RSS

สมมุติฐาน / ข้อคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

13 มี.ค.

1. การยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ใช่เป็นเพียงการยึดอำนาจโดยข้าราชการทหารและพลเรือนกลุ่มน้อย ซึ่งได้รับ อิทธิพลจากการศึกษาแบบตะวันตกเพียงประมาณไม่ถึงร้อย ดดยที่คนวงนอกที่ไม่รู้เรื่องหรือไม่เห็นด้วยอย่างที่นักประวัติศาสตร์หรือหรือนักเขียนสารคดี หลายคนตีความ หากเป็นการยึดอำนาจของกลุ่มชนที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัญญาชนชั้นนำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากปัญญาชนในสมัยนั้นๆ เช่น ครู นิสิตนักศึกษา นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ทนายความ ฯลฯ ในวงกว้างพอสมควร

สังคมไทยในปี 2475 ปัญญาชนส่วนใหญ่อยู่ในระบบข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน ซึ่งรวมทั้งครู อาจารย์ ปัญญาชนส่วนที่อยู่นอกระบบราชการ ที่ประกอบ อาชีพอิสระเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ทนายความมีอยู่เป็นจำนวนน้อย สมาชิกคณะราษฏรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองส่วนใหญ่มาจากทหาร และ ข้าราชการซึ่งอยู่ในฐานะที่คบคิดกันวางแผนยึดอำนาจได้มากกว่าปัญญาชนที่อยู่นอกระบบราชการ คนเหล่านี้แม้จะเป็นข้าราชการ แต่ก็มีลักษณะเป็น ปัญญาชน หรือลักษณะวิพากษ์วิจารณ์สูง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนทางความคิดจากปัญญาชนนอกระบบราชการอย่างมากด้วย

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งเริ่มต้นมาหลายปีก่อนหน้านั้น กระแสความคิดในเชิงสนับสนุน การปกครองแบบประชาธิปไตย เริ่มเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยกลุ่มเจ้านายและข้าราชการ กราบบังคมทูลถวายความเห็นจัดการการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ.103 กลุ่มปัญญาชนนักคิด นักเขียนอย่าง เทียนวรรณ ก.ศ.ร.กุหลาบ กลุ่มคณะนายทหารที่พยายามยึดอำนาจ ร.ศ.130 มาจนถึงกลุ่มปัญญาชน นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ในสมัยทศวรรษก่อนปี 2475 ซึ่งได่เขียนแสดงความคิดเห็นสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่ในหน้า หนังสือพิมพ์ปรากฏเป็นระยะๆอยู่ตลอดมา

นายปรีดี พนมยงค์ สมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎรก็ยอมรับว่า เมื่อเขากลับมาจากฝรั่งเศสในปี 2470 ชมรุ่นหนุ่มสมัยนั้นที่ไม่เคยออกไปเห็นระบบ ประชาธิปไตยในต่างประเทศต่างก็มีความตื่นตัวต้องการเปลี่ยนแปลงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะอิทธิพลที่ เขาได้รับจากสื่อมวลชนที่มีลักษณะก้าวหน้าในสมัยนั้น

2. ความคิดในการเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือคำที่ใช้กันในสมัยแรกว่า “ราชาธิปไตยอำนาจจำกัด” ทั้งของผู้ก่อการ และปัญญาชนนอกวงการ (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่นักเรียนนอก) ไม่ใช่การลอกเลียนหรือหยิบยืมความคิดประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาจากตะวันตกทั้งดุ้น อย่างที่ นักเขียนประวัติศาสตร์บางสำนัก มักใช้เป็นข้ออ้างในการวิจารณ์โจมตีการยึดอำนาจการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากเป็นความคิดที่เกิดจากสภาพการณ์ทาง เศรษฐกิจการเมืองของสังคมไทย ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความล้าหลังของระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในขณะนั้นด้วย ไม่ว่าจะใน เรื่องการใช้อภิสิทธิ์ ถือยศถือศักดิ์ การเล่นำพรรคเล่นพวก การบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ การไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ฯลฯ

จริงอยู่ที่ตะวันตกก็มีอิทธิพลในเรื่องนี้อยู่มาก อิทธิพลที่สำคัญคือ ผลของการขยายตัวของเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ซึ่งบีบบังคับให้ประเทศสยามต้องติดต่อ คบค้ากับตะวันตกต้องปฏิรูปบริหารราชการ กฏหมาย การศึกษา ฯลฯ ให้ทันสมัย ซึ่งมีผลโดยปริยายให้ประชาชนรับรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมือง การปกครอง ของประเทศตะวันตกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ใช่เรื่องของการลอกเลียนหรือหยิบยืมความคิดตะวันตกแบบชิงสุกก่อนห่าม หากเป็นผลของการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงของสังคม (ทุนนิยม) โลก

3. ถึงแม้ว่าผู้ก่อการ และผู้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง 2475 บางคนหรือส่วนใหญ่ก็ตาม คงมีเป้าหมายในการลดทอนอำนาจพวกเจ้า เพื่อที่กลุ่มพวกตนจะได้ มีโอกาสก้าวขึ้นไปมีอำนาจและความรับผิดชอบในการบริหารบ้านเมืองได้มากขึ้น ผสมอยู่กับแนวคิดประชาธิปไตย แบบอุดมคติด้วย แต่กล่าวถึงกระแส ความคิดใหญ่แล้วน่าจะเป็นกระแสความคิดแบบชาตินิยม ต้องการจัดระบบการเมือง และการบริหารราชการให้ทันสมัย พัฒนาประเทศให้เจริญเพื่อที่ประเทศ จะได้ไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นหรือต้องอยู่ในสภาพเสียเปรียบชาติที่เจริญแล้วเป็นสำคัญ

ในการโค้นล้มระบอบเก่าลง ก็จำเป็นต้องอ้างความดีงามของระบอบใหม่ คือ ประชาธิปไตยเป็นหลัก แต่จริงๆแล้วปัญญาชนที่ก่อการและสนับสนุนการเปลี่ยน การปกครอง อาจจะมองว่า ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเป็นอาวุธในการริดรอนอำนาจของฝ่ายเก่าที่เขาเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง และ เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การสร้างชาติให้ทัดเทียมอารยประเทศ มากกว่าที่จะมองว่าประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายหรือจุดหมายให้ตัวเอง

ดังนั้น ถ้าหากพวกเราซึ่งเป็นคนรุ่นหลังพิจารณาในแง่นี้ด้วย แทนที่จะพิจารณาแต่ว่าคณะราษฎรหรือคนรุ่นผู้ก่อการ 2475 มีอุดมคติจริงหรือไม่จริง และสร้าง ประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่จริง หากดูว่าพวกเขาพยายามสร้างชาติให้ทันสมัยในทัศนะของพวกเขาในเวลานั้นมากน้อยแค่ไหน เราจะพบว่า คนรุ่นผู้ก่อการ 2475 ได้พยายามและทำได้มากพอสมควรในเรื่องการปรับปรุงตัวบทกฏหมาย สนธิสัญญา ในเรื่องการจัดระเบียบงบประมาณการคลัง เรื่องการบริหารราชการ การศึกษา ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ จนทำให้ประเทศมีเอกราชทางการศาล ลดการเสียเปรียบต่างชาติลง และเปลี่ยนการปกครองแบบอำนาจสูงสุดอยู่ ในมือคนๆเดียว เป็นการบริหารราชการที่มีระเบียบแบบแผน และถูกกำหนดโดยรัฐบาลและข้าราชการมากขึ้น กระจายการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ที่ เคยอยู่ในมือคนส่วนน้อย ไปสู่ประชาชนจำนวนมากขึ้น เช่นมีการทำงบประมาณแผ่นดิน ที่แยกเป็นส่วนของการบริหารแผ่นดินจริงๆ เป็นครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์ไทย

แม้ผลงานของคนรุ่นผู้ก่อการ 2475 จะมีข้อบกพร่องหรือผลเสียหายบางอย่างตามมาทีหลัง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่กล่าวโดยเปรียบเทียบแล้ว รัฐบาลหลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครองสามารถพัฒนาประเทศให้ทันสมัยได้รวดเร็วกว่ารัฐบาลในระบอบเก่าหลายเท่า ที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่น การขยายการศึกษาชั้น ประถม มัธยมและการตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งสามารถให้การศึกษาแก่คนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในระบอบเก่า (ในช่วงปี 2477 จุฬายังมีนิสิตทั้งมหาวิทยาลัยเพียงราว 500 คน ขณะที่ธรรมศาสตร์เปิดปีแรกรับนักศึกษา 7,000 คน)

4. ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับนักเขียนประวัติศาสตร์บางสำนัก ที่วิจารณ์ผู้ก่อการ 2475 ในแง่ที่ว่า “พวกเขาไปรับความคิดตะวันตกมาอย่างสุกๆดิบๆ หรือรีบยึด อำนาจการเปลี่ยนแปลงแบบชิงสุกก่อนห่าม โดยที่ประชาชนไม่พร้อม ทั้งที่ฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เตรียมที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้ว ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยของไทยต้องลุ่มๆดอนๆ มาถึงทุกวันนี้” ผู้เขียนเห็นว่า จริงๆแล้ว ฝ่าย สมบูรณาญาสิทธิราชย์เพียงแต่เตรียมที่จะให้รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะจำกัดอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น และก็ไม่มีโครงการ ระยะยาวที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาหรือพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงแต่อย่างใด แต่กลับมีแนวคิด ในทางขัดขวางโครงการพัฒนาในลักษณะดังกล่าวภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้วด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้จากพระบรมราชวินิจฉัยของพระ บาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ต่อเค้าโครงเศรษฐกิจที่เสนอโดยนายปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น

ถ้าจะวิจารณ์ข้อจำกัดของปัญญาชนกลุ่มผู้ก่อการ 2475 ก็น่าที่จะวิจารณ์ในแง่ที่ว่า โดยลึกๆแล้ว พวกเขาก็ยังคิดแบบคนชั้นนำในระบบขุนนางแบบไทยๆ มากกว่า นั่นก็คือ พวกเขามีแนวคิดโน้มเอียงว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถทำได้จากเบื้องบนอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างประนีประนอมกับอำนาจและสถาบัน ดั้งเดิมโดยใช้ความชอบธรรมทางด้านกฏหมายและประเพณีเป็นหลัก

ความผิดพลาดของผู้ก่อการ 2475 คือการที่พวกเขากลับไปประนีประนอมกับเจ้าและขุนนางในระบอบเก่า พวกเขาไม่ใช่นักเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคน แม้จะคิดว่าการกระทำของตนเป็นอภิวัฒน์ (หรือปฏิวัติซึ่งเป็นคำนิยมใช้มากกว่าในปัจจุบัน) แต่พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ได้รื้อแม้ แต่ระบบราชการเพื่อปูพื้นฐานการปกครองท้องถิ่นโดยตนเองของราษฎร แต่กลับสร้างให้ระบบราชการใหญ่โตขึ้นตามลำดับ

ผู้ก่อการปีกที่ก้าวหน้าอาจจะเห็นใจหรือหวังดีต่อประชาชนชั้นล่าง แต่โดยลึกๆแล้วเขาก็ยังเป็นชนชั้นนำที่มองเห็นว่า ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงจากเบื้อง บนได้ พวกเขาไม่ได้นับถือประชาชนชั้นล่าง และเปิดให้ประชาชนชั้นล่างมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง ไมได้พยายามอย่างมากพอที่จะขยาย ฐานมวลชนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยด้วยการปฏิวัติทางการสึกษาและรูปการจิตสำนึก ตลอดจนกระจายอำนาจการปกครองและการจัดตั้งองค์กรประชาชน อย่างจริงจัง

แม้แต่เค้าโครงการเศรษฐกิจที่เสนอโดยนายปรีดี พนมยงค์ ปัญญาชนที่คิดได้ลึกและก้าวหน้าที่สุดในกลุ่มผู้ก่อการ ซึ่งเป็นการเสนอโครงการพัฒนา เศรษฐกิจสังคมแบบสังคมนิยมและแบบรัฐสวัสดิการ ที่เน้นความเสมอภาคมาก ก็ยังมีลักษณะเชื่อมั่นในระบบข้าราชการ และการเปลี่ยนจากเบื้องบนค่อน ข้างสูง เค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ถ้านำมาใช้ก็คงล้มเหลว และคงจะถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่อย่างมาก

เค้าโครงการเศรษฐกิจถูกล้มตั้งแต่ยังไม่เริ่มทดลองใช้ เพราะชนชั้นสูงรับไม่ได้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการแบบคอมมิวนิสต์ แนวความคิดนโยบายในทาง เศรษฐกิจของรัฐบาลคณะราษฎรในเวลาต่อมาคือความคิดในเชิงชาตินิยม และทุนนิยมโดยรัฐ ที่ให้ประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ แม้นักประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจมักจะอ้างกันว่าการพัฒนาทุนนิยมโดยรัฐที่ค่อนข้างล้มเหลวและไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่นั้น เป็นผลงานของจอมพล ป. ในฐานะ นายกรัฐมนตรี แต่นายปรีดี พนมยงค์ก็เป็นรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลมาเกือบโดยตลอด ตั้งแต่ 2475 ถึง 2490 และไม่ปรากฏว่าเขาแสดงความคิดที่แตกต่าง ไปในเรื่องนี้อย่างชัดเจนนัก

แม้แต่การขยายการศึกษา ซึ่งรัฐบาลคณะราษฎรทำได้มากกว่ารัฐบาลเก่า ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นผลให้คนทั่วไปมีโอกาสได้รับการศึกษามากขึ้นจริง แต่ปรัชญาการศึกษา เนื้อหาหลักสูตรของกระทรวงธรรมการหรือศึกษาธิการ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมมากนัก ระบบความคิดและการจัดองค์กรแบบข้าราชการมีอิทธิพลอยู่สูงมาก ดังนั้นการพัฒนาทางการศึกษาในรอบ 60 ปี ตั้งแต่ 2475 จึงยังคงเป็น การสร้างคนมีการศึกษา มีความรู้ความชำนาญ ให้ไปทำงานในระบบราชการและพัฒนาแบบทุนนิยม มากกว่าเพื่อการสร้างความคิดจิตสำนึกใหม่ที่เน้นเรื่อง ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ ความรับผิดชอบ เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วม มีความพยายามอยู่บ้างช่วงหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครองใหม่ๆ แต่ดูเหมือนจะไม่มีพลังมากพอและไม่มีกลุ่มคนที่จะทำอย่างต่อเนื่อง

วิทยากร เชียงกูล
ปัญญาชน : ชนชั้นนำในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร
ISBN 974-89302-5-2

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

One response to “สมมุติฐาน / ข้อคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

  1. สมชาย ดัดประดิษฐ์

    กุมภาพันธ์ 7, 2009 at 7:00 pm

    การเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475-2500เป็นประชาธิปไตยหรึอไม่

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: