RSS

ช่วงที่ผมไป “หาความหมาย” ที่ธรรมศาสตร์

28 มี.ค.

    วิทยากร เชียงกูล
ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย”

ผมเรียนธรรมศาสตร์ ช่วง ปี 2508-2512 ในคณะเศรษฐศาสตร์ ก่อนที่ผมจะเลือกว่าจะเรียนต่อที่ไหนดีนั้น ผมรู้จักมหาวิทยาลัยต่างๆน้อยมาก การศึกษามัธยมในสมัยนั้นไม่มีการแนะแนวเรียนต่อ ขนาดผมอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ทันสมัยโรงเรียนหนึ่งในกรุงเทพฯ ผมก็รู้เพียงแต่ว่ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง คือ จุฬ่า และธรรมศาสตร์  แต่ก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยสมัยนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีชื่อเสียงทางวิชาการ หรืออย่างน้อยก็ไม่มีข่าวคราวทางด้านวิชาการ สิ่งที่คนรู้จักเกี่ยวกับจุฬา และธรรมศาสตร์มากที่สุด คือ งานฟุตบอลประเพณี เพราะเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์มากจริงๆ

ตอนนั้น ผมได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับธรรมศาสตร์อยู่บ้าง เข้าใจเอาว่าธรรมศาสตร์คงจะเป็นสถาบันที่เสรีนิยม และเปิดกว้างสำหรับลูกหลานคนธรรมดามากกว่าที่จุฬา แม้ว่าตอนนั้นธรรมศาสตร์ก็ได้เปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยเปิด มาเป็นมหาวิทยาลัยปิด คือ ต้องมีการสอบแข่งขันเข้าเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ และค่าบำรุงก็ได้เพิ่มจากปีละ 40 บาท มาเป็นปีละ 400 บาท ซึ่งต่ำกว่าที่จุฬาไม่มากนักก็ตาม  แต่ผมก็ยังเลือกธรรมศาสตร์เป็นอันดับหนึ่ง อาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นผมตั้งใจที่จะเรียนเศรษฐศาสตร์ ซึ่งที่จุฬาฯยังไม่ได้ตั้งเป็นคณะ เป็นเพียงภาควิชาในคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดูคณะเศรษฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์จะน่าสนใจกว่า

ที่จริง ผมก็ไม่ใช่ว่าจะรู้จักคณะเศรษฐศาสตร์หรือวิชาเศรษฐศาสตร์เท่าไรนัก ผมเกิดสนใจวิชานี้เพราะได้อ่านหนังสือเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ของ เจริญ ไชยชนะ ที่ห้องสมุดโรงเรียนสวนกุหลาบ คิดว่าเป็นวิชาที่น่าสนใจในแง่การคิดหาวิธีใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่ท้าทายสติปัญญาและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ตอนนั้นผมเป็นหนอนหนังสือ เป็นคนที่ใฝ่การเรียนรู้แล้ว และเริ่มมีอุดมคติเกี่ยวกับประเทศชาติและสังคมอยู่รางๆ ผมยังไม่ได้คิดเรื่องอาชีพว่าจบแล้วจะไปทำอะไรอย่างจริงจัง เคยฝันว่าอยากเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ อย่างวิสูตร ศุภลักษณ์ ในละครแห่งชีวิต ของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง แต่ยังไม่ได้คิดอย่างจริงจัง และลังเลที่จะเลือกเรียนอักษรศาสตร์ เพราะไม่อยากเป็นครู หรือวารสารศาสตร์ เพราะคิดว่าน่าจะเรียนรู้จากประสบการณ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องไปเรียนเพื่อเป็นนักหนังสือพิมพ์โดยตรง

ผมสอบเข้าธรรมศาสตร์ได้อย่างตั้งใจ แถมยังได้ทุนเรียนดีภูมิพลปีละ 3,000 บาท ซึ่งช่วยให้ผมพึ่งเงินของแม่น้อยลง สมัยนั้นค่าใช้จ่ายในการเรียนมหาวิทยาลัย รวมทั้งค่ากินอยู่ยังไม่ค่อยสูงนัก อย่างผมซึ่งมีบ้านอยู่ฝั่งธนฯ มาเช้าเย็นกลับใช้เงินสักประมาณเดือนละ 400-450 บาทเท่านั้น คนที่ใช้เงินประหยัดกว่าผมก็ยังมี อย่างพวกที่มาจากต่างจังหวัด มาอาศัยวัดมหาธาตุและวัดอื่นๆอยู่ก็มีอยู่มากพอสมควร ถ้าเปรียบเทียบกับจุฬา นักศึกษาธรรมศาสตร์ในสมัยนั้นยังมีส่วนที่มาจากครอบครัวยากจนเป็นสัดส่วนมากกว่าที่จุฬา

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยโดยส่วนรวมแล้ว นักศึกษามักมาจากครอบครัวร่ำรวยหรือฐานะปานกลาง การที่ธรรมศาสตร์ได้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยปิด ตั้งแต่สมัยเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ถนอม ทำให้คนจนถูกกีดกันออกไปจากธรรมศาสตร์ซึ่งเคยเป็นตลาดวิชาที่ใครๆมาสมัครเรียนไปไม่น้อย

หลังจากที่ได้เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยปิด ซึ่งรับนักศึกษาจำนวนจำกัด ธรรมศาสตร์ได้ตั้งคณะศิลปศาสตร์ และเปลี่ยนหลักสูตร ให้นักศึกษาปีหนึ่งของทุกคณะ ต้องมาเรียนวิชาพื้นฐานรวมกันที่คณะศิลปศาสตร์ 1 ปี นักศึกษาทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นชั้นเล็กๆ ชั้นละ 30-40 คน ตามลำดับคะแนนภาษาอังกฤษตอนสอบเข้า ทำให้นักศึกษาปีหนึ่งมีโอกาสรู้จักเพื่อนต่างคณะซึ่งเป็นการทำลายความหลงสี หลงคณะของคนในสมัยนั้นไปได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนักศึกษาปีหนึ่งจากทุกคณะมีเป็นพันๆคน การเรียนวิชาบังคับพื้นฐานหลายวิชาจึงเป็นการเรียนรวมกันในห้องใหญ่โดยใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ไม่ต้องเห็นหน้าอาจารย์ เห็นแต่หน้าในจอโทรทัศน์ ไม่ต้องมีการซักถาม อภิปราย ได้แต่ฟัง และจดตาม หรือหลับ

ปรัชญาของการให้นักศึกษาทุกคณะได้เรียนวิชาพื้นฐานทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ 1 ปี ก่อนที่จะเรียนแบบแยกสาขาวิชาชีพเป็นปรัชญาที่เข้าท่ามาก ชื่อวิชาหลายชื่อก็น่าสนใจ เช่น ปรัชญาการเมือง มนุษย์ในวรรณกรรม ฯลฯ แต่เนื้อหาและวิธีการสอนคงเป็นการให้ความรู้ทั่วไปแบบความรู้เพื่อความรู้ เป็นการเรียนที่ยังคงต้องอาศัยการจดเลกเชอร์ การท่องจำแบบเดียวกับชั้นมัธยมนั่นเอง วิชาที่เรียน ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ซ้ำกับชั้นมัธยม เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ผมจึงค่อนข้างผิดหวังจากมหาวิทยาลัย เพราะเคยคาดหมายว่าจะเป็นแหล่งของการแสวงหาพุทธิปัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่โรงเรียน อย่างนิตยสาร เจ็ดสถาบัน ที่นักศึกษาจากธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และที่อื่นๆ ทำกันขึ้นมาในปี 2508 ผมได้อ่านก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้ผมคาดหมายว่าในมหาวิทยาลัยคงเป็นที่ที่คนสนใจเรื่องการแสวงหาปัญหา การเข้าใจชีวิตกับสังคมกันอยู่มากพอสมควร แต่จริงๆแล้วผมได้พบว่า คนเหล่านั้นเป็นคนกลุ่มน้อยมากจริงๆ คนส่วนใหญ่ก็คือ เด็กไม่รู้จักโตที่เข้าห้องเลกเชอร์ตามหน้าที่ และใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ เท่านั้นเอง เหมือนกับเพลงของมหาวิทยาลัยเพลงหนึ่งที่ว่า “ใช้วัยชีวาสำราญเริงร่าทุกวัน”

    ยิ่งคณบดีศิลปศาสตร์ในสมัยนั้น เรียกร้องให้นักศึกษาชายปีหนึ่งต้องแต่งเครื่องแบบ และผูกเนคไท ยิ่งทำให้ผมเกิดสภาพแปลกแยกมากขึ้น เพราะผมไม่เห็นว่าการผูกเนคไทตามแบบฝรั่งในบ้านเมืองที่อากาศร้อนอย่างของเร าจะเกี่ยวกับการแสวงหาพุทธิปัญญาที่ตรงไหน อย่างการเช็กชื่อว่าใครเข้าเรียนหรือไม่ก็เช่นกัน ผมคิดว่าเป็นการบีบบังคับ ปฏิบัติต่อเราแบบเด็กๆ  มากกว่าที่จะให้เรามีเสรีภาพความรับผิดชอบในการเลือกเรียนรู้เอง อย่างไรก็ตาม กล่าวโดยส่วนรวมแล้ว การเรียนศิลปศาสตร์ 1 ปี ก็มีวิชาที่น่าสนใจอยู่บ้าง เช่น ดนตรี ปรัชญา ทำให้เรารู้จักวิชาต่างๆ เห็นช่องทางที่จะไปหาหนังสือในสาขาวิชาต่างๆ อ่านมากขึ้น อย่างหนังสืออ่านนอกเวลาในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง เดอะเพิร์ล ของ  จอห์น สไตนเบ็ค ช่วยให้ผมกล้าและสนใจที่จะอ่านนิยายของนักเขียนฝรั่งมากขึ้น (สมัยนั้นนักศึกษามีพื้นฐานความรู้ภาษาอังกฤษต่ำเป็นส่วนใหญ่) ทำให้ผมไปติดตามอ่านงานชิ้นอื่นๆของ สไตนเบ็ค และคนอื่นๆอย่างจริงจังในเวลาต่อมา ในสมัยนั้นหนังสือภาษาไทย หนังสือแปลดีๆมีน้อย อ่านไม่กี่เดือนก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้อ่านแล้ว (หมายถึงพวกนิยาย) การหัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษจึงเป็นการเปิดโลกของผมให้กว้างขึ้น
พอขึ้นปีที่สอง ผมก็ย้ายไปเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นอยู่บริเวณตึกโดมที่เชื่อมมาถึงตรงที่เขารื้อไปทำอาคารอเนกประสงค์ในปัจจุบัน ตอนนั้นคณะเศรษฐศาสตร์รับนักศึกษาปีละกว่าสองร้อยคน อาจารย์ประจำมีน้อยมาก ต้องพึ่งอาจารย์จากภายนอกมหาวิทยาลัยเยอะ การเรียนส่วนใหญ่เรียนรวมกันในห้องโถงที่มีเสาอยู่กลางห้องด้วย ถ้าใครได้ที่นั่งแถวหลังเสา ก็มองไม่เห็นหน้าอาจารย์ คนมักจะไปจองที่นั่งหน้าๆ เพราะฟังได้ชัดกว่าและมีสมาธิดีกว่า ตอนนั้นผมพบว่าคำบรรยายส่วนมากเหมือนกับการบอกจด หรือเอาหนังสือมานั่งอ่านให้ฟัง ผมจึงรู้สึกเบื่อหน่ายคิดว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะผมก็สามารถอ่านจากหนังสือเองได้ สมัยนั้นอาจารย์ยังไม่ค่อยเป็นกันเองกับนักศึกษา ดังนั้น ถึงสงสัยอะไร เราก็ไม่ค่อยกล้าถาม ยิ่งเป็นชั้นใหญ่ๆ ที่มีนักศึกษาเป็นร้อย ยิ่งไม่มีใครกล้าถามใหญ่  อาจารย์ไม่ค่อยคาดหมายที่จะให้นักศึกษาถามด้วย สอนจนหมดชั่วโมงแล้วก็เดินออกไป โดยไม่มีการถามว่ามีใครสงสัยอยากถามอะไรไหม

ตอนอยู่เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีการเช็กชื่อแล้ว ผมจึงขาดเรียนไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดเป็นประจำ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเป็นที่ที่ผมชอบใช้ประโยชน์มากที่สุด ตอนนั้นนักศึกษาไม่นิยมเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือกัน ห้องสมุดจึงว่างและเงียบ โดยเฉพาะชั้นหนังสือภาษาอังกฤษแทบไม่มีใครอ่านเลยแม้แต่อาจารย์ หนังสือที่ผมอ่านมากที่สุด คือ หนังสือนิยาย วรรณกรรม นอกนั้นผมก็อ่าน สารคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา นิยายดีๆ ที่ผมได้อ่านก็มีสงครามชีวิต ข้างหลังภาพ ของ ศรีบูรพา ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ แม่ของแมกซิม กอรกี้ และก็เรื่องแปลจำนวนหนึ่ง หนังสือวรรณกรรมเพื่อชีวิตอื่นๆไม่ค่อยได้อ่าน เพราะหนังสือเหล่านั้นกลายเป็นหนังสือต้องห้ามในสมัยเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ไม่มีเหลือมาถึงสมัยผมเป็นนักศึกษา วรรณกรรมที่ดังในสมัยนั้น ก็มีงานของ รงค์ วงษ์สวรรค์, อุษณา เพลิงธรรม, ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว, อาจินต์ ปัญจพรรค์, สุวรรณี สุคนธา, อังคาร กัลยาณพงษ์ นอกจากนั้นผมก็ตามอ่านสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อยู่ แม้จะพบว่าค่อนข้างหนักเกินไปบ้าง

วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกัน เป็นเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกแบบอเมริกันทั้งกระบิ  เศรษฐศาสตร์จึลภาค มหภาค ใช้หนังสือของแซมมวลสันเจ้าเก่า นอกนั้นเราเรียนเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การคลัง เศรษฐศาสตร์แขนงต่างๆ สถิติ บัญชี ฯลฯ กล่าวโดยรวมก็คือ เราเรียนเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจของสหรัฐหรือแบบสหรัฐกันมากกว่าที่จะเรียนเศรษฐกิจประเทศไทย หรือประเทศด้อยพัฒนา ทฤษฎีหลักเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนเป็นทฤษฎีลอยๆไม่ได้มีการประยุกต์มาใช้วิเคราะห์สังคมไทย สิ่งที่เราเรียนจึงเป็นสิ่งค่อนข้างไกลจากชีวิตประจำวัน กลายเป็นเรื่องของความรู้สำเร็จรูป สำหรับการท่องจำ ทำความเข้าใจเพื่อสอบไล่มากกว่า พวกนักศึกษาเองก็เคยชินกับการเรียนแบบจดเลกเชอร์ ไม่คุ้นกับการศึกษาด้วยตนเอง การคิด การตั้งคำถาม การศึกษา จึงเป็นการสื่อสารทางเดียวจากอาจารย์โดยสิ้นเชิง ในสมัยนั้นตำรับตำราหนังสือหนังหาวิชาการที่เป็นภาษาไทยก็มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ต้องอาศัยคำบรรยาย หรือ ตำราเพียงเล่มสองเล่ม นี่เป็นสภาพที่คล้ายๆกันทุกคณะและทุกมหาวิทยาลัย

ตอนนั้น อาจารย์ป๋วยเข้ามาเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ พยายามที่จะแก้ไขการขาดแคลนตำรา และความอ่อนทางด้านวิชาการ ด้วยการติดต่อมูลนิธิฝรั่งเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษ คัดนักศึกษาที่ภาษาอังกฤษดี เรียนบางวิชากับอาจารย์ฝรั่งที่มาจากสหรัฐ ผมเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรภาษาอังกฤษรุ่นแรก

ชั้นเรียนของพวกหลักสูตรภาษาอังกฤษมีเพียง 10 กว่าคน ทำให้เป็นกันเองหน่อย แต่ความรู้ภาษาอังกฤษของพวกเรายังไม่ถึงขั้นจะไปซักถามโต้แย้งได้ ได้แต่พยายามฟัง และตามอ่านหนังสือก็เหนื่อยแล้ว อย่างไรก็ตามการได้เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษดีตรงที่ทำให้ได้ฝึกฝนที่จะอ่านห นังสือภาษาอังกฤษและเนื้อหาสาระของวิชาก็ดูจะกว้างหรือมีมากกว่าวิชาที่สอนก ันเป็นภาษาไทยสมัยนั้น แต่ส่วนใหญ่เหมือนกันกับหลักสูตรภาษาไทยก็คือ หลักสูตรและเนื้อหาลอกมาจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน จึงไม่มีส่วนช่วยให้เราเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจประเทศไทยเท่าไรนัก

สมัยนั้นงานเขียนของนักเศรษฐศาสตร์ไทย นักสังคมศาสตร์โดยทั่วไปมีน้อย มีการพูดถึงลักษณะพิเศษของประเทศด้อยพัฒนาอยู่บ้าง แต่อิทธิพลของนักเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม เช่น ของรอสตาวครอบงำเสียจนเราเข้าใจว่า การพัฒนาก็คือการพัฒนาไล่หลังอเมริกา ญี่ปุ่น เศรษฐศาสตร์ก็คือ เศรษฐศาสตร์แบบอเมริกัน เรา (นักศึกษาสมัยผม) ไม่เคยรู้จักเศรษฐศาสตร์การเมือง ไม่เคยรู้จักเศรษฐศาสตร์สังคมนิยม หนังสือหนังหาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไม่มีให้อ่าน เราเองยังไม่มีความสนใจที่จะเสาะหาอ่าน

มีอาจารย์อเมริกันคนหนึ่งที่สอนประวัติลัทธิเศรษฐกิจ แต่แกวิจารณ์มารกเสียจนดูเป็นคนโง่เง่า  ไม่น่าสนใจ ขนาดจบปี 1 แล้วผมยังไม่รู้สังคมนิยมเป็นอย่างไร ทั้งที่ผลการเรียนของผมก็อยู่ในระดับต้นๆ และผมอ่านหนังสือทั่วไป มากกว่านักศึกษาส่วนใหญ่ในสมัยเดียวกัน แม้กระนั้นก็ตามผมยังไม่ได้สนใจมากพอที่จะศึกษาด้วยตัวเอง เพราะบรรยากาศทางวิชาการในสมัยนั้นไม่ค่อยจะคึกคัก ไม่ค่อยท้าทายเท่าไหร่ ผมจึงอ่านหนังสือพวกวรรณกรรมเสียมากกว่า

    นอกจากการใช้เวลาให้หมดไปกับการเรียนหนังสือ การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดหรือยืมกลับไปอ่านที่บ้านแล้ว ผมก็เข้าร่วมและสร้างกิจกรรมนอกหลักสูตรขึ้นมาหลายอย่าง ผมเคยเขียนกลอน เคยทำหนังสือมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนสวนกุหลาบแล้ว พอผมเข้าธรรมศาสตร์ก็เข้าไปร่วมกิจกรรมแข่งขันกลอนสดกับชุมนุมวรรณศิลป์ ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคที่นักกลอนเฟื่องมาก มีนักกลอนดังๆ อย่างเช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, นิภา บางยี่ขัน, ดวงใจ รวิปรีชา, ทวีสุข ทองถาวร, ชาญชัย ลวิตรังสิมา, ถาวร บุญปวัฒน์ และใครต่อใครอีกหลายคน ชุมนุมวรรณศิลป์นอกจากจะออกหนังสือรายเดือนเล่มบางๆแล้ว ก็มีการจัดแข่งขันกลอนระหว่างสถาบัน ตลอดจนส่งคนไปแข่งขันเขียนกลอนสด แข่งขันทางโทรทัศน์ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น ผมเคยไปแข่งขันกลอนสดในรายการกลอนชาวบ้าน ซึ่งกรรมการจะเป็นคนบอกหัวข้อแล้วให้ผู้แข่งขันแต่งเป็นสักวาหรือดอกสร้อย 1 บท ภายในเวลา 5 นาที กิจกรรมเช่นนี้เป็นการใช้ความคิดอ่านสร้างสรรค์ในระดับหนึ่ง แต่จริงๆแล้วเป็นการใช้ปฏิภาณ และความชำนาญมากกว่าที่จะเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างจริงจัง

ผมมีเพื่อนนักอ่านหนังสือ นักทำหนังสือมาตั้งแต่สมัยอยู่สวนกุหลาบ คือ วินัย อุกฤษณ์ คนแต่งเพลงนกสีเหลืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เราเข้าธรรมศาสตร์พร้อมกันและเริ่มหาพรรคพวก ทำหนังสือกันตั้งแต่เข้าธรรมศาสตร์ปีแรก สมัยนั้นต้นทุนการทำหนังสือค่อนข้างต่ำ ถ้าเราพิมพ์หนังสือขนาดความหนาไม่เกิน 10ยก พิมพ์สัก 1,500 – 2,000 เล่ม ก็จะใช้เงินทุนไม่เกิน 1,500 -1,600 บาท แถมยังเครดิตจากโรงพิมพ์ คือ เอาหนังสือมาขายก่อน จ่ายเงินทีหลังได้ด้วย หนังสือที่เราทำกัน ออกเป็นรายสะดวก 2-3 เดือนต่อเล่ม เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยเพราะ พ.ร.บ.การพิมพ์ตั้งแต่สมัยเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ไม่อนุญาตให้มีการจดทะเบียนหนังสือพิมพ์หรือวารสาร ที่ออกเป็นรายคาบ อย่างหนังสือ เจ็ดสถาบัน ที่ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร, ประพันธ์ ผลเสวก ฯลฯ ทำกัน เข้าใจว่าจะถูกเจ้าพนักงานการพิมพ์เตือน ต้องหยุดทำไปเพราะเรื่องนี้ รวมทั้งคงเป็นเพราะพวกคนทำส่วนใหญ่เรียนจบกันไป จึงไม่มีใครทำต่อด้วย (ในสมัยนั้นวงการหนังสือไม่ค่อยคึกคัก หนังสือปกอ่อนยังไม่มีการพิมพ์กัน จนกระทั่ง อาจินต์ ปัญจพรรค์และโอเดียนสโตร์เปิดศักราชพ็อกเกตบุ๊ก) หนังสือเล่มบางๆที่เราทำกันออกมาขายเล่มละ 1 บาท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้น บทกวี บทวิจารณ์ ปรัชญา วรรณกรรม ขายได้ค่อนข้างดี เพราะเราใช้วิธียืนดักขายหน้าประตู คนส่วนหนึ่งอาจซื้อเพราะเห็นว่า 1 บาท ควักง่ายได้หนังสือ 1 เล่ม ไม่เลวนัก หนังสือที่เราพิมพ์ขายกันแค่ธรรมศาสตร์, จุฬาฯ มักจะหมด ชื่อหนังสือที่ผมจำได้มี อาทิ ธุลี ตะวัน ปัญญา เป็นต้น

    ในสมัยที่ผมเป็นนักศึกษา เป็นสมัยที่บรรยากาศทางการเมืองซบเซา เพราะอำนาจทางการเมืองถูกผูกขาดโดยรัฐบาลทหาร ประชาชนไม่ค่อยมีเสรีภาพในการแสดงออก บรรยากาศนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ แม้ว่าจอมพลสฤษดิ์จะป่วยตายตั้งแต่ก่อนผมเข้ามหาวิทยาลัย 2-3 ปี แต่กลุ่มจอมพลถนอม-ประภาสที่ขึ้นมามีอำนาจต่อ ก็คงดำเนินนโยบายแบบเดียวกัน รัฐธรรมนูญที่รัฐบาลแต่งตั้งคนของตนไปร่างกันมาหลายปี ยังไม่เสร็จจนถึงปี 2512 สมัยที่ผมเป็นนักศึกษาจึงเป็นสมัยของเผด็จการ การเซ็นเซอร์กันทางความคิด การมอมเมาในเรื่องการพัฒนาทางวัตถุ ขนาดพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยก็เป็นพวกอนุรักษ์นิยม หรือถึงเป็นเสรีนิยม แต่ก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาบ้านเมือง หนังสือพิมพ์ก็สนใจข่าวอาชญากรรม ข่าวประกวดนางงาม ข่าวมนุษย์หรือสัตว์ประหลาดอะไรทำนองนี้เสียมากกว่า ในท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้  จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่นักศึกษาซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวร่ำรวยหรือฐานะปานกลางจะไม่ประสีประสา ไม่สนใจการบ้านการเมือง สนใจแต่ความสนุกสนาน เช่น งานสังสรรค์ งานเต้นรำ งานฟุตบอลประเพณี งานแข่งขันกีฬาต่างๆ มีลักษณะเป็นอภิสิทธิชนที่หยิ่งผยองในการได้เป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย แม้ว่าที่ธรรมศาสตร์จะไม่มีประเพณีรับน้องใหม่ ไม่มีระบบอาวุโสเหมือนที่จุฬาฯ แต่ความคิด ความอ่าน วิถีชีวิตของนักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างกันนัก นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ความคิดจิตใจแบบเด็กๆ หลายคนยังบ่นว่า การไม่มีระบบอาวุโส และการรับน้องใหม่ทำให้ขาดความอบอุ่นเมื่อเทียบกับที่จุฬาฯ บางคณะ เช่น รัฐศาสตร์ขึงพยายามสร้างขึ้นมา

ในสภาพเช่นนี้กลุ่มที่สนใจอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ จึงเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆซึ่งไม่ช้าไม่นานเราก็ค่อยๆรู้จักกัน แม้จะต่างรุ่น เช่น สุชาติ สวัสดิ์ศรี, นิคม รายยวา ซึ่งตอนนั้นเรียนจบแล้ว คำรณ คุณะดิลก รุ่นก่อนผมหนึ่งปี รุ่นเดียวกันหรือไล่ๆกันก็มี วินัย อุกฤษณ์, เธียรชัย ลาภานันท์,( นัน บางนรา)  วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์, สำเริง คำพะอุ, ประเสิรฐ จันดำ เป็นต้น  ในสมัยนั้น คนที่เริ่มต้นเขียนหนังสือมักจะหาเวทีลงยาก เพราะเวทีมีน้อย เช่น มี สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ และชาวกรุง ที่เป็นนิตยสารที่ลงเรื่องที่มีเนื้อหาสาระหน่อย แต่วงการหนังสืออาชีพในสมัยนั้นยังมองว่านักศึกษาเป็นเด็กๆ บรรณาธิการไม่ค่อยสนใจ ที่จะอ่านเรื่องของนักเขียนหน้าใหม่อย่างจริงจัง มักจะลงแต่เรื่องของพรรคพวกคน ทางที่นักเขียนหน้าใหม่จะได้เกิดคือ ต้องไปฝากเนื้อฝากตัวกับนักเขียนรุ่นอาวุโสรู้จัก ซึ่งพวกเราไม่ค่อยถนัดที่จะทำเช่นนั้น ดังนั้น เมื่อไม่ค่อยมีที่ลงเราก็ทำหนังสือกันเองได้ กลุ่มนักเขียนนักกลอนที่เริ่มจากแถวธรรมศาสตร์ และต่อมาจะขยายไปยังนักเขียนรุ่นราวคราวเดียวกันจากที่อื่นๆด้วย ภายหลังได้เรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า ชมรมพระจันทร์เสี้ยว

    นอกจากจะเป็นกลุ่มอิสระที่ชอบพบปะพูดคุยกันเรื่องวรรณกรรม การเขียนหนังสือ และทำหนังสือกันออกมาเป็นครั้งคราวแล้ว พวกพระจันทร์เสี้ยวยังได้สมัครและได้รับเลือกเข้าไปเป็นกรรมการชุมนุมวรรณศิลป์ของมหาวิทยาลัยในปี 2511 ด้วย พวกเราจึงได้ปรับปรุงให้หนังสือวรรณศิลป์พิมพ์เรื่องสั้น บทกวีที่สะท้อนสังคมและการวิจารณ์หนังสือ แทนที่จะมีแต่กลอนโรแมนติก หรือเรื่องรักๆใคร่ๆ สนุกสนานเฮฮาเท่านั้น

กิจกรรมอย่างอื่นๆก็มี เช่น การโต้วาที การออกค่ายอาสาสมัคร สมัยนั้นยังไม่มีองค์การนักศึกษาที่เป็นอิสระเหมือนอย่างทุกวันนี้ รัฐบาลและทางฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยคุมเราเหมือนกับเด็กๆ มีสโมสรนักศึกษาซึ่งถูกคุมโดยเจ้าหน้าที่ที่ทางมหาวิทยาลัยแต่งตั้งมา นักศึกษาเป็นได้แค่ประธานชมรมต่างๆซึ่งเป็นชมรมกีฬาประเภทต่างๆ และการบันเทิงเสียร้อยละ 95 ชมรมที่พอจะมีโอกาสแสดงออกก็มี ชมรมวรรณศิลป์ ชมรมปาฐกถาโต้วาที แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว วรรณศิลป์โดยมากชอบกลอนโรแมนติก การแต่งกลอนสดที่ใช้ปฏิภาณ ปาฐกถาโต้วาทีที่ชอบโต้กันในเรื่องสนุกๆ เช่น เรื่องหญิงรักจริงกว่าชาย มากกว่าจะเป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความคิดความอ่านเอาจริงเอาจังกัน ความคิดในเชิงสังคมและการเมืองของนักศึกษาสมัยนั้นมีน้อยมาก แม้แต่กลุ่มที่สนใจอ่านหนังสือหนังหาอย่างพวกพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นพวกที่สนใจแสวงหาความหมายในชีวิตและสังคมมากกว่าการเมือง จริงๆแล้วเรารู้เรื่องการเมืองหรือระบบสังคมน้อยมาก ส่วนใหญ่ของพวกเรา คือ พวกที่มีความคิดในเชิงอุดมคติแบบนักมนุษยธรรม ชอบเสรีภาพมากกว่าการบังคับ ค่อนข้างเป็นพวกเพ้อฝันโรแมนติก เป็นพวกที่เหงาและรู้สึกแปลกแยกในสังคม กลุ่มที่ต่อมาจะเป็นกลุ่มที่แสวงหาปัญญา แสวงหาความเข้าใจสังคมการเมืองมากกว่า คือ กลุ่มปริทัศน์เสวนา ซึ่งมาจากหลายสถาบัน คนกลุ่มนี้เริ่มจากสนใจหนังสือหนังหาเช่นกัน ตอนนั้น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กำลังออกสังคมศาสตร์ปริทัศน์ รายสามเดือน ซึ่งขายไม่สู้ดีนัก เพราะเป็นหนังสือหนัก คนเป็นปัญญาชนก็มีน้อย มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่อ่านอยู่สนใจเขียนเรื่องไปลง ตอนหลังอาจารย์สุลักษณ์จึงเกิดความคิดที่จะทำสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนิสิตนักศึกษา โดยได้ชวนนิสิตนักศึกษาเข้าไปทำ กลุ่มที่ไปร่วมกันทำหนังสือนี้ภายหลังมีการเกาะกลุ่มกัน โดยการเชิญคนที่มีความรู้สาขาต่างๆ เช่น นักเรียนนอกที่พึ่งจบกลับมาพูดคุยเสวนาในเรื่องต่างๆเป็นประจำ กลุ่มนี้จะมีกิจกรรมต่อเนื่องกันอยู่หลายปี และดึงคนที่มีลักษณะเป็นปัญญาชนหรือสนใจในการแสวงหาปัญญาจากสถาบันต่างๆมาได้มาก เพราะในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีบรรยากาศของการเสวนาแลกเปลี่ยนกัน ผมเองก็ได้เรียนรู้ที่กลุ่มนี้ไม่น้อย สถานที่ที่เราใช้พบกันประมาณเดือนละครั้งคือที่โบสถ์เก่าแห่งหนึ่งในวัดบวรนิเวศ ซึ่งอาจารย์สุลักษณ์ขอยืมให้ นอกจากที่นี่แล้วที่มีการจัดกิจกรรมในทำนองคล้ายกันอีกแห่งคือ ที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน สะพานหัวช้าง มีการอภิปรายและสัมมนาเป็นครั้งคราว รวมทั้งยังสนับสนุนงานค่ายอาสาสมัครด้วย

งานค่ายอาสาสมัครพัฒนาชนบทในสมัยนั้น เพิ่งเป็นการเริ่มต้น คงจะได้อิทธิพลมาจากความคิดแบบ พีซคอร์ปอเมริกัน  หรือไม่ก็การพัฒนาทางวัตถุเพื่อเพิ่มรายได้ประชาชาติแบบจอมพลสฤษด์ นักศึกษายังคิดแบบนักสังคมสงเคราะห์ที่คิดว่าตนมีความรู้ดีกว่าชาวบ้าน งานค่ายสมัยนั้นรัฐบาลให้ความร่วมมือมาก เพราะรัฐก็อาศัยนักศึกษาเป็นเครื่องมือโฆษณาด้วย นักศึกษาก็มีทัศนคติที่ดีต่อรัฐยังไม่มีความคิดวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เข้าใจปัญหาชนบท ปัญหาการพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยในสมัยนั้นยังเป็นการศึกษาแบบเน้นเทคนิควิชาชีพ มากกว่าให้นักศึกษารู้จักวิเคราะห์ระบบศรษฐกิจการเมืองสังคม อาจารย์ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่สอนตามตำราฝรั่งเมื่อสิบยี่สิบปีที่แล้ว ความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์เกี่ยวกับสังคมไทยจึงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก นักศึกษาเองก็ไม่ค่อยสนใจอ่านหนังสือ ไม่สนใจศึกษาค้นคว้าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม งานค่ายอาสาสมัครพัฒชนบท มีส่วนทำให้นักศึกษาสัมผัสชนบท ได้เห็นความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท เห็นความยากจนและความล้าหลัง ทำให้บางส่วนของพวกเขาได้ตื่นตัวขึ้นมาทีละน้อย

ดังนั้น ถ้าจะกล่าวถึงภาพโดยรวมแล้ว ในสมัยที่ผมเป็นนักศึกษา ซึ่งคนรุ่นต่อๆมาจะเรียกว่า เป็นยุค “แสวงหา” นั้น จริงๆแล้วคนที่สนใจจะแสวงหา เช่น อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คนที่สนใจตั้งคำถามต่อชีวิตและสังคม สนใจในการอภิปรายเถียงกัน คงไม่มีเกินร้อยละ 5 ของนิสิตนักศึกษาทั่วทั้งประเทศ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้แสวงหาอะไร  นอกไปจากชีวิตอันสนุกสนานของพวกอภิสิทธิชนและปริญญาบัตร คนที่สนใจแสวงหาพุทธิปัญญาหลายคนเริ่มจากความไม่พอใจในสภาพชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งยังคงมีกฏเกณฑ์อย่างที่น่าเบื่อหน่าย ดูไม่มีเหตุผล อย่างเรื่องการบังคับให้นักศึกษาชายปีแรกต้องผูกเนคไท ชีวิตการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการจดและท่องจำแบบนักเรียนชั้นมัธยมสมัยเก่า สภาพที่นักศึกษาส่วนใหญ่ชอบแต่กิจกรรมสนุกสนาน ฟุ่มเฟื่อยเหมือนเด็กๆ กิจกรรมเชียร์เป็นกิจกรรมที่สำคัญ ประธานเชียร์ของมหาวิทยาลัยเป็นคนที่สำคัญมาก เกือบมีฐานะเท่านายกสโมสรหรือประธานนักศึกษา ยิ่งจุฬาฯ และที่อื่นๆ รวมทั้งรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีระบบอาวุโส ระบบว้ากน้องที่แข็งขัน ยิ่งทำให้พวกที่อยากเห็นมหาวิทยาลัยมีเนื้อหาสาระมากกว่านี้ยิ่งผิดหวัง นักศึกษาสมัยนั้นไม่ค่อยต่างจากเด็กวัยรุ่นที่ไร้การศึกษาเท่าไหร่ มีการเล่นการพนัน กินเหล้าเมายา การยกพวกตีกันระหว่างคณะ เพราะความหลงสีของคณะ สภาพเช่นนี้ สภาพที่อาจจะสนุกสำหรับคนที่ไม่คิดอะไรมาก สำหรับคนที่ช่างคิดมันกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ แปลกแยก  สิ่งเหล่านี้ผมได้สะท้อนเอาไว้ในเรื่องสั้นและบทกวีหลายชิ้น ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือที่ออกในมหาวิทยาลัยบางส่วน ภายหลังสภาหน้าโดมได้นำมาตีพิมพ์รวมเล่มเป็นครั้งแรกในปี 2514 นั่นคือหนังสือ “ฉันจึงมาหาความหมาย” ซึ่งต่อมาจะตีพิมพ์อีกหลายครั้ง และเป็นหนังสือที่นักศึกษารุ่นต่อมาบางคนจะต่อว่าผมทีหลังว่า ทำให้วิถีชีวิตเขาต้องพบกับความยุ่งยาก มีปัญหา ขณะที่บางคนก็ขอบคุณผมที่ทำให้เขาเห็นปัญหามากขึ้น แต่สมัยที่ผมเขียนนั้นผมไม่ได้คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย ผมเพียงแต่สะท้อนสิ่งที่ผมรู้สึกอยากระบายออกมาเป็นตัวหนังสือเท่านั้น

ในสมัยที่ผมเป็นนักศึกษา เป็นสมัยที่สงครามอินโดจีนกำลังทวีความเข้มข้นขึ้น แต่นักศึกษาไทยไม่สนใจหรือรู้เรื่องน้อยมากทั้งที่เป็นเรื่องใกล้บ้าน ส่วนหนึ่งเพราะถูกปิดกั้นไม่ได้ข่าวสาร  หนังสือพิมพ์ไม่ค่อยลงข่าวต่างประเทศ อีกส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษา ไม่ส่งเสริมให้คนคิดหรือสนใจปัญหารอบตัว นอกเหนือจากเรื่องที่จะต้องสอบเอาคะแนน ทั้งทัศนะคนไทยโดยทั่วไปก็เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมมาก นักศึกษาก็ไม่ต่างกันนัก ที่จริงก็คือนักศึกษาไม่รู้ ไม่สนใจการเมืองมากกว่า ผมและเพื่อนๆที่สนใจวรรณกรรมหรือปัญหาสังคมยังไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองมากนัก เราได้ข่าวประปรายว่ามีการประท้วงสงครามในประเทศตะวันตก มีคนรุ่นใหม่ที่ประท้วงสังคมบริโภคแบบทุนนิยมใช้ชีวิตเรียบง่ายหันไปหาธรรมชาติ แต่ข่าวเหล่านี้เข้ามาช้า บางทีก็ถูกบิดเบือนว่าเป็นเรื่องของพวกฮิปปี้ ก๊ยที่ติดกัญชา สกปรก และขี้เกียจเท่านั้น ความคิดใหม่ๆจากตะวันตกมักเดินทางมาถึงเมืองไทยช้าเสมอ เมื่อเทียบกับแฟชั่น สินค้าต่างๆซึ่งเข้ามาเร็วมาก อย่างปรัชญาเอ็กซิสเตนเชียลลิสม์ ซึ่งฮือฮาในยุโรปช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เพิ่งเดินทางมาถึงนักศึกษาปัญญาชนไทยบางกลุ่มในช่วงนี้

แนวความคิดที่ก่อตัวขึ้นในหมู่นักศึกษาปัญญาชนในช่วงปี 2508-2512 จึงเป็นความคิดผสมผสานระหว่างแนวคิดแบบเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมแบบรักชาติ อยากให้มีการพัฒนาชาติอย่างเป็นตัวของตัวเองไม่เดินตามก้นมหาอำนาจ ความคิดแบบต่อต้านการคอร์รัปชั่น ความฟุ้งเฟ้อ (การที่หนังสือพิมพ์เปิดโปงเรื่องที่ จอมพลสฤษดิ์มีอนุภรรยานับร้อย และมีมรดกเป็นพันล้านหลังจากการตายของเขาในปี 2506 มีส่วนกระตุ้นให้คนรุ่นผมได้ตระหนักถึงปัญหานี้ไม่น้อย แม้ว่าหนังสือพิมพ์มุ่งจะขายข่าวมากกว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม) ความคิดแบบอยากให้สังคมเป็นประชาธิปไตยมีการกระจายความเจริญไปสู่ชนบท ตอนนั้นยังไม่มีความคิดแบบสังคมนิยมเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย ยิ่งสังคมภายนอกไม่ต้องพูดถึง ปัญญาชนคนสำคัญในสมัยนั้นอย่าง ป๋วย อึ้งภากรณ์ หรือรุ่นที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกไม่นานอย่าง สุลักษณ์ ศิวรักษ์, กมล สมวิเชียร ล้วนเป็นพวกเสรีนิยม ความคิดแบบสังคมนิยมที่เคยเกิดขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปี 2501 ถูกสกัดกั้นโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ขึ้นมามีอำนาจและปราบปรามฝ่ายซ่ายอย่างหนัก

ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสมัยที่ผมเป็นนักศึกษา ไม่มีงานของฝ่ายซ้ายรุ่นเก่าหลงเหลืออยู่ นอกจากนิยายบางเล่ม ไม่มีใครพูดถึงปรีดี พนมยงค์, สุภา ศิริมานนท์, อัศนี พลจันทร์ หรือ จิตร ภูมิศักดิ์ นักศึกษาในสมัยของผมจึงเหมือนกับคนที่เริ่มต้นใหม่ เรียนรู้จากสภาพแวดล้อมประสบการณ์การแสวงหาด้วยตัวเองมากกว่าที่จะได้จากนักคิดก้าวหน้ารุ่นเก่า หรือจากปัญญาชนนักเรียนนอก อย่างที่เคยมีนักวิเคราะห์รุ่นหลังบางคนวิเคราะห์ไว้ หนังสือของนักคิดรุ่นเก่าไม่เป็นที่รู้จักจนกระทั่งกลุ่มสภาหน้าโดมได้พิมพ์ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในราวปี 2514 ขณะที่ปัญญาชนนักเรียนนอกโดยเฉพาะกลุ่มที่เขียนในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ มีส่วนในการนำความคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์แบบพวกเสรีนิยมเข้ามาบ้าง แต่นี่เป็นสิ่งที่มาเสริมมากกว่าจะเป็นกระแสหลัก ในตอนช่วงปี 2508-2512 ปัญญาชนนักเรียนนอกรุ่นใหม่ยังมีบทบาทไม่มาก ช่วง 2512-2516 พวกเขาจะมีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะด้านงานเขียน แต่ในช่วง 2512-2516 นั้น นักศึกษาในประเทศก็เติบโตขึ้นมากพอที่จะแสวงหาด้วยตัวเองได้ด้วยเช่นกัน

ช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาจึงเป็นยุคต้นของนักศึกษากลุ่มน้อยที่สนใจการอ่าน การคิด การเขียน การถกเถียงกันทางปัญญา ยังไม่เกิดกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมือง และขบวนการนักศึกษา จนตั้งแต่ปี 2512 นั่นแหละที่กลุ่มนักแสวงหาจะเติบโตมากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพมีการตั้งกลุ่มอิสระขึ้นมาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนใจปัญหาสังคมการเมืองมากขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยของผมซึ่งสนใจเรื่องวรรณกรรม ชีวิตกับสังคม แบบพวกนักมนุษยธรรมนิยมมากกว่า กลุ่มอิสระที่ตั้งในระยะนี้มีอาทิ สภาหน้าโดม, กลุ่มโซตัสใหม่ที่จุฬา กลุ่มสภากาแฟที่เกษตร , วลัญชทัศน์ที่เชียงใหม่ , กลุ่มสังเกตการณ์เลือกตั้งในปี 2512 ในช่วงปี 2512-2516 วงการหนังสือก็คึกคักขึ้นอย่าง สังคมศาสตร์ปริทัศน์ เปลี่ยนจากรายสามเดือนมาเป็นรายเดือนและวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมการเมืองมากขึ้น  นอกจากนั้นก็ยังมี ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชนรายปักษ์, แนวร่วมเศรษฐกร, วิทยาสารปริทัศน์, ชาวบ้านของสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ หนังสือปกอ่อนที่มีเนื้อหาสาระก็มีออกมามากขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทางภูมิปัญญา และความตื่นตัวของนักศึกษาปัญญาชนในช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516 ดังนั้น การลุกฮือของนักศึกษาในกรณี 14 ตุลาคม จึงไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องของวิถีทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีการสะสมปัญหาความขัดแย้งมาเป็นเวลานานพอสมควร

พิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือ ธรรมศาสตร์ 50 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 27 มิถุนายน 2527.

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งาน และทัศนะของวิทยากร เชียงกูล
กันยายน 2536 : ISBN 974-89151-1-5

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , ,

One response to “ช่วงที่ผมไป “หาความหมาย” ที่ธรรมศาสตร์

  1. Nattaya

    กุมภาพันธ์ 25, 2009 at 1:28 pm

    ว้าว สุดยอดเลยค่ะ 🙂

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: