RSS

แนวคิดเรื่องภาวะการนำ (HEGEMONY) – (แนวคิดเรื่อง “ปัญญาชน” ของกรัมชี่ กับลู่ทางในการนำมาใช้วิเคราะห์ปัญญาชนไทย)

10 มี.ค.

ต่อปัญหานี้ กรัมชี่พยายามอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องภาวะการนำ (Hegemony( ซึ่งมีเนื้อหาหลักว่า ชนชั้นผู้ปกครองสามารถควบคุมภาวะการนำได้ แม้ในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติการณ์ทางสังคม เพราะพวกเขาอาศัยการชักจูงใจ (persuasion) ให้ประชาชนยอมรับค่านิยมทางจริยธรรม การเมือง วัฒนธรรมของชนชั้นผู้ปกครองเสมือนหนึ่งเป็นค่านิยมของตนเอง ควบคู่ไปกับการที่ชนชั้นผู้ปกครองใช้อำนาจบังคับ (coercion) เช่น ทหาร ตำรวจ กฏหมาย ศาล คุตะราง ดังนั้น จึงเท่ากับว่า ประชาชนสมยอมที่จะเป็นผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ทำให้การปกครองที่นายทุนมีอำนาจอยู่เบื้องหลังมั่นคงยิ่งกว่าที่จะใช้อำนาจบังคับอย่างเดียว

กรัมชี่เชื่อว่า ประชาชนผู้ไร้สมบัติจะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นผู้ปกครองได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขาเอาชนะการครอบงำทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของพวกนายทุนเจ้าของสมบัติได้ ชนชั้นผู้ไร้สมบัติไม่เพียงแต่ต้องพยายามเอาชนะอำนาจทางปัญญา (intellectual power) ซึ่งหมายรวมถึง การโจมตีภาวะการนำของนายทุน ในด้านวัฒนธรรม จริยธรรม อุดมการณ์ และการเมืองด้วย (15)

ที่ภาวะการนำมีความสำคัญมาก เพราะมันไม่ได้มีความหมายอย่างผิวเผิน เพียงแค่สร้างอิทธิพลต่อทัศนะทางการเมืองของมวลชนเท่านั้น หากแต่มันยังหมายครอบคลุมถึงวิธีที่มวลชนดูโลกหรือสังคม และตีความประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเขาทั้งหมดเลยทีเดียว

กรัมชี่วิเคราะห์ว่า ลำพังเงื่อนไขทางโครงสร้างหรือเงื่อนไขทางภววิสัยไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติได้ แม้แต่การพังทลายหรือวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจก็ไม่ถึงกับเป็นชนวนให้เกิดการปฏิวัติ แต่สิ่งที่วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจสามารถสร้างได้ คือ การเปิดให้มีสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยสำหรับการเผยแพร่แบบวิถีของความคิด (mode of thought) อย่งกว้างขวางได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแบบวิถีความคิดจะมีส่วนกำหนดว่า ในการสร้างประวัติศาสตร์นั้น ชนชั้นผู้ไร้สมบัติจะเป็นเพียงผู้ดูหรือผู้แสดงเสียเอง

กรัมชี่เห็นเช่นเดียวกับมาร์กซ์ว่า เมื่ออุดมการณ์ยึดกุมมวลชนได้ มันก็จะกลายเป็นพลังทางวัตถุ (16) แต่กรัมชี่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่ความคิดที่น่าสนใจ ทุกความคิดจะสามารถมีพลังได้ หากจะต้องเป็นความคิดที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนในช่วงนั้นได้เท่านั้นที่จะคงอยู่ ส่วนการเผยแพร่หลักการคำสอนที่กำหนดเอาเองตามใจชอบนั้น ในที่สุดก็จะถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็วโดยการแข่งขันทางประวัติศาสตร์ และล้มเหลวไม่สามารถยึดกุมมวลชนไว้ได้ (17)

กรัมชี่ได้ยินยันทัศนะของมาร์กซ์ว่า ในระดับของความรับรู้ทางอุดมการณ์นี่เอง ที่คนเราจะสามารถตระหนักถึงความขัดแย้งที่มอยู่ในสังคมทุนนิยมได้ การที่ชนชั้นนายทุนควบคุมภาวะการนำทางอุดมการณ์ได้ ก้เพราะว่าพวกเขาสามารถทีจะสกัดกั้นไม่ให้ชนชั้นผู้ไร้สมบัติ มีจิตสำนึกตระหนักถึงความขัดแย้งดังกล่าว ดังนั้น ถ้าตราบใดที่ชนชั้นผู้ไร้สมบัติยังไม่มีจิตสำนึกรับรู้อย่างเต็มที่ ถึงลักษณะของความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม แม้จะเป็นระบบที่ล้าหลัง มองในแง่ภววิสัยก็จะยังคงอยู่ได้ต่อไป

สิ่งนี้เป็นไปได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาช่วยด้วย นั่นก็คือ ปัจจัยทางอุดมการณ์ที่มีผลกระทบต่อมวลชนนั้น มักเปลี่ยนช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เช่น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยม (นายจ้าง-ลูกจ้าง-การต่อรอง) แต่คนงานยังมีความรู้สึกมีค่านิยมแบบศักดินา (เจ้านาย-ลูกน้อง- การอุปถัมภ์-บุญคุณ)

ประเด็นที่กรัมชี่ขี้ให้เห็นชัดอีกประเด็นหนึ่ง คือ ชนชั้นนายทุนสามารถธำรงรักษาภาวะการนำทางอุดมการณ์ได้ เพราะเขาสามารถแสดงให้คนทั้งหมดเห็นว่า ผลประโยชน์บางอย่าง (ของบางกลุ่มชน คือ นายทุนและพวก) เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสังคมทั้งหมด)

ข้อความนี้อธิบายได้จากตัวอย่าง เช่นการทำให้คนสามารถรู้สึกว่า รัฐบาลเป็นของประชาชน หรืออย่างน้อยก็เป็นกลาง และพยายามที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของคนทุกคนอยู่ หรือการทำให้คนมองว่านายทุนนักธุรกิจ ก็ทำงานตามหน้าที่ของตนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยส่วนรวม ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคน

ชนชั้นผู้ปกครองไม่เพียงแต่อาศัยการโฆษณาชักจูง การให้การศึกษาปลูกฝังให้คนเชื่อเช่นนี้เท่านั้น ในกรณีที่จำเป็น พวกเขาจะประนีประนอมระหว่างผลประโยชน์ของนายทุนกับของประชาชนโดยการแบ่งปันผลประโยชน์มาให้ประชนชนจริงๆด้วย เช่น การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเก็บภาษี ถ้าหากว่าการประนีประนอมดังกล่าวไม่ทำลายผลประโยชน์พื้นฐานของชนชั้นนายทุน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้ามันจะทำให้ชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้น ได้รับผลประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า

ประเด็นนี้คือ สิ่งที่ชนชั้นคนงานผู้ไร้สมบัติจะต้องเรียนรู้ ถ้าหากเขาต้องการช่วงชิงภาวะการนำจากชนชั้นนายทุน เขาจะต้องแสดงให้ประชาชนทั้งหมดเห็นว่า พวกเขากำลังทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งหมดจริงๆ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์เฉพาะของชนชั้นคนงานเท่านั้น

การที่จะทำเช่นนั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากคนงานเป็นชนชั้นที่ถูกเอาเปรียบ เขาจึงต้องพยายามต่อสู้ เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาจากนายทุน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่พวกเขาจะต่อสู้ทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเป็นหลัก ซึ่งกรัมชี่มองว่าการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว จะไม่สามารถนำไปสู่การเอาชนะเพื่อควบคุมภาวพการนำ (สิ่งที่คนงานจะได้จากการต่อสู้ทางเศรษฐกิจล้วนๆ แบบนี้ คือ ค่าจ้างสูงขึ้น สภาพการทำงานและสวัสดิการดีขึ้น แต่เขาก็ยังคงเป็นลูกจ้างที่ถูกขูดรีดส่วนเกินในระบบทุนนิยมต่อไป)

ชนชั้นที่จะขึ้นมาควบคุมภาวะการนำได้ จะต้องรู้จักเสียสละผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่ม (economic-corporate kind) เพื่อที่จะก้าวข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง คือ ขั้นของการต่อสู้ทางจริยธรรมและการเมือง เพื่อสามารถแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าผลประโยชน์ของชนชั้นคนงานผู้ไร้สมบัติ คือ ผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งหมด นี่คือ ประเด็นที่สำคัญ

ชนชั้นคนงานผู้ไร้สมบัติไม่มีทางที่จะเอาชนะชนชั้นนายทุนได้ นอกเสียจากเขาจะยอมเสียสละผลประโยชน์ของกลุ่มตน และต่อสู้รณรงค์ทางอุดมการณ์อย่างแข็งขัน เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พวกเขาสามารถเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวมได้ดีกว่าชนชั้นนายทุน

และในการรณรงค์ต่อสู้ทางอุดมการณ์นี้เอง ที่ชนชั้นคนงานผู้ไร้สมบัติต้องอาศัยบริการของปัญญาชน กรัมชี่มองว่าเนื่องจากปัญญาชนมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ในวงการการศึกษา สื่อสารมวลชน ศิลปะวัฒนธรรม สหภาพแรงงาน พรรคการเมืองและสมาคมต่างๆ ปัญญาชนจึงจะมีฐานะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการต่อสู้เพื่อช่วงชิงภาวะการนำทางอุดมการณ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เป็นการต่อสู้กันในปริมณฑลของสังคมประชาชน (civil society) ซึ่งกรัมชี่หมายถึง ระดับโครงสร้างส่วนบน หรือ องค์รวมของหน่วยงานต่างๆ ที่เรียกว่า ส่วนเอกชน (private) มากกว่าในปริมณฑลของสังคมการเมือง (political society) ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐโดยตรง (18)

กรัมชี่มองว่า สถาบันที่สำคัญที่สุดที่ชนชั้นคนงานจะใช้เป็นพื้นฐานในการต่อสู้ เพื่อจะได้ควบคุมสังคมประชา คือ พรรคการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรของปัญญาชน ทีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชนชั้นของตัวเองมากที่สุด (หมายถึงพรรคของแต่ละชนชั้น) กรัมชี่ให้ความสนใจพรรคการเมืองมากกว่าสหภาพแรงงาน เพราะเขามองว่า สหภาพแรงงานเป็นองค์กรขั้นต้นๆ ที่มีข้อจำกัดในแง่ที่มีแนวโน้มที่จะเน้นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะสมาชิกเป็นหลัก

แต่กรัมชี่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการรวมกลุ่มของคนงานในรูปสหภาพแรงงาน เจาเคยเสนอให้คนงานจัดองค์กรแบบสภาโรงงาน (factory council) ซึ่งจะเป็นองค์กรที่มีบทบาททางการเมืองได้กว้างกว่าสหภาพแรงงาน แต่เขาก็ยังเห็นว่ายังจะต้องทำงานประสานกับพรรคการเมืองอยู่ดี เพราะมีแต่การจัดตั้งเป็นพรรคเท่านั้นจึงจะมีองค์กรที่เป็นเอกภาพและเข้มแข็ง (19)

พรรคการเมือง (ของชนชั้นผู้ไร้สมบัติ) ในทัศนะของกรัมชี่ มีความหมายกว้างกว่าองค์กรต่อสู้ทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ กล่าวคือ ยังจะต้องเป็นสถาบันทางวัฒนธรรมและการศึกษาในความหมายที่ลึกซึ้งจริงจัง เพื่อทำหน้าที่ในการรณรงค์ต่อสู้กับชนชั้นนายทุนในทุกปริมณฑลของชีวิตส่วนตัวของมวลชน เพื่อที่จะช่วยให้มวลชนลบล้างโลกทัศน์ที่ถูกครอบงำจากนายทุน และพัฒนาโลกทัศน์ของเขาเอง นั่นก็คือ กระบวนการต่อสู้ของชนชั้นผู้ไร้สมบัติ เพื่อพยายามที่จะเป็นผู้ควบคุมสังคมประชา (civil society) ก่อนที่จะก้าวไปถึงขั้นการช่วงชิงอำนาจรัฐในสังคมการเมือง (political society)

กรัมชี่มองว่า การช่วงชิงความเป็นผู้นำในปริมณฑลของสังคมประชา (หรือโครงสร้างส่วนบน) ก่อนที่จะก้าวไปถึงขั้นการยึดอำนาจรัฐมีความเป็นไปได้ และเป็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามกระทำ ทั้งในแง่การเป็นหลักประกันให้มวลชนได้เป็นผู้มีบทบาทในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยตัวของเขาเอง (เพื่อป้องกันปัญหาการรวบอำนาจโดยผู้นำและการขาดประชาธิปไตยในพรรค) และในแง่ของความจำเป็นของยุทธศาสตร์

กรัมชี่เปรียบเทียบว่า โครงสร้างส่วนบนในสังคมประชาก็คล้ายๆกับระบบหลุมเพลาะในสงครามสมัยใหม่ หลุมเพลาะเหล่านี้ป้องกันไม่ให้เกิดการพลังทลายหรือวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจบุกเข้าไปถึงตัวรัฐได้ ขณะเดียวกันก็เป็นแนวป้องกันที่แน่นหนาต่อการโจมตีใดๆ จากฝ่ายตรงข้าม กรัมชี่เห็นว่า ในสังคมตะวันตกซึ่งมีสภาพสังคมประชาที่สลับซับซ้อนกว่าสังคมรุสเซียก่อนการปฏิวัติ ชนชั้นนายทุนใช้วิธีการชักจูงใจให้คนยอมรับมากกว่าการใช้อำนาจบังคับ ขณะเดียวกันชนชั้นนายทุนก็มีป้อมปราการติดอาวุธที่เข้มแข็ง ชนชั้นคนงานจะต้องเลือกใช้ยุทธศาสตร์การทำสงครามแบบยึดพื้นที่ (war of position) ที่ยืดเยื้อและทรหด จึงจะมีทางได้ชัยชนะ

ส่วนการทำสงครามแบบจู่โจมปะทะ (war of movement) แบบเลนินนั้น แม้จะมีความสำคัญในขั้นสุดท้าย แต่ก็ยังเป็นรองสงครามยึดพื้นที่ สำหรับสังคมตะวันตกในสถานการณ์ขณะนั้น (20) ยิ่งสังคมพัฒนาเป็นแบบทุนนิยมมากขึ้นเท่าไร สงครามแบบยึดพื้นที่ก็จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ส่วนสงครามแบบจู่โจมปะทะนั้น เป็นการเสี่ยงต่อการสูญเสียของชนชั้นผู้ไร้สมบัติมาก และควรจะใช้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น

การที่กรัมชี่เน้นเรื่องสงครามแบบยึดพื้นที่ หรือการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นใหญ่ทางอุดมการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อบทบาทของปัญญาชนมากกว่าแนวคิดที่จะเน้นสงครามจู่โจมปะทะที่เน้นบทบาทของนักปฏิวัติอาชีพแบบเลนิน อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไม่ลืมว่า กรัมชี่ใช้คำว่าปัญญาชนในความหมายที่กว้างมาก ซึ่งบางตอนเขาหมายรวมผู้ปฏิบัติงานของพรรคทั้งหมด กรัมชี่ไม่ได้มองปัญญาชนในแง่เป็นผู้นำระดับสูง หากแต่มองปัญญาชนในฐานะผู้ที่ทำงานรณรงค์ต่อสู้ทางอุดมการณ์ร่วมกับมวลชนอย่างใกล้ชิด เป็นผู้เชื่อมประสานระหว่างมวลชนกับผู้นำระดับสูงในพรรค และเป็นผู้สร้างให้เกิดประชาธิปไตยในพรรค การเน้นเรื่องบทบาทของปัญญาชน ของกรัมชี่ จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า ปัญญาชนเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติเท่านั้น หากการบ่มเพาะปัญญาชนที่ก้าวหน้ายังจำเป็นสำหรับการสร้างสรรค์และพิทักษ์รักษาสังคมใหม่ ที่มีเหตุผล เสมอภาค และเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วย

สิ่งที่จะต้องตระหนักอยู่โดยทั่วไปในการศึกษาแนวคิดทฤษฎีของหรัมชี่หรือใครก็ตาม ก็คือว่า แนวคิดทฤษฎีหนึ่งๆนั้น สร้างขึ้นมาโดยคนที่มีชีวิตอยู่ในสังคมจริงๆ สังคมใดสังคมหนึ่ง ในสถานการณ์และช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์หนึ่งๆ ซึ่งเราไม่อาจถือเป็นทฤษฎีทั่วไปสำหรับสังคมทุกสังคม ในทุกสถานการณ์หรือทุกช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ได้

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่สามารถศึกษาเรียนรู้จากแนวคิดคนอื่นในสังคมและเวลาอื่นได้เลย นอกจากต้องสร้างนักคิดนักทฤษฎีของเราขึ้นมาเอง เพราะมนุษย์เรานั้น ถึงอย่างไรก็มีลักษณะที่คล้ายกันและมีประวัติศาสตร์ร่วมกันอยู่ ถ้าสังคมมนุษย์แต่ละสังคมมีทั้งส่วนที่คล้ายกันและต่างกัน แนวคิดทฤษฎีถูกสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์การต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ ซึ่งมีปัญหามีสภาพหลายอย่างที่คล้ายกัน

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจขอบเขต ข้อจำกัดของแนวคิดทฤษฎี รู้จักศึกษาประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎี ไปวิเคราะห์สังคมของเราเองอย่างระมัดระวัง ไม่ถือเป็นสูตรสำเร็จ เราก็ย่อมจะใช้ประโยชน์จากแนวคิดทฤษฎี ที่เราเห็นว่ามีเหตุผลน่าสนใจได้ ซึ่งย่อมเป็นการดีกว่าการปฏิเสธบทเรียนทางประวัติศาสตร์ และกลับไปใช้วิธีลองผิดลองถูกเองแบบมนุษย์สมัยหินอย่างแน่นอน

กล่าวอย่างเจาะจงถึงแนวคิดทฤษฎีของกรัมชี่ ข้อจำกัดมีอยู่ว่า เป็นแนวคิดทฤษฎีของชาวอิตาลีที่เขียนจากประสบการณ์ของอิตาลี และสังคมตะวันตกในสมัยราว 50 กว่าปีมาแล้ว แม้ว่ากรัมชี่ในหลายๆเรื่อง จะต้องการเขียนให้เป็นแนวคิดทฤษฎีสำหรับชนชั้นผู้ไร้สมบัติโดยทั่วไป มากกว่าจะเป็นแนวคิดทฤษฎีสำหรับสังคมอิตาลีโดยเฉพาะ แต่กรัมชี่ก็มีพื้นฐานประสบการณ์อยู่แต่ในสังคมอิตาลีและยุโรป แนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์ของเขาก็ตั้งใจหมายถึงสังคมตะวันตก ที่เป็นทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีส่วนที่ต่างจากสังคมทุนนิยมบริวารที่ด้อยพัฒนาอย่างไทยอยู่ในหลายๆเรื่อง การศึกษาแนวคิดทฤษฎีจากตะวันตกใดๆก็ตาม จะต้องศึกษาและคำนึงถึงความแตกต่างนี้อยู่เสมอ

ความแตกต่างระหว่างสังคมทุนนิยมศูนย์กลางที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศตะวันตก และสังคมทุนนิยมบริวารที่ด้อยพัฒนาอย่างไทย มีที่สำคัญ คือ ในสังคมทุนนิยมบริวาร วิถีการผลิตแบบก่อนทุนนิยม (เช่น ชาวนา ผู้ผลิตอิสระรายย่อย ชาวนาเช่าแบ่งผลผลิต) ไม่ได้ถูกทำลายไป หากยังคงถูกรักษาไว้ โดยที่นายทุนทั้งต่างชาติและในชาติเป็นฝ่ายได้เปรียบ ดังนั้น อุดมการณ์ก่อนทุนนิยม (ศักดินานิยมคติอุปถัมภ์) จึงยังคงดำรงอยู่อย่างหนาแน่น รัฐมีอำนาจครอบคลุมกว้างขวาง และใช้อำนาจบังคับมากกว่าการทำให้คนยอมรับทางอุดมการณ์

นั่นก็คือไม่มีสังคมประชาที่แยกจากสังคมการเมืองอย่างเห็นชัด เพราะการพัฒนาทางด้านการศึกษา สื่อสารมวลชน องค์กรเศรษฐกิจสมัยใหม่ของเอกชน สหภาพแรงงาน พรรคการเมือง ยังอยู่ในระดับต่ำ การเติบโตของชนชั้นคนงานผู้ไร้สมบัติก็มีจำกัด เพราะแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตรทำด้วยตนเอง หรือรับจ้างชั่วครั้งชั่วคราว และแรงงานในภาคเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ (Informal sector) เช่น งานบริการ ค้าขายเล็กๆน้อยๆ หัตถกรรมครัวเรือน ทำให้การผลิตไม่มีลักษณะรวมหมู่ ไม่เห็นความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้างที่ชัดเจน จึงยากที่จะเกิดการรวมกลุ่มและการพัฒนาจิตสำนึกของชนชั้นคนงานได้ (21)

การไม่สนใจหรือไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างเส้นทางการพัฒนาสังคมทุนนิยมศูนย์กลาง และทุนนิยมบริวาร ทำให้ทั้งปัญญาชน นักวิชาการเสรีนิยมที่ชอบศึกษาเปรียบเทียบไทยกับตะวันตก และปัญญาชน นักวิชาการก้าวหน้าที่นำแนวคิดทฤษฎีมาร์กซิสม์แบบคลาสสิคมาศึกษาสังคมไทยอย่างเถรตรง วิเคราะห์และตีความสังคมไทยอย่างผิดๆ พลาดๆ มาแล้วในหลายเรื่องหลายประเด็น

อย่างไรก็ตาม แม้แนวความคิดทฤษฎีของกรัมชี่จะมีข้อจำกัดที่ต้องระมัดระวัง แต่ก็มีแนวคิดหลายอย่างที่มีความเป็นไปได้และความน่าสนใจว่า ถ้าลองนำมาใช้มองบทบาทของปัญญาชนและการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย จะทำให้เกิดแง่มุมมองที่ต่างไปจากที่เคยมองกันมา และทำให้เราได้มีประเด็นขบคิดกันมากขึ้น อย่างไรบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น การมองการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนใหญ่ของผู้ที่มองอย่างวิพากษ์วิจารณ์มักจะเปรียบเทียบกรณี 2475กับการปฏิวัติประชาธิปไตย หรือการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก และหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และมีจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มองอย่างคาดหวังในเชิงอุดมคติว่า คณะราษฎร หรือนักคิดที่ก้าวหน้า น่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ แต่ถ้าเราลองเอาแนวคิดของกรัมชี่มามอง เราก็อาจจะวิเคราะห์ว่า สมาชิกคณะราษฎร เป็นเพียงปัญญาชนของชนชั้นนายทุนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการขยายตัวของทุนนิยม (การจัดการศึกษาแบบใหม่ๆ การจัดการบริหารราชการและกองทหารแบบใหม่ การส่งคนไปเรียนเมืองนอก ฯลฯ ) ดังนั้น อุดมการณ์หลักของปัญญาชนเหล่านี้ โดยเนื้อแท้จึงเป็นไปเพื่อการพัฒนาทุนนิยมเป็นสำคัญ ส่วนประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนบนอย่างหนึ่งของทุนนิยมที่พัฒนาแล้วเป็นเรื่องรองลงมา เพราะถึงจะปกครองโดยเผด็จการทหาร ก็ไม่ได้ทำให้ทุนนิยมที่ด้อยพัฒนาเสียหาย

แม้ว่าจะมีปัญญาชนที่ก้าวหน้าในหมู่คณะราษฎร เช่น ปรีดี พนมยงค์ ที่เห็นทิศทางของประวัติศาสตร์ว่าจะต้องพัฒนาไปในทางที่คนส่วนใหญ่จะต้องมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น แต่พวกเขาก็ค่อนข้างเป็นนักอุดมคติแบบยูโทเปีย และค่อนข้างโดดเดี่ยว จนไม่สามารถพัฒนาและเผยแพร่ความคิดที่ก้าวหน้าให้คนรับได้อย่างกว้างขวางเพียงพอ ความคิดที่ก้าวหน้าจึงมีบทบาทน้อย และสามารถถูกกำจัดไปภายในเวลาไม่ช้า

ดังนั้น แทนที่เราจะมองว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ว่าเป็นความล้มเหลวของฝ่ายก้าวหน้า หรือฝ่าย “ประชาธิปไตย” เราอาจจะมองว่า การดเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นความสำเร็จของชนชั้นนายทุน ในการที่จะจัดรูปแบบทางการเมืองให้สอดคล้องกับการพัฒนาทุนนิยมในระยะต่อมาก็ได้

แน่ละ บทบาทของปัญญาชนก้าวหน้าอย่างปรีดี พนมยงค์ และปีกก้าวหน้าของคณะราษฎร ควรได้รับการศึกษาและวิเคราะห์อย่างซับซ้อนและละเอียดมากกว่านี้ ในที่นี้เป็นการประเมินอย่างค่อนข้างรวบรัด โดยดูจากทิศทางใหญ่ของประวัติศาสตร์เท่านั้น ผู้ที่ชื่นชมกับบทบาทของคณะราษฎรหรือปรีดี พนมยงค์ อาจไม่เห็นด้วยกับการประเมินแบบนี้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่จะอภิปรายกันได้อีก แนวคิดทฤษฎีของหรัมชี่น่าจะนำมาใช้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และความล้มเหลวของขบวนการก้าวหน้า นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา จนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ได้อย่างน่าสนใจ

สังคมไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงปัจจุบัน แม้จะยังไม่ได้พัฒนาเป็นทุนนิยมเต็มที่ ชนิดที่มีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นหลักสองชั้นที่เห็นได้ชัด แต่ก็เป็นสังคมทุนนิยมบริวาร ที่มีการพัฒนาแบบทุนนิยมเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ และเป็นการพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ทั่วถึง ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทางสังคมต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะในปริมณฑลทางการเมืองและสังคมด้วย ทั้งนี้ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ เกิดวิถีความคิดที่ก้าวหน้าวิพากวิจารณ์ ตลอดจนการรณรงค์คัดค้านต่อสู้กับภาวะการนำของชนชั้นผู้ปกครองเป็นระยะๆ เช่น ในช่วงปี พ.ศ.2844-2495 ช่วงปี 2500-2501 และช่วงปี พ.ศ.2516-2519

ชนชั้นผู้ปกครองได้ตอบโต้ปัญญาชาก้าวหน้า โดยใช้ทั้งอำนาจบังคับปราบปรามอย่างรุนแรงและการโฆษณาชักจูงทางอุดมการณ์ จนสามารถแยกสลายพลังของปัญญาชนและขบวนการก้าวหน้าได้อยู่เป็นระยะๆเช่นกัน โดยที่ปัญญาชนและขบนการก้าวหน้าสามารถขยายความคิดที่จะเป็นพื้นฐานสำหรับการต่อสู้ทางอุดมการณ์ได้น้อยมาก แม้แต่ในกรณีเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีมวลชนเข้าร่วมด้วย มากกว่าการรณรงค์เคลื่อนไหวก่อนหน้านั้น ครั้งใดๆก็ยังไม่สามารถขยายการต่อสู้ทางอุดมการณ์แข่งขันเอาชนะฝ่ายชนชั้นผู้ปกครองได้ ซึ่งน่าวิเคราะห์มากว่า เป็นเพราะอะไรกันแน่

ถ้ามองตามแนวคิดของกรัมชี่ ก็อาจเป็นไปได้ว่า ความเข้าใจของปัญญาชนก้าวหน้าไทยช่วงปี 2516-2519 เรื่องการต่อสู้ทางอุดมการณ์เพื่อช่วงชิงภาวะการนำในสังคมประชา อาจจะยังไม่แจ่มชัด ยังมีลักษณะเถรตรง เป็นสูตรสำเร็จ อุดมการณ์ที่เลือกนำมาใช้โฆษณาเผยแพร่ เช่น สังคมมนิยม ต่อต้านจักรวรรดินิยม ศักดินานิยม ไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น จึงไม่สามารถเผยแพร่ และทำให้ประชาชนทั้งหมดหรือส่วนใหญาเห็นคล้อยตามว่า ขบวนการก้าวหน้ากำลังทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาได้

รวมทั้งอาจเป็นเพราะว่าโดยพื้นฐานแล้ว องค์กรนำของขบวนการก้าวหน้าในตอนนั้น ยังเน้นแต่เรื่องการทำสงครามปะทะจู่โจมเพื่อหวังช่วงชิงอำนาจรัฐ ขาดความสนใจในการทำสงครามแบบขยายความคิด ขยายการต่อสู้ทางอุดมการณ์ไปทีละขั้นตอน โดยคำนึงถึงควาสามารถในการรับรู้และการเห็นด้วยของประชาชนอย่างจริงจัง ในขณะที่ชนชั้นผู้ปกครอง สามารถใช้ทั้งกำลังอำนาจบังคับปราบปรามและการโฆษณาทางอุดมการณ์อย่างเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า โดยเฉพาะช่วงหลังๆจากปี 2523 ที่ขบวนการก้าวหน้ามีปัญหาขัดแย้งและแตกแยกกันเองสูง ชนชั้นผู้ปกครองยิ่งทวีการใช้การโฆษณาชักจูงทางอุดมการณ์ให้คนยอมรับได้อย่างเชี่ยวชาญ จนปัญญาชนและขบวนการก้าวหน้าต้องถอยร่นอย่างไม่เป็นขบวน การใช้แนวคิดกรัมชี่ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในช่วงประวัติศาสตร์ที่สำคัญดังกล่าวข้างต้น น่าจะทำให้ได้บทเรียนที่เป็นประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว

/ / / /

(15) Gwyn A. Williams, “The Concept of Hegemony in the Thought of Antonio Gramsci” Journal of the History of Idea, 21 (1960). Raymond Williams, “Base and Superstructure in Marxist Cultural Theory” New Left Review 82 (Nov-Dec. 1973).

(16) ซึ่งต่างกับพวกสสารนิยมกลไก mechanical materialist ที่มองว่าอุดมการณ์เป็นเพียงภาพสะท้อนของพลังทางวัตถุ แนวคิดแบบนี้มีอิทธิพลอยู่มากในสมัยนั้น จนกระทั่งถูกกรัมชี่ตีโต้ตกไป.

(17) Quintin Hoare เล่มเดิม หน้า 34.

(18) กรัมชี่ใช้คำว่า civil society ต่างจากมาร์กซ์ คือ ขณะที่มาร์กซืหมายถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมด กรัมชี่หมายถึงโครงสร้างส่วนบน (Superstructure) หรือระดับของโครงสร้างส่วนบน ซึ่งอุดมการณ์ถูกสร้างขึ้นและแผ่ขยาย

DAvid Mclellan เล่มเดิม หน้า 188.

(19) เรื่องเกี่ยวกับสภาโรงงาน และบทบาทของพรรค เป็นเรื่องใหญ่อีก 2 เรื่อง ที่กรัมชี่ได้ศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์ไว้ค่อนข้างละเอียด ผู้สนใจดูได้จาก Antonio Gramsci, The Modern Prince and Other writing (ed.) L. MArks, London, 1975, Antonio Gramsci Selection from Political Writing 1910-1920 London, 1977.

(20) Quintin Hoare เล่มเดิม หน้า 235-239.

(21) ตัวอย่างของการวิเคราะห์ลักษณะของสังคมทุนนิยมบริวาร ดูได้จาก วิทยากร เชียงกูล, การพัฒนาทุนนิยมในไทย ศึกษาจากกรณีสังคมเกษตรกรภาคกลาง 2503-2523 สำนักพิมพ์ต้นหมาก 2522.

Olle Tornquist Dilemmas of Third World Communism the Destruction of The Pkl in indonesia, London, 2nd, 1984 บทต้นและบทท้าย.

วิทยากร เชียงกูล
ปัญญาชน : ชนชั้นนำในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร
ISBN 974-89302-5-2

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

2 responses to “แนวคิดเรื่องภาวะการนำ (HEGEMONY) – (แนวคิดเรื่อง “ปัญญาชน” ของกรัมชี่ กับลู่ทางในการนำมาใช้วิเคราะห์ปัญญาชนไทย)

  1. kosolanusim

    มีนาคม 17, 2008 at 12:45 am

    อยากอ่านงานวิเคราะห์ความคิดของ ฟุโกต์และกรัมชี่แบบเต็มๆน่ะครับ เอาแนวคิดหลักของทั้งสองคนที่ส่งผลสะเมือนต่อขบวนการทางสังคมในช่วงที่ทั้ง 2 มีชีวิตอยู่และหลังจากเสียชีวิตแล้ว

    ถ้าอาจารย์ทำแบบเต็มๆเลยก็จะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาอย่างยิ่ง เพราะหาอ่านงานของทั้งสองคนในภาษาไทยได้น้อย มีก็นานแล้ว ปัจจุบันหาอ่านไม่ได้

     
  2. stemis

    มิถุนายน 22, 2009 at 5:45 pm

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: