RSS

แนวคิดเกี่ยวกับปัญญาชนของกรัมชี่

07 มี.ค.

กรัมชี่แบ่งปัญญาชนในสังคมทุนนิยมออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เขาเรียกว่า ปัญญาชนแบบจารีต (Traditional intellectuals) ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ พวกนักบวช ผู้ทรงคุณความรู้ นักประพันธ์ นักปรัชญา ศิลปิน ที่แต่เดิมเคยผูกพันกับชนชั้นขุนนางศักดินา แต่เมื่อพวกขุนนางศักดินาค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง ความสัมพันธ์ก็ห่างออกไปและทำให้ปัญญาชนกลุ่มนี้มักมองว่าพวกตนเป็นกลุ่มที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อชนชั้นที่มีอำนาจ ซึ่งกรัมชี่เห็นว่าเป็นการมองที่หลงผิด เพราะจริงๆแล้ว ไม่มีชนชั้นปัญญาชนที่เป็นอิสระ ไม่ผูกติดกับชนชั้นหลักชนชั้นใดดำรงอยู่ได้ ปัญญาชนแบบจารีต เช่น นักบวชแต่เดิมก็เป็นปัญญาชนของชนชั้นขุนนางศักดินานั่นเอง แต่เมื่อขุนนางศักดินาเสื่อมอำนาจลง เพราะวิธีการผลิตเปลี่ยนจากแบบศักดินามาเป็นทุนนิยม พวกปัญญาชนเหล่านี้ ก็กลายเป็นพวกปัญญาชนเก่าที่ยังคงดำรงอยู่ แม้ว่าวิธีการผลิตจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ปัญญาชนบางส่วนอาจผูกพันกับแบบวิถีการผลิตแบบเดิม (ก่อนทุนนิยม) ซึ่งไม่ได้สลายไปอย่างสิ้นเชิง หากยังคงดำรงอยู่ในฐานะรอง เช่น ปัญญาชนในชนบททางภาคใต้ของอิตาลีในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนกลุ่มนี้ก้อยู่ในภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และพวกเขามักจะถูกดึง หรือไม่ก็ต้องปรับตัวเข้ากับชนชั้นหลักชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง คือ พวกนายทุนเจ้าสมบัติ (bourgeois) หรือ คนงานผู้ไร้สมบัติ (proletariat)

ปัญญาชนกลุ่มที่สอง คือ ปัญญาชนของชนนั้น (organic intellectuals) ซึ่งเป็นปัญญาชนที่มีความผูกพันเชื่อมโยงกับวิถีการผลิตหลักโดยตรงมากกว่าปัญญาชนแบบจารีต ในการผลิตทางเศรษฐกิจแต่ละชนชั้น ก็ได้สร้างปัญญาชนของชนชั้นตนขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการประสานความสัมพันธ์ในโลกของการผลิต (รวมทั้งวัฒนธรรมและการเมือง) เช่น เมื่อการผลิตเป็นแบบทุนนิยมมากขึ้น นายทุนก็ได้สร้างเทคนิเชี่ยนทางอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจการเมือง ผู้จัดตั้งวัฒนธรรมใหม่ ระบบกฏหมายใหม่ๆ ฯลฯ ขึ้นมาด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญญาชนของชนชั้น ก็คือผู้ชำนาญงานที่ทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการทางเทคนิค การชี้นำและการจัดตั้งองค์กร (technical directive organizational needs) ในระบบการผลิตทางสังคม ปัญญาชนของชนชั้นหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ประสานจิตสำนึกรวมหมู่ (collective consciousness) ของชนชั้นของเขาในปริมณฑลทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกัน เนื่องจากปัญญาชนของชนชั้นไม่ได้สัมพันธ์กับการผลิตโดยตรงเหมือนกลุ่มสังคมอื่น พวกเขาจึงมีความเป็นตัวของตัวเอง (antonomy) ในระดับหนึ่ง และทำให้ปัญญาชนของชนชั้นนายทุนบางส่วนที่มองเห็นเส้นทางที่ประวัติศาสตร์จะต้องพัฒนาไปพัฒนาจิตสำนึกที่ก้าวหน้าและไปเข้ากับฝ่ายปัญญาชนของชนชั้นผู้ไร้สมบัติได้ (11)

กรัมชี่ได้อธิบายว่า การที่ปัญญาชนกลายเป็นกลุ่มทางสังคมที่มีบทบาทมากนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางการผลิตแบบทุนนิยมโดยตรง แม้ว่าในสังคมก่อนหน้าทุนนิยมทุกสังคม ปัญญาชนก็เป็นกลุ่มที่จำเป็นอยู่เสมอมา แต่ในสังคมทุนนิยม ยังมีความจำเป็นมากขึ้นที่จะต้องขยายการศึกษาฝึกอบรม เลือกสรรปัญญาชนขึ้นมาตอบสนองความต้องการของสังคมที่พัฒนาอย่างก้าวหน้าและสลับซับซ้อนมากขึ้น

ปัญญาชนไม่เพียงแต่ตอบสนองความจำเป็นทางสังคมของการผลิตทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังตอบสนองความจำเป็นทางการเมืองของชนชั้นหลักที่มีอำนาจด้วย ในสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ ชนชั้นที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจทางการเมือง ไม่ได้ปกครองครอบงำโดยใช้กำลังและอำนาจบังคับโดยตรง (coercive power) เช่น ระบบทหาร ตำรวจ กฏหมาย ศาล คุกตะรางเท่านั้น หากยังจำเป็นต้องอาศัยการยอมรับ (consent) ทางอุดมการณ์และค่านิยมจากประชาชนด้วย

ทั้งนี้เพราะสภาพทางเศรษฐกิจสังคมจำเป็นต้องเปิดให้ประชาชนได้รับการศึกษาและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมากขึ้นในระดับหนึ่ง ดังนั้น ปัญญาชนจึงมีบทบาทสำคัญในทางอุดมการณ์หรือโครงสร้างส่วนบนเพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนยอมรับระบบการผลิต การปกครองและสังคมแบบที่เป็นอยู่ ว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรม กระบวนการนี้นำไปสู่สิ่งที่กรัมชี่เรียกว่า ภาวะการนำ (hegemony) ทางอุดมการณ์ โดยชนชั้นผู้ปกครองซึ่งเขาเห็นว่า มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการใช้กำลังอำนาจบังคับของรัฐ

สภาพเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้สังคมทุนนิยมมีความมั่นคงและดำรงอยู่ได้ แม้ว่าจะมีความขัดแย้งหรือวิกฤติการณ์เกิดขึ้นอยู่เสมอมาก็ตาม การจะเปลี่ยนแปลงสังคมทุนนิยม ให้เป็นสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่จะได้มีความเสมอภาคและสิทธิประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อประชาชนสามารถสร้างการต่อต้านภาวะการนำ (counterhegemony) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สร้างภาวะการนำของฝ่ายประชาชนขึ้นมาให้ได้เท่านั้น และการที่จะทำเช่นนั้นได้ ก็คือ ประชาชนผู้ไร้สมบัติจะต้องสร้างปัญญาชนของชนชั้นตนขึ้นมา

++ + ++

(11) นอกจากบทความสองชิ้นที่ได้กล่าวถึงในตอนแรกแล้ว การสรุปและตีความตอนนี้ยังได้จาก James Joll Gramsci Glassglow : Fontana/Colins, 1979 หน้า 88-104.

David Mclellan Marxism After Marx Hongkong : Mcmillan, 1980 หน้า 175-194.
David Mclellan เล่มเดิม หน้า 185.

วิทยากร เชียงกูล
ปัญญาชน : ชนชั้นนำในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร
ISBN 974-89302-5-2

ปัญญาชนไทย, การศึกษาค้นคว้า, elite, ชนชั้นนำ, intellectual, intelligentsia, บทความ, วิทยากร เชียงกูล

Advertisements
 

One response to “แนวคิดเกี่ยวกับปัญญาชนของกรัมชี่

  1. kosolanusim

    มีนาคม 17, 2008 at 12:40 am

    สำหรับข้อเสนอในย่อหน้าสุดท้ายนั้น ประชาชนจะสามารถสร้างปัญญาชนขอตนขึ้นมาได้หรือไม่

    เพราะดูเหมือนว่า ปัญญาชนส่วนมากนั้น จะต้องยึดอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในหมู่ผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือไม่ก็ไม่สนใจใยดีอะไรนอกจากผลประโยชน์ของตน

    ปัญญาชนของประชาชนนับว่ายังมีพลังอันน้อยนิดในสังคมไทยใช่หรือไม่

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: