศทางภูมิปัญญาช่วงก่อน 2475 ฯลฯ (14) แต่ก็ยังเป็นงานเชิงประวัติศาสตร์พรรณนาอยู่ไม่น้อย มีความพยายามที่จะวิเคราะห์อย่างให้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองทั้งระบบอยู่บ้าง แต่ก็ยังทำกันในขอบเขตที่จำกัด

ดังนั้นกล่าวโดยสรุปแล้ว คือ งานค้นคว้าเกี่ยวกับปัญญาชนไทยยังมีค่อนข้างน้อย งานที่มีอยู่ก็ยังให้ภาพการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของกลุ่มทางสังคม ที่มีจำนวนน้อยแต่บทบาทสูงนี้ได้อย่างไม่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมทั้งหมดนี้ สภาพดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่เราควรจะช่วยกันศึกษาวิจัยเรื่องปัญญาชนกันอย่างวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น

สำหรับผู้เขียนเอง คิดว่ามีเหตุผลอื่นมากกว่านี้อีก นั่นก็คือผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดของกรัมชี่ (Gramsci) ว่าการศึกษาถึงหน้าที่และบทบาทของปัญญาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของเราในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของระบบโครงสร้างสังคม เพื่อที่เราจะได้ตระหนักมากขึ้น และรู้มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้ทำ (หรือไม่ได้ทำ) และสิ่งที่เราควรจะทำ (หรือไม่ทำ) ในอนาคต (15)

นอกจากกรัมชี่แล้ว ปัญญาชนนักวิชาการยุคหลังที่ไม่ใช่หรือก้าวข้ามมาร์กซิสม์ (Post-Marxism) อย่าง มิเชล ฟูโกต์ (MIchel Foucault) ผู้วิจารณ์ความรู้และปัญญาชนในแง่ลบ (ความรู้คือ อำนาจที่แผ่ไปทั่วทุกปริมณฑลของชีวิตมนุษย์เรา) ก็ยังเห็นว่าปัญญาชนสามารถที่จะมีบทบาทในทางบวกได้ ถ้าหากว่า ปัญญาชนที่ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของความรู้ในฐานะอำนาจ สามารถที่จะวิเคราะห์แลวิจารณ์ลักษณะที่เฉพาะเจาะจงของกลไกอำนาจ ระบบปกครองของความจริง (regime of truth) การกำหนดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรพูดถึง อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควรูดถึง และชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องและสายใยของกลไกดังกล่าวได้ นั่นก็คือ ปัญญาชนสามารถก่อสร้างความรู้ที่มีผลทางยุทธศาสตร์แบบสะสมไปทีละน้อย เพื่อสร้างความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนระบบการผลิตความจริง (regime of the production of truth) ของสถาบันทางเศรษฐกิจ การเมืองที่ดำรงอยู่ (16)

คำจำกัดความและแนวคิดทฤษฏีที่ใช้ในการศึกษา

คำว่า intelligentsia และ intellectual ซึ่งเป็นที่มาของคำหรือแนวคิดเกี่ยวกับปัญญาชน เป็นคำที่เคยมีความหมายต่างกัน Intelligentsia (ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถานแปลว่า “พวกนักปรีชา”) เริ่มใช้เรียกกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงกลุ่มหนึ่งในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก (รัสเซีย เยอรมนี โปแลนด์) กลุ่มคนดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมแบบถอนรากถอนโคน แต่ต่อมาคำนี้ได้ถูกใช้ในความหมายที่กว้างขึ้นคือ ความหมายถึง คนที่มีการศึกษาสูงที่จะทำงานใช้แรงงานสมอง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต่างไปจากคนที่มีการศึกษาต่ำ หรือ ทำงานใช้แรงงานกายโดยส่วนใหญ่ (17)

คำว่า intellectual (ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถานแปลว่า “นักพุทธิปัญญา”) เริ่มใช้เป็นครั้งแรกโดย Clemenceau ในปี ค.ศ. 1898 เพื่อเรียกกลุ่มคนที่ประกอบไปด้วย นักเขียน ศิลปิน นักปรัชญา ในฝรั่งเศสที่ขึ้นมาปกป้องความบริสุทธิ์ของ Dreyfus ผู้ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม (18) และต่อมาคำว่า intellectual ถูกใช้เรียกคนที่ทำหน้าที่ในการสร้าง หล่อหลอม แพร่กระจายความรู้และความคิด เช่น นักคิด นักเขียน ศิลปิน ฯลฯ โดยไม่ได้รวมถึงข้าราชการ นักวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในสสัยต่อมาคำว่า intelligentsia และ intellectual ได้ถูกใช้อย่างสับสนปนเปในความหมายต่างกัน โดยนักคิด นักเขียนสำนักต่างๆ จากประเทศต่างๆในยุคสมัยต่างๆ จนปัจจุบันเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ เนื่องจากมีงานเขียนที่อภิปรายถึงพัฒนาการของความหมายที่เปลี่ยนไปของคำทั้งสองนี้อยู่มากพอสมควรแล้ว (19) ผู้เขียนจึงไม่อภิปรายในรายละเอียด หากแต่จะอภิปรายเฉพาะการให้คำจำกัดความและแนวคิดในการมองที่ต่างกัน 2 แนวใหญ่ๆ คือ

แนวคิดแรกคือ แนวคิดแบบจริยธรรม-ประเพณีนิยมหรือ อุดมคตินิยม (Ethical normative concept) แนวคิดนี้ให้คำจำกัดความปัญญาชนในความหมายแคบ คือ หมายถึงนักเขียน นักปรัชญา ศิลปิน คนเด่นๆของสังคมมากกว่าที่จะหมายรวมถึง นักวิทยาศาสตร์ นักบริหาร และผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านอื่นๆ แนวคิดนี้มักจะมองปัญญาชนในฐานะคนที่มีคุณสมบัติบางอย่างแบบสากล (เช่น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์วิพากวิจารณ์ เป็นนักอุดมคติ) โดยไม่ต้องมองปัญญาชนในฐานะกลุ่มทางสังคมเฉพาะเจาะจงในยุคสมัยหนึ่งๆ หรือไม่ได้ถือว่าปัญญาชนจะต้องผูกพันกับชนชั้น (20)

แนวคิดที่สอง เป็นแนวคิดแบบสังคมประวัติศาสตร์ (sociohistorical approach) นั่นคือมองปัญญาชน ตามตำแหน่งแห่งที่ (positions) หรือหน้าที่ (function) ที่เป็นจริงในโครงสร้างสังคมหนึ่งๆ ในยุคสมัยหนึ่งๆ ไม่ได้มองปัญญาชนจากคุณสมบัติในการคิดหรือการใช้สติปัญญาภายในตัวปัญญาชนแต่ละคน แนวคิดนี้ให้คำจำกัดความว่า ปัญญาชน คือ คนที่มีหน้าที่ในการจัดการ (organizer) ในปริมณฑลต่างๆของสังคม อันประกอบด้วย การผลิต (เศรษฐกิจ) การเมือง การบริหารและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่มีความหมายกว้างกว่าแนวคิดแรก คือไม่ได้หมายถึงแค่ นักเขียน นักคิด ศิลปิน เท่านั้น แต่ยังรวมนักจัดการด้านต่างๆ เช่น ข้าราชการ นักการเมือง วิศวกร ผู้จัดการ และผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคแขนงต่างๆด้วย (21)

ในสังคมไทย เข้าใจว่าการใช้คำว่า ปัญญาชนกันมาอย่างน้อยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นคำที่หมายถึงคนที่มีการศึกษาสูงทั่วๆไป แต่ก็คงไม่มีการใช้คำว่าปัญญาชนกันอย่างแพร่หลายนัก คำว่าปัญญาชนเริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็หลังจากที่สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เริ่มออกนิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ในปี 2506 โดยมีสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ นิตยสารฉบับนี้เป็นนิตยสารเชิงวิชาการฉบับแรกๆ และสุลักษณ์ บรรณาธิการก็เป็นผู้สนใจในเรื่องของบทบาทของปัญญาชนต่อสังคม ดังนั้นจึงมีการกล่าวขวัญถึงปัญญาชนในนิตยสารเล่มนี้อยู่บ่อยๆ และคนก็มองว่านี่คือนิตยสารสำหรับปัญญาชน

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ กมล สมวิเชียร (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในขณะนั้น) เป็นปัญญาชนไทยกลุ่มแรกที่เขียนถึง และให้คำจำกัดความของคำว่า “ปัญญาชน” ในบทความที่พิมพ์เผยแพร่ในปี 2511 โดยกมลให้คำจำกัดความคำว่า ปัญญาชน คือ “นักคิด ผู้มีปัญญา มีกิจกรรมทางปัญญาที่สังคมเห็นได้ และเป็นผู้ใช้ปัญญาและวิจารณญาณอย่างอิสระ” (22) ส่วน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ให้คำจำกัดความในทำนองคล้ายคลึงกัน แต่กล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยมองว่า ปัญญาชนคือ บุคคลที่ประกอบไปด้วยองค์ 3 ประการ ประกอบกัน คือ

1. สนใจในทางปรับปรุงสังคมและบ้านเมือง

2. รู้จักพิจารณาปัญหาหลัก ดูให้แจ้งแทงให้ตลอดว่าปัญหานั้นเกี่ยวพันกับปัญหาอื่นอย่างไรบ้าง
3. สนใจทางคุณธรรมความดี ความงาม ความรู้ อันได้แก่ ศิลปะ วัฒนธรรม และวิทยาการ (23)

การให้คำจำกัดความของสุลักษณ์ และ กมล เป็นไปในแนวเดียวกับแนวคิดทฤษฎีแบบจริยธรรม-ประเพณีนิยม คือ มองปัญญาชนที่คุณสมบัติภายใน ในการใช้ความคิดและการผูกพันทางจริยธรรม (moral commitment) ของตัวปัญญาชนแต่ละคนมากกว่าที่จะมองปัญญาชนจากหน้าที่ ที่เขาทำให้กระบวนการการผลิต การเมือง และวัฒนธรรม การให้คำจำกัดความของเขาทั้งสอง ถ้าตีความเคร่งครัดจริงๆ ปัญญาชนไทยคงจะมีอยู่ไม่มากนัก เพราะนอกจากจะไม่ได้รวมถึงพวกที่ทำหน้าที่ในการจัดการ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาชีพทางเทคนิคทั้งหลายแล้ว แม้แต่ปัญญาชนจารีตนิยมที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้อง และผลิตทดแทนอุดมการณ์ของชนชั้นนำในสังคมบางคนก็อาจจะไม่ได้ใช้ปัญญาและวิจารณญาณอย่างอิสระ หรือไม่ได้สนใจในทางคุณธรรม ความดี ความงาม ความรู้ก็ได้

การให้คำจำกัดความเช่นนี้มีลักษณะเชิงอุดมคติมากกว่าที่จะมองสภาพความเป็นจริงในสังคม ดังนั้น ถ้าหากเราใช้คำจำกัดความของสุลัษณ์ ศิวรักษ์ และของกมล นี้ไปศึกษาเรื่องบทบาทของปัญญาชนไทย ก็จะมีข้อจำกัด 2 ประการด้วยกัน คือ

1. การให้คำจำกัดความในเชิงจริยธรรม อุดมคติแบบนี้อาจจะนำไปสู่การวิเคราะห์บทบาทของปัญญาชาอย่างหลงทาง คือ ไปมองว่าเรื่องอัตวิสัย เฉพาะตัวบุคคล หรือเป็นเรื่องของกลุ่มคนชั้นเลิศในหมู่คนอื่นๆ (elitist) แทนที่จะมุ่งเปิดเผยให้เห็นถึงธรรมชาติที่แท้จริงของฐานะทางสังคมและความสัมพันธ์ทางอำนาจของปัญญาชนในโครงสร้างทางสังคม

2. การให้คำจำกัดความที่แคบ จะทำให้เราตัดปัญญาชนกลุ่มที่ใหญ่มาก คือ กลุ่มที่ทำหน้าที่ป้องกันรักษาโครงสร้างของสังคมแบบที่เป็นอยู่ เช่น พวกข้าราชการ นักการเมือง และที่ปรึกษาฝ่ายรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ ออกไป ทั้งๆที่คนกลุ่มนี้มีบทบาทที่สำคัญในการกำหนดการพัฒนาหรือความเป็นไปในสังคม

ดังนั้น แนวคิดทฤษฎีในการศึกษาบทบาทของปัญญาชนไทยที่เหมาะสมกว่า คือ แนวคิดทฤษฎีทางสังคมประวัติศาสตร์ (sociohistorical approach) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาตรวจสอบฐานะหรืทอตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมที่แท้จริงของปัญญาชน ในสังคมรูปธรรมในยุคสมัยหนึ่งๆ แนวคิดทฤษฎีได้รับการยอมรับมากขึ้นจากนักวิชาการสำนักต่างๆ ทั้งมาร์กซิสต์หลังมาร์กซิสต์ (Post-MArxist) รวมทั้งพวกไม่ใช่มาร์กซิสต์ (24) อย่างนักคิดสมัยใหม่ เช่น มิเชล ฟูโกต์ ซึ่งไม่ยอมรับทั้งมาร์กซิสต์และโครงสร้างนิยม (structuralist) ก็มีความเห็นว่า ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา บทบาทตั้งแต่ดั้งเดิมของปัญญาชนแบบ “สากล” (Universal intellectual) ซึ่งหมายถึง พวกนักเขียน นักคิดคนเด่นๆ ที่พูดในฐานะเป็นมโนธรรม สำนึกของมนุษยชาติ นับวันแต่จะลดน้อยถอยลงไป และถูกแทนที่โดยปัญญาชนแบบ “เฉพาะ” (specific intellectual) ซึ่งพูดในเรื่องราวที่มีลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสาขาความรู้ และการปฏิบัติของพวกเขา (25) ปัญญาชนแบบเฉพาะของฟูโกต์ กินความถึงคนที่ทำหน้าที่ปัญญาชนในสาขาอาชีพต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทำนองเดียวกับการให้คำจำกัดความปัญญาชนของกรัมชี่ ซึ่งอยู่ในกลุ่มแนวคิดทฤษฎีแบบสังคมประวัติศาสตร์

สมมติฐาน (Hypothesis) ในการศึกษาเกี่ยวกับปัญญาชนไทยของผู้เขียน

1. ไม่ได้หมายถึงปัจเจกชนเด่นๆบางคน ที่มีลักษณะเป็นนักอุดมคติแบบสากล ไมาผูกพันกับฐานะทางชนชั้น หรือโครงสร้างสังคม หรือยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ อย่างที่ปัญญาชนไทยบางคนมอง หากเป็นกลุ่มทางสังคม (Social Group) ประกอบด้วย คนที่ได้รับการศึกษาสูงทำหน้าที่ในฐานะปัญญาชน ในระบบโครงสร้างสังคมที่มีลักษณะเฉพาะ (ได้แก่สังคมทุนนิยมบริวารแบบไทย) ในยุคสมัยประวัติศาสตร์ที่เฉพาะ แม้ว่าพวกเขาจะมีท่าทางภายนอกเหมือนกับว่าจะเป็นคนที่ไม่ผูกพัน หรือลอยเป็นอิสระเหนือชนชั้น แต่จริงๆแล้วพวกเขาล้วนแต่มีความสัมพันธ์หรือมีส่วนถูกกำหนดโดยทางชนชั้นในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ปัญญาชนเหล่านี้แตกต่างจากคนอื่นที่ไม่ถูกจัดว่าเป็นปัญญาชน ก็ตรงที่หน้าที่ลักษณะทางสังคม (Social Function) ของเขา ไม่ได้แตกต่างเพราะว่าพวกเขามีคุณสมบัติส่วนตัวที่เหนือกว่าคนที่ไม่ถูกจัดว่าเป็นปัญญาชน

2. ปัญญาชนสมัยใหม่ของไทยไม่ได้ให้ความรู้และคำแนะนำที่มีส่วนสร้างสรรค์ทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม (เหมือนกับที่พวกเขามักจะอ้าง) เสมอไป ปัญญาชนโดยส่วนใหญ่แล้วก็คือ “ผู้ช่วย” หรือ “ผู้ไกล่เกลี่ย” (Mediator) ของชนชั้นที่ครอบงำ ทำหน้าที่ในการสร้างความชอบธรรมและดำรงรักษาโครงสร้าง เศรษฐกิจ การเมืองที่ดำรงอยู่ โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองแบบดังกล่าว แม้จะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสังคม (การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ) แต่ก็เป็นประโยชน์กับคนส่วนน้อย มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คำอ้างว่า กลุ่มปัญญาชนทั้งกลุ่มเป็นพวกที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชนส่วนใหญ่ จึงเป็นการสร้างภาพมายา (Mystification) มากกว่าเป็นจริง ปัญญาชนส่วนน้อย เช่น ปัญญาชนเสรีนิยม และปัญญาชนก้าวหน้าบางคนอาจจะพยายามทำกิจกรรมที่เขาคิดว่าจะมีส่วนช่วยปรับปรุงให้สังคมดีขึ้น แต่พวกเขาก็ทำกิจกรรมดังกล่าวในฐานะของพลเมืองที่มีจิตสำนึก มากกว่าในฐานะของกลุ่มทางสังคมที่เป็นเอกเทศ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

3 แม้ว่ากล่าวโดยทั่วไปแล้ว ปัญญาชนไทยในฐานะที่เป็นกลุ่มทางสังคมจะทำหน้าที่ในฐานะผู้สร้าง และควบคุมความรู้ ซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองซึ่งดำรงอยู่ แต่ปัญญาชนส่วนที่มีความคิดวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ในสถานการณ์บางอย่าง ในบางยุคสมัย ก็สามารถที่จะใช้ความรู้บางอย่าง เช่น การศึกษาตีความสังคมไทยโดยแนวทางสสารนิยมประวัติศาสตร์ (historical materialism) หรือ เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบราดิคัล ฯลฯ เป็นพลังในการท้าทาย ทำลายความชอบธรรมของโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ดำรงอยู่ได้ในขณะเดียวกัน

นั่นก็คือ ผู้เขียนมีสมมติฐานว่า ความรู้ไม่ใช่อำนาจที่ครอบงำด้านเดียว แต่มีความเป็นไปได้ที่ความรู้ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างสามารถที่จะสร้างความกระอักกระอ่วน หรือแม้แต่เป็นอันตรายต่ออำนาจได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การทำลายความชอบธรรม หรือการต่อต้านภาวะการนำ (delegitimize counter hegemony) ของชนชั้นสูงนั่นเอง

4. แม้แต่ปัญญาชนแต่ละคน ที่ทำกิจกรรมที่เขาคิดว่าจะปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้น ก็มีข้อจำกัด 2 ประการ คือ

4.1 สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่นั้น จริงๆแล้วอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นประโยชน์สำหรับพวกเขาก็ได้
4.2 แม้แต่ปัญญาชนที่ก้าวหน้าที่สุด ก็ไม่ได้อยู่เหนือผลประโยชน์ของชนชั้นหรือกลุ่ม หรืรอตัวของเขาเอง (ผลประโยชน์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังรวมถึงผลประโยชน์ทางการเมืองและสังคม เช่น การมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ การได้รับการยอมรับนับถือยกย่อง) การที่ปัญญาชนเลือกทำกิจกรรมเพื่อปรับปรุงให้สังคมดีขึ้น จึงไม่ได้อยู่นอกกรอบของความคิดที่ว่าจะทำให้เขาหรือลูกหลานมีชีวิตอยู่ในสังคมนั้นได้อย่างดีหรือน่าพอใจใจระยะยาวด้วย

การตระหนักถึงข้อจำกัดของปัญญาชน จะทำให้เรามองภาพของปัญญาชนในฐานะกลุ่มคนทางสังคมได้ใกล้เคียงความจริงมากกว่าการมองปัญญาชนในด้านบวกหรือด้านลบแบบสุดขั้ว

จุดมุ่งหมายในการศึกษาเรื่องปัญญาชน

การศึกษาสภาพรูปธรรมเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาชนกลุ่มต่างๆ (หรือ ปัญญาชนเด่นๆบางคนที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม) ภายใต้กลไกความสัมพันธ์ทางอำนาจในโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่เฉพาะเจาะจง จะช่วยให้เรามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ถึงความสลับซับซ้อนของฐานะทางสังคมและบทบาทที่มีลักษณะขัดแย้งกันของปัญญาชน ทั้งจะทำให้เราตระหนักถึงปัญหาของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้มากยิ่งขึ้น

ความพยายามที่จะวิเคราะห์บทบาทของปัญญาชนอย่างวิพากวิจารณ์ และอย่างทำลายภาพมายา (demystify) จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ (ทางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสังคม) ใน 2 ระดับ คือ

1. เป็นการช่วยให้คนอ่านทั่วไปได้เข้าใจความเป็นจริงในสังคม
2. เป็นการท้าทายให้ปัญญาชนต้องคิดถึงบทบาทของพวกเขาเองอย่างวิพากษ์วิจารณ์และคำนึงถึงผลสะท้อนมากขึ้น เพื่อที่พวกเขา (หรืออย่างน้อยบางคนในหมู่พวกเขา) จะได้ตระหนักมากขึ้นถึงบทบาทที่มีลักษณะครอบงำและสร้างภาพมายาของปัญญาชน และเรียนรู้ใหม่ที่จะสร้างบทบาทที่สร้างสรรค์ให้ความบันดาลใจมากกว่าที่พวกเขาได้ทำมาแล้วในอดีต

วิธีการในการศึกษาเรื่องปัญญาชน

วิธีการในการศึกษาค้นคว้า ผู้เขียนเสนอวิธีการสังเคราะห์หรือการผสมผสานวิธีการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม (participant observation) และการหาข้อมูลเชิงประจักษ์แบบภววิสัย (objective empirical research) เข้าด้วยกัน

การเลือกใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมีลักษณะอัตวิสัย (subjective method) เมื่อเทียบกับการวิจัยเพื่อหาหลักฐานยืนยันในเชิงปริมาณแบบง่ายๆ (simple positive quantitative method) กล่าวคือ วิธีการวิจัยเชิงประจักษ์หรือเชิงปริมาณมองว่า สิ่งที่จะวิจัยเป็นเพียงวัตถุหรือกรรม (objective) ของหัวข้อการวิจัย และการหาข้อมูลจำกัดอยู่ แต่การหาสิ่งที่สามารถวัดได้ รู้หรือเข้าใจได้อย่างภววิสัย หาข้อมูลได้แค่ไหนก็ตอบคำถามได้แค่นั้น แต่วิธีการแบบคุณภาพมองว่า object ในการวิจัยเป็นประธานหรือตัวแสดง (subject) ที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วย และผู้วิจัยสามารถใช้อัตวิสัยอย่างยืดหยุ่นและสะท้อนความจริง (reflextive) มากกว่า

2. เป็นการยอมรับสภาพความเป็นจริงที่ว่าตัวผู้เขียนเองก็มีบทบาทในฐานะปัญญาชนคนหนึ่ง และมีความสัมพันธ์กับปัญญาชนคนอื่นๆในสังคม ซึ่งเป็นทั้งเป้าหมาย (object) และประธาน (subject) ของการศึกษา สภาพความเป็นจริงดังกล่าว มีทั้งข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง

ข้อดี คือ ผู้เขียนมีส่วนร่วมโดยตรง และสามารถเข้าถึงข้อมูลและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะศึกษาเกี่ยวกับปัญญาชนไทยได้ใกล้ชิด พอที่จะรู้ตื้นลึกหนาบาง (insight) ได้ค่อนข้างมาก

ข้อด้อย ก็คือ อาจเป็นไปได้ที่ผู้เขียนจะมีกรอบความคิดบางอย่างที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า (predetermined conceptual framework)

แต่ปัญหาการมีกรอบความคิดที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านั้น เป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ดับนักวิจัยทุกคน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะวิจัยแบบมีส่วนร่วมหรือไม่มีส่วนร่วม (เชิงคุณภาพหรือปริมาณ) เพราะการเลือกที่จะเก็บข้อมูลใดๆที่ไหนๆ อย่างไร ก็ย่อมเกิดจากการที่นักวิจัยมีการสร้างแนวความคิดบางอย่างในการมองและเข้าใจสิ่งต่างๆอยู่ในตัวของเขาแล้ว เนื่องจากนักวิจัยเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคมจึงเป็นไปไม่ได้ที่นักวิจัยจะ “มอง” สิ่งต่างๆโดยการมองนั้น ไม่ได้ถูกกำหนดจากกรอบแนวความคิดทฤษฎีที่มีอยู่ในหัวเขา (26)

ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่า การวิจัยชนิดที่ผู้วิจัยบอกให้ผู้อ่านทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้วิจัยกับคนที่เป็นเป้าในการวิจัยอย่างเปิดเผยชัดเจน จะเป็นการทำให้ผลงานวิจัยกระจ่างชัดสำหรับคนอ่านที่จะประเมินผลมากกว่าที่จะทำให้มีลักษณะคลุมเครือ อำพรางความจริง

อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะถ่วงดุลข้อเสียเปรียบของวิธีการวิจัยแบบสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม ทีมีลักษณะอัตวิสัย ผู้เขียนเห็นว่าเราสามารถใช้วิธีการวิจัยเชิงหาประจักษ์พยาน (empirical research) ที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ หรืออย่างพยายามให้เป็นภววิสัยมากที่สุดมาสนับสนุนได้ด้วย โดยไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง โดยทิ้งอีกวิธีการไปอย่างสุดขั้ว

การวิจัยแบบพยายามให้เป็นกลางหรือ ภววิสัย (objective study) ให้มากที่สุด หมายถึง ความพยายามที่จะระมัดระวังอย่างมากที่สุด ที่จะลดอคติความเชื่อผิดๆ หรือพฤติกรรมลำเอียงในการให้เหตุผล และในการพัฒนาความคิดและการกระทำ วิธีการศึกษาแบบภววิสัยเป็นคนละเรื่องกับแนวคิดทฤษฎีถววิสัยแบบสุดขั้ว (objectivism) ที่อ้างว่านักวิจัยจะต้องเป็นกลางหรือเป็นภววิวัยโดยไม่มีค่านิยมใดๆ

แนวคิดทฤษฎีภววิสัยแบบสุดขั้วซึ่งมีอิทธิพลต่อการวิจัยของนักวิชาการเสรีนิยมอยู่มาก เป็นการสร้างภาพมายา (mystifying) เพื่อแยกความรู้ และการวิจัยออกจากความเป็นจริงทางการเมืองและสังคม ในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจากผู้วิจัยเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม มีฐานะบทบาทแนวความคิดที่แน่นอนอยู่ระดับหนึ่ง การค้นคว้าวิจัยทางปัญญาชนิดที่ปลอดจากค่านิยมและบรรทัดฐานโดยสิ้นเชิงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และนักวิจัยที่อ้างว่า ใช้แนวคิดทฤษฏีภววิสัยในการวิจัยปกปิดซ่อนเร้นหลายสิ่งหลายอย่างไว้มากกว่าสิ่งที่เขาเสนอ (27) นอกจากพวกเขาจะเสนอค่านิยม ที่ดำรงอยู่ในสังคมที่ยอมรับสภาพระบบโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ในสังคมโดยไม่ตั้งคำถามแล้ว การที่พวกเขามีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ ภววิสัย ปราศจากค่านิยม ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับระบบโครงสร้างอำนาจดังกล่าวด้วย (28)

ในโลกของความเป็นจริง เราไม่อาจแยกสิ่งที่เรียกว่า “ศาสตร์” (Science) ออกจากผลประโยชน์ (Interest) ได้ การพยายามแยกศาสตร์ออกจากผลประโยชน์หรือค่านิยมทางจริยธรรม เพื่อทำให้ผลการวิจัยเป็นศาสตร์ “บริสุทธิ์” จึงเป็นการหลอกลวงหรือเป็นการพยายามซ่อนเร้นปิดบังความจริงมากกว่า การที่จะค้นให้พบถึงความจริง (29)

มีแต่การเปิดเผยถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างความรู้และผลประโยชน์เท่านั้น ที่จะเปิดโอกาสให้เราตระหนักและเข้าใกล้ความจริงที่เราค้นหาได้ และการศึกษาเรื่องบทบาทของปัญญาชนซึ่งเป็นคนที่สร้างและกุมความรู้ ยิ่งเป็นเรื่องที่จะต้องตระหนักถึงความจริงข้อนี้ให้มากที่สุด

+++++

(12) H. Phillips, ” The Culture of Siamese Intellectuals” in William Skinner and A. Thomas Kirsch (ed.) Change and Presistence in Thai Society, Essays In Honor of Loriston Sharp Cornell University Press, 1975 ฉบับคำแปลภาษาไทย พิมพ์รวมอยู่ใน ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ พีพี 2521 หน้า 103-182.

(13) กมล สมวิเชียร “ลักษณะและปัญหาของปัญญาชนไทย” ใน วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ ๖ ฉบับ 1 มิ.ย.-ส.ค. 2511
ส. ศิวรักษ์ “บทบาทของปัญญาชน” ใน วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 2510 บทความทั้งสองนี้รวมอยู่ใน ส.ศิวรักษ์ เล่มเดิม.

(14) เช่น Yuongrat Widel Modern Thai Radical Thougth : the Siamization of Marxism and Its Theoretical Problem Ph.D dissertation, Univesity of Michigan, 1981.

สุวิมล รุ่งเจริญ, บทบาทของนักหนังสือพิมพ์ในการเมืองไทยระหว่าง พ.ศ.2490-2501 วิทยานิพนธ์ปริญญาโท ภาคประวัติศาสตร์ จุฬ่ลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526.

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของการเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม ระหว่าง พ.ศ.2470-2480 วิทยานิพนธ์ปริญญาโท ภาคประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

(15) A. Gramsci, Op.cit
A. Gramsci, Letter From prison Lynne Lowner (ed.) London : Quartet Books 1979.

(16) Michel Foucault, Power-Knowledge, Colin Gordon(ed), N.Y. : Pantheon Books, 1980.

(17) A Gella op. cit p.12

(18) Eva Etzioni-Halevy, The knowledge Elite and the Failure of Prophecy London : George Allen Unwin, 1985 p.9

(19) อาทิ เช่น A. Gella op. tic pp. 1-27.
C.D. kernig Marxism, Communism and Western Society : A Comparatuve Encyclopedia Vol.4 West Germany : Herder & Herder, 1972 pp. 301-312.

G. Konrad & I. Szelengi The Intellectuals on the Road ti Class Power Sussex : Harvester Press, 1979 pp. 3-38.

(20) Raymond Aron The Opium of the Intellectuals London : Secker and Warburg, 1957.

Lewis A. Coser, Men of Idea N.Y. : Free Press, 1965.

(21) A, Gramsci (1971) op. cit pp. 8-41, p.97
A. Gella, op.cit pp. 10-12.
A. Konrad & I. Szelengi op.cit. pp. 8-14.

(22) กมล สมวิเชียร ใน ส.ศิวรักษ์, ปัญญาชนสยาม เล่มเดิม, หน้า 4.

(23) ส. ศิวรักษ์, ใน เล่มเดียวกัน หน้า 75.

(24) A. Gella op.cit
A.W. Gouldner op.cit
D.Bell op.cit.
Regis Debray Teachers, Writers, Celebrities : The Intellectuals of Modern France London : New Left Books, 1981.

(25) M. Foucoult (1980), op. cit.

(26) Paul Willis, “Notes on Methods” in Stuart Hall et al. Culture, Media, Language, London : Hutchinson, 1980, p. 90.

(27) Henry A. Giroux Ideology Culture and the Process of Schooling London : Falmer Press, 1981, p.51.

(28) Cynthia Rose Banzon-Bantista “Participatory research and academic social science : some reflution based on shifting methodological frameworks in Socialogy” in Social Science Information, Vol. 13. No. 2 July-Sep.

(29) Jurgen Habermas, “Knowledge and Interest” in Dorothy Emmet and Alasdair Maclntyre (ed.) Sociological Theory and Philosophical Analysis New York : Macmillan, 1970, p. 36.

วิทยากร เชียงกูล
ปัญญาชน : ชนชั้นนำในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร
ISBN 974-89302-5-2

+ + +
ปัญญาชนไทย, การศึกษาค้นคว้า, elite, ชนชั้นนำ, intellectual, intelligentsia, บทความ, วิทยากร เชียงกูล

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: