RSS

จิตวิทยาชาวพุทธ โดย ลามะ เยชี

31 มี.ค.

Lama Yeshe, A Glimpse of Buddhist Psychology (1998)
วิทยากร เชียงกูล – เรียบเรียง
ศาสนาพุทธคือวิธีการในการควบคุมจิตใจที่ไร้วินัย เพื่อที่จะนำจิตใจให้พ้นทุกข์และนำไปสู่ความสุข ในขณะนี้ พวกเราล้วนมีจิตใจที่ไร้วินัย แต่ถ้าเราพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของธรรมชาติของจิตใจให้ถูกต้อง เราจะเรียนรู้การควบคุมจิตใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเราจะสามารถปลดปล่อยความโง่เขลาทางอารมณ์ และความทุกข์ที่มันนำมาให้เราได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้จักจิตใจของคุณเอง และรู้ว่ามันทำงานอย่างไร

จิตวิทยาชาวพุทธ สอนเราว่าการยึดติดทางอารมณ์กับโรคประสาทสัมผัสเป็นผลมาจากการกระตุ้นทั้งกายและทางใจ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา ส่งข้อมูลให้จิตใจ สร้างความรู้สึกชนิดต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ พอใจ ไม่พอใจ และวางเฉย (เป็นกลาง)

เมื่อเรามีปรสบการณ์ของความรู้สึกไม่พอใจ การยึดติดทางอารมณ์จะเกิดขึ้นตามมา และเมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกพอใจลดลง เราจะเกิดความอยากที่จะได้ประสบการณ์พอใจนั้นอีกครั้ง ธรรมชาติของจิตใจคือความไม่พอใจ มันจะรบกวนความสงบสุขของจิตใจของเรา เพราะว่าธรรมชาติของมัน คือ ความกระวนกระวาย

เมื่อเรามีประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจ เราจะไม่ชอบมันโดยอัตโนมัติ และต้องการกำจัดมัน เกิดอารมณ์รังเกียจ ซึ่งก็คือ การไปรบกวนความสงบสุขของจิตใจของเราอีก

เมื่อเรารู้สึกวางเฉย เราไม่สนใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น และไม่ต้องการเห็นสภาพความเป็นจริง ดังนั้นไม่ว่าความรู้สึกชนิดไหนจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา – พอใจ ไม่พอใจ วางเฉย มันล้วนแต่รบกวนความสงบสุขของจิตใจของเรา และทำให้จิตใจเราไม่สมดุล หรือไม่นิ่ง

เมื่อคุณรู้สึกพอใจ อันเป็นผลมาจากความสัมพันธ์กับคนหรือสิ่งอื่นๆที่ก่อให้เกิดความรู้สึก ลองวิเคราะห์ว่าคุณรู้สึกอย่างไร? ทำไมคุณถึงพอใจ ความรู้สึกพอใจไม่ใช่อยู่ที่สภาพภายนอกไม่ใช่หรือ หากอยู่ภายในใจคุณนั่นเอง ความรู้สึกทั้ง 3 ชนิด รวมทั้งความรู้สึกไม่พอใจ และความรู้สึกวางเฉยก็เกิดขึ้นภายในจิตใจของคุณ คุณเป็นคนที่ควรรับผิดชอบต่ออารมณ์ความรู้สึกที่คุณประสบ และไม่ควรโทษผู้อื่นว่าทำให้คุณเป็นเช่นนี้ แต่เวลาเราไม่พอใจ เราโกรธ เราเกลียด เราทุกข์ เรามักชอบโทษคนอื่น หรือชอบโทษสังคมทั้งสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมจริงเลย

ถ้าคุณตระหนักถึงวิวัฒนาการที่แท้จริงของปัญหาทางจิตใจของคุณ คุณจะไม่โทษคนอื่นๆว่าทำให้คุณรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าคุณตระหนักได้เช่นนี้ คุณจะมีความสัมพันธ์ที่ดี และให้ความนับถือเพื่อนร่วมโลกคนอื่นๆ

แต่โดยทั่วไปแล้ว ก็คือ เวลาเรามีอารมณ์ความรู้สึกในทางลบ เรามักไม่รู้ตัว เราทำอะไรไปอย่างไม่ค่อยมีสำนึก ดูถูก หรือทำร้ายคนอื่นโดยอัตโนมัติ การกระทำในทางลบจำนวนมากที่มนุษย์ทำต่อกัน เป็นผลมาจากการมีอารมณ์ความรู้สึกในทางลบของตัวผู้กระทำ และโทษว่าเป็นความปิดมาจากผู้อื่น

อารมณ์ความรู้สึกพอใจมักจะอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมันลดระดับหรือหายไป เรามักจะเกิดความอยากได้ประสบการณ์แบบนั้นอีกครั้ง คนจำนวนมากรวมทั้งนักจิตวิทยาบางคนด้วย คิดว่า เราอาจจะแก้ปัญหาอารมณ์ความอยากได้นี้ได้ด้วยการตอบสนองความต้องการด้วยสิ่งทดแทน เช่น ถ้าคุณทุกข์ทรมานที่สามีหรือภรรยาทิ้งคุณไป ก็ให้หาคนใหม่มาทดแทน แต่วิธีนี้ก็คงจะทำให้คุณรู้สึกพอใจได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าคุณไม่พยายามศึกษาทำความเข้าใจปัญหาทางอารมณ์ของคุณ และหาทางแก้ไขปัญหาที่ต้นตอซึ่งมาจากจิตใจของคุณอย่างแท้จริง

ปัญหาของความรู้สึกของจิตใจคือ คุณมักรู้สึกแบบสุดโต่งมากไป เวลาคุณมีความสัมพันธ์กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดและเกิดความรู้สึกพอใจ คุณมักจะประเมินค่าคุณภาพที่ดีของสิ่งนั้นที่ทำให้คุณพอใจสูงเกินไป (เช่น คู่รักคนใหม่) และทำให้คุณขยายอารมณ์พึงพอใจสูงสุดเท่าที่คุณจะทำได้

แต่ความจริงก็คือ ธรรมชาติของจิตใจไม่อาจจะอยู่ในระดับสูงขนาดนั้นได้ตลอด อารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องชั่วคราว ไม่ถาวร พอผ่านไปสักพักมันจะปรับลงสู่ระดับต่ำลง ดังนั้นจิตใจที่ไม่สมดุลของคุณก็จะรู้สึกซึมเศร้า ว่าคนที่คุณเคยรักเคยพอใจไม่เป็นไปอย่างที่คุณคาดหวัง คือ ไม่ได้ทำให้คุณพึงพอใจในระดับสูงเหมือนที่คุณเคยรู้สึกได้

เวลาคุณทุกข์ คุณก็ขยายความรู้สึกทุกข์ให้ใหญ่โตมากเกินไปเช่นกัน ดังนั้นคุณจึงต้องใช้พลังงานมากทีเดียวในการปรับอารมณ์ความรู้สึกจากอารมณ์ระดับสูงมาสู่อารมณ์ระดับต่ำ การรู้สึกแบบสุดโต่งมากไปจึงไม่ดี เราต้องหาทางสายกลาง

ถ้าหากคุณวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง คุณจะพบว่า อารมณ์ความรู้สึกคือตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหาสงคราม ความขัดแย้งทั่วโลก จากการที่เด็ก 2 คนต่อยกันเพื่อแย่งขนม ไปถึงการที่ประเทศใหญ่ 2 ประเทศรบกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเพื่อปกป้องการดำรงอยู่ของตนเอง แต่พวกเขารบกันเพื่ออะไร? ก็เพื่ออารมณ์ความรู้สึกที่น่าพอใจ (Pleasant Feelings) แม้แต่เด็กที่ยังพูดไม่เป็น ก็ต่อสู้เพราะต้องการความรู้สึกที่เป็นสุข

แต่จริงๆแล้ว ความรู้สึกพอใจไม่พอใจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา ซึ่งเราควรเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ควรโทษผู้อื่น และเราควรรับผิดชอบต่อการกระทำของเรา ซึ่งเป็นผลมาจากอารมณ์ความรู้สึกพอใจไม่พอใจด้วย คนที่ชอบโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่น คือคนที่มีจิตใจอ่อนแอ (Weak Mind)

จิตใจที่อ่อนแอไม่ได้มีพลังในการเรียนรู้/แสวงหาภูมิปัญญามากนัก คุณจึงจำเป็นต้องฟูมฟักเลี้ยงดูพลังงานภายในจิตใจของคุณเอง คุณจะต้องฝึกวิเคราะห์ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เพื่อจะได้เข้าใจว่าอารมณ์ความรู้สึกของคุณเกิดขึ้นได้อย่างไร คุณสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ถ้าคุณใช้ความคิดที่พินิจพิจารณา

วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การเจริญสมาธิ (Mediation) ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนั่งขัดสมาธิเฉยๆ ไม่ทำอะไรเท่านั้น แต่หมายถึง การมีจิตสำนึก การมีสติตระหนักในทุกสิ่งที่คุณทำ การเดิน การกิน การพูด ก็เป็นการเจริญสมาธิได้เช่นกัน การเจริญสมาธิ คือ การเรียนรู้ทุกสิ่งที่อยู่ในจิตใจของคุณ ความคิดเชิงลบทุกอย่าง ความคิดเชิงบวกทุกอย่าง คุณสามารถเห็นได้ด้วยการเจริญสมาธิ

เมื่อคุณมีสติที่ตระหนักถึงสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง คุณจะได้ตระหนักว่าคุณเองเท่านั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำของคุณ ต่อความรู้สึกเป็นสุขที่คุณต้องการ และความรู้สึกไม่เป็นสุขที่คุณไม่ต้องการและไม่มีคนอื่นมาคอยควบคุมคุณ เมื่อคุณเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ความรู้/ ภูมิปัญญาของคุณ คุณจะได้ตระหนักถึงความสงบสุขและความปิติภายในตัวคุณ

ศาสนาพุทธสอนให้เราพัฒนาความรู้แบบสมดุล ที่ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมากหรือน้อยเกินไป เช่น มองว่ามนุษย์คนอื่นก็เหมือนกับเรา คือ ต้องการแสวงหาความสุข หลีกเลี่ยงความทุกข์ เราได้เรียนรู้ที่จะขจัดความรู้สึกแบบสุดโต่ง เช่น พอใจคนที่เราชอบมากเกินไป หรือโกรธเกลียดไม่พอใจคนที่เราไม่ชอบมากเกินไป เพราะการฝึกเช่นนี้ จะเป็นผลดีต่อความสงบในจิตใจคุณ

คุณต้องฝึกวิเคราะห์ว่าทำไมฉันถึงได้ทำสิ่งนี้ จิตใจที่หลงตัวเองอย่างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงกำลังก่อมลภาวะกับจิตสำนึกฉันใช่หรือไม่? เราจะได้หันกลับมาเดินทางสายกลาง เพื่อรักษาจิตใจให้สมดุลและมีสุขภาพจิตที่ดี

จิตวิทยาชาวพุทธจะเป็นประโยชน์เวลาที่คุณต้องจัดการกับความคับข้องใจที่รบกวนชีวิตประจำวันของคุณ สิ่งที่คุณเรียนรู้ คือ หลังความรู้สึกพอใจเกิดขึ้น จะมีความอยาก ความผูกพันตามมา และเมื่อมีความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้น ความรังเกียจ และความเกลียดจะตามมา เมื่อคุณรู้สึกวางเฉย ความโง่เขลาและความมืดบอดต่อความเป็นจริงจะตามมา

การรู้จักกระบวนการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ทั้ง 3 แบบนี้ จะทำให้คุณเรียนรู้สภาพความเป็นจริงของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับคุณและมีปฏิกิริยาต่ออารมณ์ความรู้สึกนั้นๆ อย่างเหมาะสม จะทำให้คุณพัฒนาคุณภาพชีวิต มีความสุขและปิติยินดี
ที่มา
วิทยากร เชียงกูล – จิตวิทยาในการสร้างความสุข
กรุงเทพฯ : สายธาร, 2548
ISBN : 974-9606-62-1

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: