RSS

จิตวิทยา ความฉลาด และความคิดสร้างสรรค์ (บทนำ)

18 มี.ค.

บทนำ

มนุษย์เรารู้อะไรเกี่ยวกับความคิดจิตใจของตัวเราเอง

      มนุษย์เราคิดถึงเรื่องความคิด จิตใจ อารมณ์ ความฉลาดและพฤติกรรมของมนุษย์มาหลายพันปีแล้ว ที่เป็นหลักฐานก็เช่น พระพุทธเจ้า อริสโตเติล และนักคิดยุคโบราณคนอื่นๆ แต่เป็นการคิดแบบคาดคะเนและเป็นการคิดในเชิงปรัชญามากกว่าการศึกษาแบบสังเกตการณ์ ทดลอง เก็บรวบรวมแยกแยะข้อมูล อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีการพัฒนาในรอบ 200 – 300 ปี หลัง

      ความรู้ว่าด้วยความคิดจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์ หรือวิชาจิตวิทยา (Psychology) พัฒนาแยกตัวเองมาจาก 2 สาขาวิชาคือสรีรวิทยา (Physiology)1 และ ปรัชญา (Philosophy)2

 

 

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิชาจิตวิทยา (สมัยใหม่) คือชาวเยอรมันชื่อ Wilhelm Wundt (1832 – 1920) ในปีค.ศ.1879 เขาได้สร้างห้องทดลองเพื่อการศึกษาทางจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย Leipzig และได้เขียนหนังสือชื่อ “หลักการจิตวิทยาในด้านสรีรวิทยา” (Principles of Physiological Psychology) เขายืนยันว่าการศึกษาเรื่องความคิดจิตใจมนุษย์ ควรแยกเป็นสาขาวิชาต่างหาก คือควรจะศึกษาแบบใช้หลักฐานพยานเชิงประจักษ์ (Empirical) ในการพิสูจน์มากกว่าวิชาปรัชญา และควรจะเน้นการศึกษาเรื่องความคิดจิตใจมากกว่าวิชาสรีรวิทยาที่เน้นการศึกษาเรื่องกลไกการทำงานของอวัยวะต่างๆ

      ในปีค.ศ. 1890 William James (1842 – 1910) นักปรัชญาชาวอเมริกันซึ่งเคยเรียนวิชาแพทย์มาก่อน ได้เขียนหนังสือเรื่อง “หลักการวิชาจิตวิทยา” Principles of Psychology เสนอว่า เราควรศึกษาเรื่องการทำงานของความคิดจิตใจเป็นสาขาวิชาต่างหาก เขาได้นำแนวคิดจากทฤษฎีที่เสนอโดยนักประสาทวิทยาสรีรวิทยาชาวอเมริกัน Franz Gall ว่า ความคิดและกระบวนการทางจิตใจทั้งหมดเป็นเรื่องทางชีววิทยา ไปพัฒนาเป็นข้อเสนอที่น่าทึ่งว่า ความคิดจิตใจของเรา ทั้งความหวัง ความรัก ความปรารถนา ความกลัว ฯลฯ ล้วนอยู่ในเนื้อเยื่อสีเทาภายใต้กะโหลกของเรา (สมอง)  การที่นักวิชาการ นักคิดคนอื่นๆในยุคก่อนหน้ามาจาถึงปัจจุบันอธิบายว่า ความคิดเป็นผลผลิตมาจากพลังที่ลึกซึ้งกว่านั้น เช่น จิตวิญญาณ (Soul) เป็นเรื่องเชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) ไม่ใช่เรื่องที่พิสูจน์ได้แบบวิทยาศาสตร์

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์และคนที่คิดต่างจากฟรอยด์

      คนที่สร้างผลงานเขียนทำให้วิชาจิตวิทยาเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้นคือ ซิกมุนด์  ฟรอยด์ (1856 – 1939) แพทย์ชาวออสเตรีย ผู้ศึกษาเน้นทางด้านประสาทวิทยา ประสบการณ์การวิจัยและการทำงานของเขาเกี่ยวกับสรีรวิทยาของสมองและคนไข้ที่ทุกข์ทรมานจากอาการ “ฮิสทีเรีย” ทำให้ฟรอยด์สนใจศึกษาถึงอิทธิพลของจิตใต้สำนึกต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และจุดประกายให้เขาไปศึกษาเรื่องความฝัน ซึ่งเขามองว่าเป็นการสะท้อนของจิตใต้สำนึกของมนุษย์ที่เก็บกดไว้ตั้งแต่วัยเด็ก

      งานของฟรอยด์ส่วนใหญ่ได้มากจากการสังเกตคนไข้ การตีความ และการพิจารณาใคร่ครวญด้วยตนเอง  ไม่ใช่การวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แท้ๆซึ่งในสมัยนั้นยังมีข้อจำกัด ฟรอยด์เป็นนักคิดริเริ่มและเป็นคนเขียนหนังสือเก่ง และการที่เขากล้าเสนอ การเก็บกดและจิตใต้สำนึกในเรื่องเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมยุคนั้นถือเป็นเรื่องต้องห้าม ทำให้หนังสือของเขาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คนหลายคนสนใจเข้ามาศึกษาเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะได้แรงบันดาลใจจากอ่านหนังสือของฟรอยด์

      แม้สิ่งที่ฟรอยด์เสนอหลายอย่างจะถูกพิสูจน์ต่อมาภายหลัง (จากการวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น)ว่าผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่ข้อเสนอของฟรอยด์ซึ่งเน้นเรื่องจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ รวมทั้งวิธีการบำบัดคนไข้สุขภาพจิตแบบที่จิตแพทย์นั่งพูดคุยกับคนไข้ ให้คนไข้ระบายความคิดความเข้าใจของเขาออกมาเพื่อหาความเข้าใจและทางออกร่วมกัน เป็นวิธีการบำบัดที่มีอิทธิพลต่อวงการวิชาจิตวิทยาและจิตเวช นักจิตวิทยารุ่นหลังเขา ถ้าไม่เป็นผู้สนับสนุนก็เป็นผู้คัดค้านฟรอยด์ หรือเป็นพวกฟรอยด์ใหม่(Neo- Freudians) หรือผู้ก้าวข้ามพ้นฟรอยด์ (Post – Freudians)

 นักจิตวิทยาที่เคยร่วมงานกับฟรอยด์เช่น คาร์ล จุง (1875 – 1961) อัลเฟรด แอดเลอร์ (1870 – 1930) แยกตัวมาคัดค้านฟรอยด์ในแง่ที่ว่าฟรอยด์เน้นเรื่องจิตใต้สำนึกเก็บกดเรื่องเพศมากไป แต่พวกเขาเห็นด้วยในแง่ที่ว่าจิตใต้สำนึกเรื่องอื่นๆ เช่น จิตสำนึกรวมหมู่3 (Collective Unconscious) ซึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการของมนุษย์ในฐานะสัตว์สังคม (คาร์ล จุง) และจิตใต้สำนึกในการมุ่งสร้างสิ่งที่ดีขึ้นเพื่อชดเชยสิ่งที่เป็นที่ต้องการขาดแคลนตั้งแต่วัยเด็ก (แอดเลอร์) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์

สำนักพฤติกรรมนิยม

      กลุ่มที่คัดค้านทฤษฎีฟรอยด์อย่างเด่นชัดมากที่สุดคือสำนักพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ซึ่งได้แนวคิดจากการทดลองเกี่ยวกับพฤติกรรมสุนัข ของอิวาน พาฟลอพ (1849 – 1936) ผู้พบว่า พฤติกรรมของสุนัขเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายนอก เช่นเรื่องการได้รับรางวัลและการลงโทษ

      ผู้นำของสำนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม คือ John B. Watson (1878 – 1958) และคนอื่นๆซึ่งพัฒนาแนวคิดสำนักนี้ตั้งแต่ต้นคริสตวรรษที่ 20 ส่วนหนึ่งมาจากปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยที่ทฤษฎีของ ฟรอยด์ใช้การคิดใคร่ครวญด้วยตนเอง และมีลักษณะอัตวิสัย รวมทั้งเน้นจิตใต้สำนึกจากประสบการณ์วัยเด็กมากไป นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมเสนอว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองต่อแรงกระตุ้น เงื่อนไขต่างๆที่มนุษย์ได้รับพฤติกรรมเป็นเรื่องที่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรงและตรวจสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับประสบการณ์ภายในจิตใจที่ไม่สามารถตรวจสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้

 B.F. Skinner (1904 – 1990) ผู้เผยแพร่คนสำคัญของสำนักพฤติกรรมนิยม ได้เสนอว่า แนวคิดที่ว่ามนุษย์เราเป็นอิสระและแสดงพฤติกรรมตามแรงจูงใจจากภายในจิตใจนั้นเป็นเรื่องมายาคติแบบโรแมนติก ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่แท้จริง แทนที่เราจะค้นหามีอะไรอยู่ในหัวสมองของคนที่ทำให้มีพฤติกรรมอย่างไร เราควรจะศึกษาให้รู้ว่า มีสถานการณ์อะไรที่ทำให้เขามีพฤติกรรมเช่นนั้น เขาเสนอว่า สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเป็นอยู่ และเราเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการกระทำของเรา ตามที่เราเรียนรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีต่อการอยู่รอดของเรา ถ้าหากเราต้องการสร้างโลกที่ดีขึ้น เราจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนมีพฤติกรรมสร้างสรรค์และมีจริยธรรมมากขึ้น นั่นก็คือเราควรส่งเสริมการให้รางวัลการทำดีและพฤติกรรมการทำเพื่อส่วนรวม  แทนที่จะให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมแบบอื่นๆ

      จิตวิทยาสำนักพฤติกรรมนิยม มีอิทธิพลโดดเด่นในช่วงปีค.ศ. 1900 – 1950 ส่วนหนึ่งเพราะมีการนำแนวคิดของสำนักนี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานที่ทำงานอย่างได้ผล โดยเฉพาะในวงการโฆษณาสินค้าและวงการทหาร จนกระทั่งในคริสต์ทศวรรษ 1960 จึงมีนักวิชาการเช่น Noam Chomsky (1928 – ) และ Albert Bandura (1925- ) ขึ้นมาคัดค้านว่า ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมีจุดอ่อนที่เน้นการมองเงื่อนไขปัจจัยภายนอกด้านเดียวมากเกินไป ทั้งๆที่บทบาทของความคิดจิตใจก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้

      นักจิตวิทยาแนวเอกซิสเตนเชียลลิสม์ – มนุษยนิยม  (Existentiaist – Humanistic Psychology)

      แนวคิดนี้เกิดขึ้นในทศวรรษ 1950 โดยได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเอกซิสเทนเชียลลิสม์4และเป็นปฏิกิริยาต่อทฤษฎีพฤติกรรมนิยมและจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ นักจิตวิทยาแนวนี้เสนอให้พิจารณาความเป็นคนทั้งหมด ไม่ใช่แค่บุคลิกภาพหรือส่วนที่มีบทบาทในการเรียนรู้เป็นส่วนๆ

      Abraham Maslow (1908 – 1970) เสนอเรื่อง มนุษย์เรามีความต้องการจำเป็นหลายขั้น ตั้งแต่ขั้นต่ำสุดคือความต้องการทางร่างกาย ไปถึงขั้นสูงสุดขั้นที่ 5 คือ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ด้วยตนเอง (Self Actualized Person) ซึ่งเขาเห็นว่าจะทำให้คนมีสุขภาพจิตที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์และช่วยสร้างโลกที่ดีขึ้น

      Carl Rogers (1902-1987) เสนอให้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมมนุษย์เรียนรู้จักตนเอง เห็นความสำคัญของตัวเอง และร่วมแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เขาเป็นผู้เริ่มการบำบัดทางจิตแบบให้ถือคนไข้เป็นศูนย์กลาง

      ขณะที่ Fritz Pearl มีส่วนร่วมพัฒนาการบำบัดทางจิตแบบองค์รวม (Gestalt Therapy) สำนักจิตวิทยาแบบ Gestalt มองว่าสมองของมนุษย์เราไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับข้อมูลจากสิ่งกระตุ้นภายนอกอย่างเงียบๆ แต่เป็นผู้จัดแจงวางโครงสร้างข้อมูลทั้งหมดเพื่อจะตีความหมายออกมา

สำนักจิตวิทยาการรู้คิด (Cognitive) และจิตวิทยาแนวบวก

      ในทศวรรษ 1960 นักจิตวิทยากลุ่ม จิตวิทยาการรู้คิด5 (Cognitive Psychology) ได้ใช้แนวทางศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับสำนักคิดพฤติกรรมนิยม แต่กลับไปพิจารณาคำถามเดิมว่า พฤติกรรมของมนุษย์เริ่มมาจากภายในสมองได้อย่างไรด้วย พวกเขามองว่า ระหว่างทางการกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกถึงการตอบสนองทางพฤติกรรมของคนเรา ต้องมีกระบวนการบางอย่างเกิดขึ้นภายในสมองของเราก่อน นักวิจัยสำนัก Cognitive ได้เปิดเผยให้เห็นว่า ความคิดจิตใจของมนุษย์คือการประมวลการรับรู้ข้อมูลและเครื่องแปลที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างแบบแผนและการรับรู้ต่อโลกที่อยู่ภายนอกเรา เป็นผู้กำหนดแผนที่ของความจริงตามที่เราแต่ละคนรับรู้

      งานวิจัยเหล่านี้ทำให้จิตแพทย์แนว Cognitive เช่น Aaron Becker, David D.Burns และ Albert Ellis ใช้วิธีการบำบัดคนมีปัญหาทางจิตใจโดยแนวคิดว่า ความคิด (Thoughts) ของคนเราเป็นตัวกำหนดอารมณ์ (Emotions) ของเรา ไม่ใช่ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดของเรา เช่น การคิดในทางบวกอย่างสมจริง การคิดในทางสร้างสรรค์ เราะจะสามารถลดปัญหาความซึมเศร้าหรือสามารถควบคุมพฤติกรรมของเราได้ดียิ่งขึ้น ในปัจจุบันจิตแพทย์ส่วนใหญ่ใช้แนวคิด Cognitive Therapy ในการบำบัดคนไข้แทนที่แนวจิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์

      แนวคิดที่พัฒนาต่อจาก จิตวิทยาการรู้คิด Cognitive Psychology คือ จิตวิทยาแนวบวก – Positive Psychology ซึ่งพยายามเปลี่ยนทิศทางของวิชาจิตวิทยาซึ่งที่ผ่านมาเน้นแต่เรื่องปัญหาความป่วยไข้ทางจิต มาศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรทำให้คนมีความสุข มองโลกในแง่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์ในทางบวก

      นักจิตวิทยาผู้ริเริ่มเสนอแนวคิดนี้ คือ M.E.P Seligman ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Authentic Happiness: Using the New Positive Psychology to Realize Your Potential for Lasting Fulfilment (2002) สำนักจิตวิทยาแนวบวกคัดค้านจิตวิทยาสำนักพฤติกรรมนิยม ที่เน้นเรื่องอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก (การลงโทษและการให้รางวัล) และไม่ยอมรับความสามารถของมนุษย์เราในการเป็นฝ่ายเลือกด้วยตัวเขาเอง และคัดค้านสำนักจิตวิเคราะห์ที่เน้นเรื่องผลกระทบทางลบในวัยเด็กมากเกินไป ขณะเดียวกันก็เห็นต่างจากสำนักจิตวิทยา Cognitive Psychology ว่าสำนักนั้นเน้นเรื่องความคิดเป็นตัวกำหนดอารมณ์แบบสุดโต่งด้านเดียว สำนักจิตวิทยาทางบวกเสนอว่า ทั้งความคิดและอารมณ์ต่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน

สำนักจิตวิทยาวิพากษ์ (Critical Psychology)

      เป็นสำนักจิตวิทยาของนักจิตวิทยากลุ่มก้าวหน้าริเริ่มโดยนักจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมันในทศวรรษ 1970 พวกเขาวิจารณ์จิตวิทยากระแสหลักว่า ศึกษาและหาทางพัฒนาเรื่องจิตใจมนุษย์แบบปัจเจกชนด้านเดียว หลีกเลี่ยงการมองว่าสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองมีอิทธิพลสำคัญต่อความคิดจิตใจของปัจเจกชนในสังคมต่างๆในยุคต่างๆและเป็นตัวการกำหนดความคิดจิตใจของคนรวมทั้งเรื่องความคับข้องใจและปัญหาสุขภาพจิตด้วย พวกเขาเห็นว่าการศึกษาวิชาจิตวิทยาที่จะเข้าใจชีวิตและสังคมได้อย่างแท้จริง ต้องศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ที่มีผลกระทบต่อความคิดจิตใจของคนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน อย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม คือต้องมองไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่ระบบสังคมหรือสภาพแวดล้อมทั้งหมดด้วย ไม่ใช่มุ่งเปลี่ยนแปลงที่ความคิดจิตใจของปัจเจกชนด้านเดียว

สำนักจิตวิทยาที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ (Relation Psychology)

      แนวคิดของนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งในเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐฯ ที่เสนอแนวคิดจิตวิทยาของผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับมิติการมองเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ในครอบครัวและสังคมแบบองค์รวมมากกว่าการเน้นเรื่องปัจเจกชนแบบแยกส่วนของจิตวิทยากระแสหลักที่ครอบงำด้วยกรอบความคิดแบบผู้ชายเป็นใหญ่และระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เน้นการแข่งขันเอาชนะแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา

สรุปภาพรวมและแนวโน้ม

      ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมามีความก้าวหน้าในการวิจัยเรื่องการทำงานของสมองมนุษย์กันมากขึ้น เราได้รู้ว่าการทำงานร่วมกันของเซลล์ประสาทที่เชื่อมโยงกันและมีปฏิกิริยาทางเคมีและไฟฟ้าต่อกันและกันในส่วนต่างๆของสมองของมนุษย์เราของคนแต่ละคนนั้น มีผลต่อพฤติกรรมหรือการกระทำของคนเราอย่างยืนยันได้จริง แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมาก ความรู้เรื่องสมองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เราเปรียบเทียบกับความรู้ด้านอื่นๆยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก นั่นก็คือเรายังไม่สามารถก้าวไปถึงขั้นที่จะตอบคำถามที่ลึกซึ้ง เช่น ธรรมชาติของจิตสำนึก เจตจำนงเสรี การสร้างความจำ ประสบการณ์และการควบคุมอารมณ์ได้

      กล่าวโดยรวม แม้มนุษย์จะก้าวมาไกลในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหลายสาขา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มุ่งไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการมาสนองความต้องการทางกายภาพของมนุษย์มากกว่าการพัฒนาทางด้านความคิดจิตใจ โดยเปรียบเทียบแล้ว มนุษย์เรายังสนใจและรู้จักเรื่องของตัวเองโดยเฉพาะเรื่องความคิดจิตใจและพฤติกรรมน้อยมาก แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีว่าในคณะภาควิชาจิตวิทยาและสาขาเกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัยที่ก้าวหน้าหลายแห่งในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม มีนักวิชาการที่กล้าคิดกล้าวิจัยนอกกรอบจิตวิทยาแบบดั้งเดิม และมีพัฒนาการศึกษาเรื่องนี้อย่างมีมุมมองของสาขาวิชาอื่นๆและนักคิดสำนักต่างๆอย่างรอบด้านเพิ่มขึ้น

      อาจเป็นไปได้ว่าในอนาคต วิชาจิตวิทยาอาจจะพัฒนาเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บนความรู้เรื่องสมองและเรื่องทางชีววิทยา รวมทั้งพันธุศาสตร์เพิ่มขึ้น และในอีกด้านหนึ่งก็มีการผสมผสานความรู้สาขาอื่น เช่นสังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยา ฯลฯ มาพัฒนาวิชาความรู้แบบข้ามสาขาที่จะช่วยให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่มีหลายมิติอย่างซับซ้อนมากขึ้น น่าเสียดายที่นักวิชาการด้านจิตวิทยาของไทยยังมีน้อยเกินไป และที่มีอยู่ก็ยังคิดและทำงานในกรอบกระแสหลักแบบเก่ามากเกินไป  เราควรช่วยกันกระตุ้นความสนใจในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนและกว้างขวาง

“เรารู้ว่าหนังสือไม่ใช่วิธีการที่จะให้คนอื่นมาคิดแทนเรา: ในทางตรงข้าม มันคือเครื่องมือที่กระตุ้นให้เราคิดได้ไกลมากยิ่งขึ้น”

อัมเบอร์โต อีโค

นักเขียนนวนิยายชาวอิตาลี

 

 

Advertisements
 

2 responses to “จิตวิทยา ความฉลาด และความคิดสร้างสรรค์ (บทนำ)

  1. รีสอร์ทเชียงใหม่

    กุมภาพันธ์ 27, 2010 at 10:35 am

    ชาวอิตาลีคิดลึกซึ้งมากครับ

     
  2. Cho

    มีนาคม 12, 2011 at 10:33 pm

    อ่านแล้วได้มุมมอง ข้อคิด ความรู้ ใหม่ๆ
    มีข่าวดีๆเอามาอีกนะครับจะติดตาม

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: