RSS

Daily Archives: มีนาคม 3, 2008

ความสุขขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบกับประสบการณ์ดั้งเดิมของเรา


วิทยากร เชียงกูล – เรียบเรียง

การที่คนที่รวยขึ้นมักจะมีความสุขแค่ชั่วคราว (ยกเว้นคนที่จนมากจริงๆ) หรืออารมณ์ความรู้สึกเป็นสุขหรือทุกข์ในระดับสูงของเรา มักจะปรับตัวลงไปสู่ระดับ ปรกติเมื่อเวลาผ่านไป นักจิตวิทยาอธิบายว่า เป็นธรรมชาติของคนที่จะปรับอารมณ์ความรู้สึกให้เข้าไปใกล้กับประสบการณ์ที่เราเคยผ่านมาก่อน นั่นก็คือ อารมณ์ความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ของเราเป็นเรื่องเชิงเปรียบเทียบกับประสบการณ์ดั้งเดิมของเรา คนที่เคยอยู่แต่เมืองร้อน มาเจออากาศอบอุ่น ในฤดูใบไม้ผลิในเมืองหนาว จะรู้สึกว่าหนาว ขณะที่คนที่เคยอยู่แต่ขั้วโลกหรือซีกโลกเหนือที่หนาวมาก จะรู้สึกร้อน หรือรู้สึกว่าอุ่นกำลังดี คนอเมริกันที่อยู่ใน ซีกที่อากาศหนาว มีหิมะ มีอากาศมืดครึ้มเป็นส่วนใหญ่ จะรู้สึกจากการดูภาพยนตร์ว่า ภูมิอากาศอบอุ่นแบบแคลิฟอร์เนียเป็นเหมือนสวรรค์ที่น่าอยู่มาก ขณะ ที่คนแคลิฟอร์เนียซึ่งอยู่มาจนชินจะรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มาอยู่ในรัฐนี้แต่อย่างใด
Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ทางออกของปัญหา : ผู้แทนจะมีคุณภาพได้ต้องสร้างพลเมืองให้มีคุณภาพก่อน


      พลเมืองสมัยใหม่ต่างจากไพร่ฟ้าข้าราษฎรอย่างไร

รัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และปี 2550 ไม่สามารถทำให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยเป็นระบบทุนนิยมผูกขาดแบบเป็นบริวารทุนต่ างชาติ ที่คนรวยกลุ่มน้อยมีอำนาจครอบงำประชาชนทุกด้านสูงมาก ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ขาดความรู้และจิตสำนึกในฐานะพลเมือง ยังคิดว่าตนเองเป็นไพร่ฟ้าที่ต้องพึ่งพาอยู่ภายใต้อุปถัมภ์และเป็นหนี้บุญคุ ณของผู้มีอำนาจ

Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , ,

ทางออกของปัญหา:ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State)?


ทางออกของปัญหา:ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State)?
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 3 มีนาคม 2551 15:04 น.
คำว่า Failed State – รัฐที่ล้มเหลว หมายถึงประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมอย่างรุนแรงยืดเยื้อเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยรัฐบาลและกลไกรัฐขาดความมั่นคงและประสิทธิภาพไม่สามารถบริหารประเทศและแก้ปัญหาต่างๆอย่างได้ผล เช่น ประเทศอิรัก ศรีลังกา ปากีสถาน เป็นต้นประเทศไทยมีแนวโน้มจะเป็นรัฐที่ล้มเหลวอันดับต่อไปได้หรือไม่? หากดูภาพภายนอกโดยทั่วไปคนส่วนใหญ่คงคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว การเปิดเสรีและการเก็งกำไรที่ให้ค่าเงินบาทสูงจนผู้ส่งออกลำบาก มีปัญหาคนจน ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในอัตรา 4- 5 % การเมืองก็มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ช่วยระงับความขัดแย้งแบบสุดโต่งของคน 2 ฝ่ายในบางครั้งได้บ้าง สังคมก็พอเดินหน้าไปได้ โดยไม่มีความขัดแย้งรุนแรงมากนัก ยกเว้น 3 จังหวัดภาคใต้ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะ

แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกๆแบบตรงไปตรงมาน่าเป็นห่วงว่าประเทศไทยมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจนำไปสู่รัฐที่ล้มเหลวและทำให้ประเทศตกต่ำได้ เช่น ชนชั้นนำ ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ นายทหารข้าราชการชั้นสูง โดยเฉพาะรัฐบาลตัวแทนพรรคไทยรักไทยค่อนข้างฉลาดน้อย และเห็นแก่ตัวมาก มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางด้านเศรษฐกิจสังคม และความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองแบบเป็น 2 ขั้วสุดโต่งมาก ซึ่งอาจทำให้รัฐไทยล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น

บางประเทศที่รัฐล้มเหลวหรือประสิทธิภาพการบริหารต่ำลงนั้น เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการเมืองของประเทศตกต่ำไปกว่าระดับการพัฒนาที่ตนเคยมีอยู่ได้จริง เช่น ฟิลิปปินส์ อาร์เยนตินา ยูโกสาลาเวีย (ซึ่งปัจจุบันแตกแยกเป็นหลายประเทศ) เป็นต้น เคยมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมในอดีตเมื่อ 30 – 50 ปีที่แล้วที่เจริญรุ่งเรืองกว่าในยุคปัจจุบัน

ประเทศไทยกำลังมีรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงขี้เหร่นิดหน่อยเท่านั้น แต่มีคุณภาพต่ำ ทั้งแง่ความรู้ความสามารถ ความฉลาดรอบด้าน การขาดการมองการณ์ไกล ขาดคุณธรรมจริยธรรมหรือเห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าคิดถึงส่วนรวม พวกเขาเหมือนไดโนเสาร์ในโลกแห่งการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศที่เจริญก้าวหน้าล้วนแต่มีวิธีการคัดเลือกคนเก่งๆและคนที่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมขึ้นมาเป็นรัฐบาล เป็นคณะรัฐมนตรี ผู้บริหาร และผู้ทำหน้าที่รัฐด้านต่างๆได้ดีกว่าของไทย รวมทั้งฟังเสียงคัดค้านเสนอแนะและคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนมากกว่าของไทยด้วย

ความล้มเหลวของไทยที่สำคัญคือชนชั้นนำ (ทั้งนักการเมือง นายทหาร ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ รวมทั้งตุลาการ) เป็นพวกจารีตนิยมล้าหลังไม่สนใจการอ่าน การคิดวิเคราะห์เรียนรู้พัฒนาตนเอง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและอย่างมากมาย

ทุกรัฐบาลใช้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบปล่อยเสรีมือใครยาวสาวได้สาวเอาตามแนวคิดของประเทศพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรม โดยไม่มีความคิดของตัวเองที่จะพัฒนาประชาชนที่ยากจนที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจสังคมในประเทศมีความรู้ความสามารถและการจัดตั้งองค์กรที่เข้มแข็ง ไม่มีความคิดในเชิงรักชาติหรือคิดถึงส่วนรวม และความเป็นธรรมสำหรับคนในชาติ

ปีกว่าๆที่ผ่านมา ประชาชนเคยฝากความหวังกับฝ่ายตุลาการมาก จนถึงกับนักวิชาการที่เคยเป็นนักกิจกรรมหัวก้าวหน้าเรียกว่า ตุลาการภิวัฒน์ หรือ การปฏิวัติโดยตุลาการ แต่โดยพื้นฐานแล้ว พวกตุลาการส่วนใหญ่เป็นพวกจารีตนิยมมากกว่าจะเข้าใจว่าสังคมมีปัญหาอย่างไร จะต้องการการปฏิวัติแบบไหน อย่างไร ส่วนใหญ่หรือบางคนในพวกเขาอาจจะรักความเป็นธรรมอยู่บ้าง แต่เป็นความเป็นธรรมในความหมายแคบ คือ ตามตัวอักษรในกฎหมายเวลาเกิดกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน พวกเขาไม่เข้าใจว่าสังคมไทยหรือประชาชนไทยที่ยากจนกำลังขาดความไม่เป็นธรรมทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมอย่างไร พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่สนใจอ่าน ไม่ได้ติดตามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน

ดังนั้นตุลาการก็จะล้มเหลว ไม่ต่างจากคมช.และรัฐบาลสุรยุทธ์ สนช. /สสร. สังคมไปฝากความหวังให้พวกเขามากไป ผู้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากชนชั้นนำที่จารีตนิยมและบางส่วนเป็นเสรีนิยมแบบทุนนิยมตะวันตกก็ไปให้อำนาจพวกตุลาการและองค์กรอิสระซึ่งมาจากตุลาการในการคัดสรร สว.มากเกินไป ผลการคัดสรรสว. 74 คนจากที่องค์กรต่างๆเสนอชื่อมาราว 1,000 องค์กร แทบไม่เห็นตัวแทนภาคประชาชน (เกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย) หรือนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ที่มีความคิดก้าวหน้าหรือความคิดเชิงปฏิรูปสังคมเลย หรือถ้ามีก็น้อยมากแค่ 2 – 3 คน ในจำนวน 74 คน จนไม่อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิรูปให้สังคมดีขึ้นได้อย่างจริง

หากไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นรัฐที่ล้มเหลว คนไทยส่วนที่ยังมองปัญหาบ้านเมืองอย่างวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ และยังคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน จะต้องอ่าน ศึกษาปัญหา คิดวิเคราะห์ร่วมมือกันคิดหาทางแก้ไขปัญหาที่ใหญ่มากนี้อย่างจริงจัง

 

ป้ายกำกับ: ,