RSS

พัฒนาการบทบาทของปัญญาชนไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปัจจุบัน

02 มี.ค.

ปัญญาชนสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบันมีการพัฒนาการและบทบาทที่พอจะแบ่งออกตามลักษณะแนวคิดอุดมการณ์ได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ


1. กลุ่มปัญญาชนก้าวหน้า ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตย ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และสังคม มีแนวคิดทีค่อนข้างไปทางชาตินิยมแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและสังคมนิยม

2. กลุ่มปัญญาชนจารีตนิยมที่ต้องการการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตะวันตก แต่ยังรักษาโครงสร้างของสังคมการเมืองแบบที่คนกลุ่มน้อยได้เปรียบเอาไว้ มีแนวคิดแบบจารีตนิยมและทุนนิยมผูกขาด

3. กลุ่มปัญญาชนเสรีนิยม ที่ต้องการปฏิรูปสังคมให้ประชาธิปไตยก้าวหน้าแบบตะวันตก มีแนวคิดแบบเสรีนิยมและทุนนิยมแบบปฏิรูป

การแบ่งกลุ่มเช่นนี้เป็นการแบ่งอย่างคร่าวๆ เพื่อให้เห็นภาพกว้างๆเท่านั้น ในโลกของความเป็นจริงเราจะพบว่าปัญญาชนบางคนมีลักษณะผสมผสานสลับซับซ้อน ทั้งมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงแนวคิดอุดมการณ์เมื่อเวลาผ่านไปอีกด้วย

ปัญญาชนกลุ่มก้าวหน้าประกอบไปด้วย นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง นักกิจกรรม (ผู้นำนักศึกษา กรรมกร ชาวนา) นอกจากนั้นก็มีครู อาจารย์ และผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ คนต่างๆในกลุ่มนี้มี อาทิเช่น ปรีดี พนมยงค์, กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา), สุภา ศิริมานนท์, อัศนี พลจันทร, อุดม ศรีสุวรรณ, เปลื้อง วรรณศรี ฯลฯ แม้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีไม่มากนัก และถูกกีดกันตลอดมา รวมทั้งถูกปราบปรามอย่างหนักเป็นช่วงๆ แต่พวกเขาก็ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ระบบสังคมแบบเก่าที่คนส่วนน้อยมีอำนาจมาก และเสนอทางเลือกไปสู่สังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากทางเลือกที่มีอยู่

ปัญญาชนกลุ่มก้าวหน้ามีบทบาทที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 (2487) แม้รัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2490 จะนำไปสู่การมีรัฐบาลจารีตนิยมและเผด็จการ แต่ปัญญาชนก้าวหน้าก็ยังมีบทบาทได้ระดับหนึ่ง และสามารถก่อเป็นกระแสสูงในบางช่วง เช่น ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ 2495 ช่วงเรียกร้องให้ไทยดำเนินนโยบายเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในตอนปลายรัฐบาลจอมพล ป. ครั้งที่ 2 (2498-99)

เมื่อจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารครั้งที่ 2 (2501) ที่จอมพลสฤษดิ์ได้ปราบปรามจับกุมฝ่านคัดค้านอย่างกว้างขวาง ทำให้ปัญญาชนกลุ่มก้าวหน้าบางส่วนลงไปเคลื่อนไหวแบบใต้ดิน เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย บางส่วนหยุดพักไป แต่หลังจากที่ปัญญาชนเสรีนิยมรุ่นใหม่ ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย จนเป็นจุดชนวนผลักดันให้มีการคว่ำรัฐบาลถนอม-ประภาส ลงได้ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ปัญญาชนเสรีนิยมส่วนที่ก้าวหน้าก็ได้นำงานของปัญญาชนก้าวหน้ารุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาพิมพ์เผยแพร่ศึกษากันอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดปัญญาชนก้าวหน้ารุ่นใหม่ ที่มีบทบาทส่งผลสะเทือนในวงกว้างขึนในช่วงปี 2516-2519

บทบาทของปัญญาชนก้าวหน้าทั้งรุ่นหลังสงคราม รุ่นก่อนจอมพลสฤษดิ์ปราบครั้งใหญ่ 2501 และรุ่น 14 ตุลาคม 2516 เป็นบทบาทที่น่าศึกษาวิเคราะห์ แม้จะได้มีการศึกษาเรื่องราวของปัญญาชนบางคนในกลุ่มนี้กันมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีคำถามอีกหลายข้อที่น่าขบคิด เช่น ปัญญาชนเหล่านี้มาจากชนชั้นทางสังคมไหนบ้าง ทำไมพวกเขาถึงได้พัฒนาความคิดอุดมการณ์ที่ก้าวหน้าแบบราดิคัล (radical) ขึ้นมาได้ พวกเขามองโลกอย่างไร และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์หรือความคิดของคนอื่นๆ อย่างไร ทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถเผยแพร่ “ความรู้” ที่ถูกครอบงำสกัดกั้น (subjugated knowledge) ไปได้แพร่หลายมากกว่าหรือยาวนานกว่าที่เขาได้ทำลงไป ฯลฯ

กลุ่มปัญญาชนจารีตนิยมเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด (ถ้าเราจะตีความปัญญาชนในความหมายกว้าง หมายถึง คนที่ทำงานใช้แรงงานสมองโดยทั่วไป) ประกอบไปด้วย ข้าราชการ นักการเมือง พระ ครู อาจารย์ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ศิลปิน ผู้จัดการ พนักงานระดับสูงและระดับกลาง ฯลฯ คนกลุ่มนี้มีทั้งพวกที่มาจากปัญญาชนแบบดั้งเดิม (traditional intellectual) และปัญญาชนที่ชนชั้นสูงสร้างขึ้นมา เพื่อสร้างหรือตอกย้ำความชอบธรรมให้กับระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ดำรงอยู่

ปัญญาชนกลุ่มนี้ทำหน้าที่สั่งสอนอบรม พูดเขียนชี้นำ แนะแนวแก่ประชาชนทั่วๆไป และให้คำปรึกษากำหนดนโยบาย มาตรการต่างๆของรัฐ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะไต่เต้าขึ้นไปสู่สถานภาพทางอำนาจได้ง่าย (กว่าคนอื่นๆ ที่มีการศึกษา มีความรู้น้อยกว่า หรือมากกว่าคนที่ชอบวิจารณ์คัดค้านระบบ) และมีโอกาสในการใช้เครื่องมือทางอุดมการณ์ทั้งของรัฐ และเอกชน (โรงเรียน วัด สื่อมวลชน) เผยแพร่ความรู้และความคิดได้อย่างกว้างขวางกว่าปัญญาชนกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มปัญญาชนก้าวหน้าที่ถูกสังคมกีดกัน ปัญญาชนจารีตนิยมจึงมีอิทธิพลในการหล่อหลอมความคิดและค่านิยมของประชาชนทั่วไปอย่างมาก

แต่บทบาาของปัญญาชนจารีตนิยม ในการธำรงรักษาสังคมที่มีชนชั้นนำเป็นผู้ครอบงำ ไม่ได้เป็นที่สังเกตหรือศึกษาวิพากษ์วิจารณ์มากนัก เพราะคนพวกนี้มักประสบผลสำเร็จในการอำพรางหรือทำให้คนเชื่อว่าพวกเขาเป็นปัญญาชนที่ไม่ผูกพันกับชนชั้นใด (เช่น เป็นข้าราชการที่เป็นกลาง นักวิชาการบริสุทธิ์ พระผู้ทรงศีล นักวิชาชีพผู้ทำงานตามหน้าที่ ฯลฯ) และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของสังคมทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อชนชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ โดยที่พวกเขาหลายคนก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆ เพราะพวกเขาเองก็ถูกสังคม (หรือปัญญาชนฝ่ายครอบงำสังคม) หล่อหลอมหรืออำพรางมาให้มีความคิดความเชื่อแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น บทบาทที่มีลักษณะลวงตาของปัญญาชนจารีตนิยมยังมีการศึกษาอย่างวิพากษ์วิจารณ์น้อยมาก การศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาชน บางคนในกลุ่มนี้ (เช่น หลวงวิจิตรวาทการ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) มีแนวโน้มไปในทางที่ทำให้คนชื่นชมกับบทบาที่แสดงออกมาว่า ทำเพื่อสังคมส่วนรวมของเขา ซึ่งเป็นการย้ำภาพลวงตาหนักยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างวิพากษ์วิจารณ์เพื่อทำลายภาพลวงตา และให้ได้มาซึ่งภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้นว่า จริงๆแล้วปัญญาชนในกลุ่มนี้ มีบทบาทอย่างไร เพื่อใครกันแน่

ปัญญาชนกลุ่มที่ 3 เป็นปัญญาชนที่อยู่ระหว่างปัญญาชนก้าวหน้าและปัญญาชนจารีตนิยม เราอาจจะเรียกปัญญาชนกลุ่มนี้ว่า ปัญญาชนเสรีนิยม พวกเขาประกอบไปด้วยข้าราชการ อาจารย์ และนักวิชาชีพที่มีการศึกษาสูงรุ่นใหม่ๆ (ป๋วย อึ้งภากรณ์, เสนาะ อุนากูล ฯลฯ) รวมทั้งพวกนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง ทนายความ หมอ พระบางส่วน คนพวกนี้ด้านหนึ่งทำงานให้กับรัฐ หรือให้กับระบบสังคมทุนนิยมที่ดำรงอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งก็วิพากษ์วิจารณ์กลไกการทำงานของระบบสังคมดังกล่าวในบางประเด็น ปัญญาชนเสรีนิยมเป็นกลุ่มที่เติบใหญ่ในช่วงที่มีการเร่งรัดพัฒนาแบบทุนนิยมมากในสมัยสฤษดิ์-ถนอม และยิ่งเศรษฐกิจสังคมพัฒนาเป็นแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา พวกเขายิ่งเติบใหญ่และมีบทบาทมากขึ้น

บทบาทที่มีลักษณะ 2 ด้านและบางครั้งขัดแย้งกันของปัญญาชนเสรีนิยม เป็นเรื่องที่ซับซ้อนน่าศึกษาทำความเข้าใจ เป็นที่น่าวังเกตว่าขณะที่ปัญญาชนที่เป็นนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้ ทำงานวิจัยสังคมเรื่องของกลุ่มต่างๆ (ทหาร นักการเมือง ชาวนา กรรมกร ขบวนการฝ่ายซ้าย ฯลฯ) ประเด็นต่างๆมากมาย แต่ยังไม่ได้หันกลับมาศึกษาวิเคราะห์หน้าที่และบทบาทของพวกปัญญาชนเสรีนิยมด้วยกันอย่างจริงจังมากนัก ทั้งๆที่การศึกษาบทบาาทของปัญญาชนกลุ่มเสรีนิยม มีความสำคัญอย่างน้อย 2 ข้อด้วยกัน คือ

1. ในฐานะที่พวกเขาเป็นกลุ่มปัญญาชนกลุ่มใหญ่ที่กำลังเติบโตทั้งในด้านปริมาณ และอิทธิพลในการกำหนดพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การเมืองของสังคมไทย ขณะนี้กลุ่มปัญญาชนเสรีนิยมอาจจะใหญ่ และมีบทบาทเป็นรองกลุ่มปัญญาชนจารีตนิยม แต่ถ้าหากสังคมไทยยังคงพัฒนาเศรษฐกิจ การเมืองแบบทุนนิยมต่อไปอีก 10 ปี 20 ปี พวกเขามีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่มปัญญาชนที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลที่สุด ในบรรดาปัญญาชนด้วยกัน

2. ในฐานะที่พวกเขาเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้น และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งชนชั้นที่เป็นชนชั้นหลัก คือ นายทุนและคนงาน (รวมทั้งชาวนาจน) ต่างก็ต้องการที่จะดึงไปเป็นพวก การศึกษาเรื่องฐานะทางสังคมและบทบาทของปัญญาชนเสรีนิยมที่เป็นจริง จะช่วยให้เราตระหนักถึงปัญหาและสถานการณ์ที่แท้จริงของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น

วิทยากร เชียงกูล
ปัญญาชน : ชนชั้นนำในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร
ISBN 974-89302-5-2

+ + +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: