RSS

ระบบอภิสิทธิ์และการเล่นพวก – รากเหง้าของปัญหา

07 เม.ย.

วิทยากร เชียงกูล

     คำว่า ประชาธิปไตย ถูกชนชั้นนำของไทยครอบงำและบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจว่า หมายถึง แค่สิทธิการเลือกผู้แทนไปเป็นรัฐบาล และเป็น ส.ส. ออกกฏหมายในสภา หลังจากนั้นประชาชนก็ต้องปล่อยให้ ส.ส.ทำหน้าที่ของพวกเขาไป ประชาชนไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรอีก ถ้าเรียกร้องก็จะถูกหาว่าพยายามใช้กฏหมู่ ทั้งๆที่ประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง หมายถึง ประชาชนมีสิทธิและโอกาสในทุกๆด้านอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่สังคมที่เปิดโอกาสหรือแม้แต่ส่งเสริมให้คนบางคน ได้สิทธิพิเศษเหนือกว่าคนอื่นๆ ไม่ว่าจะในการใช้สิ่งของหรือบริการของรัฐรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้รถหลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ฝากลูกเข้าเรียน หลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับหรือภาษี การลัดคิวเวลาไปติดต่อสถานที่ราชการไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างการแต่งตั้งพรรคพวกของตนเองเป็นวุฒิสมาชิกหรือตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ การใช้รถถังและอาวุธ เครื่องมือสื่อสารของทางราชการ ยึดอำนาจรัฐหรือปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย การใช้อำนาจหน้าที่และการรู้ข้อมูลภายในหากำไรจากตลาดหุ้น การประมูลและการทุจริตฉ้อฉลด้วยวิธีต่างๆ ฯลฯ

การเมืองไทยยังเป็นประชาธิปไตยแค่ส่วนเดียว ส่วนที่ใหญ่กว่าประชาธิปไตย คือ ระบบอภิสิทธิ์ ระบบอภิสิทธิ์เป็นซากเดนของระบบศักดินาหรือระบบเจ้านาย – ไพร่ ที่เชื่อว่า คนที่เกิดมาเป็นเจ้านาย เป็นขุนนาง ต้องมีอภิสิทธิ์เป็นของธรรมดา โดยมีการอ้างเหตุผลได้ยืดยาว เช่น อ้างว่าเป็นเรื่องบุญบารมีบ้าง เป็นการให้ผลตอบแทนเป็นการแลกเปลี่ยนกับที่พวกเจ้านาย ขุนนางต้องปกป้องคุ้มครองไพร่บ้าง ระบบอภิสิทธิ์ไม่เชื่อเรื่องความเสมอภาคของคนซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาธิปไตย

รูปแบบที่สำคัญของระบบอภิสิทธิ์อันหนึ่ง คือการอุปถัมภ์ค้ำชู ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของการเล่นพรรคเล่นพวก การกิรนสินบนฉ้อราษฎร์บังหลวงกันเป็นทีม หรือเป็นสายงาน โดนหัวหน้าทำเป็นว่าช่วยเหลือเจือจานผู้ที่อยู่ใต้อุปถัมภ์ แต่ความจริงแล้วผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ (ลูกน้อง) ทำหน้าที่เสริมบารมี เสริมอำนาจ หาประโยชน์ให้กับเจ้านายอีกทีหนึ่ง เป็นลักษณะพึ่งซึ่งกันและกัน แต่เจ้านายได้ประโยชน์มากกว่า

ระบบอภิสิทธิ์และการเล่นพวกในปัจจุบัน เป็นตัวขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุด เพราะประชาธิปไตยนั้นย่อมเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน เชื่อว่าคนเกิดมาเสมอภาคกัน ไม่ใช่ต่างกันตั้งแต่ต้น โดยชาติกำเนิดหรือฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม ถึงคนเราจะไม่เสมอภาคโดยสภาพธรรมชาติ (รูปร่าง หน้าตา ความฉลาด ฯลฯ) แต่ก็ควรจะเสมอภาคกันในทางสิทธิ และโอกาส คือ สิทธิและโอกาสเท่าเทียมกัน ส่วนใครจะมีความสามารถส่วนตัวแค่ไหนเป็นอีกเรืองหนึ่ง แต่ต้องแข่งขันกันด้วยความสามารถและด้วยความเป็นธรรม

สังคมไทยปัจจุบันพัฒนาประชาธิปไตยไปได้น้อยมาก เพราะติดอยู่แค่เป็นสังคมของอภิสิทธิ์ชน ซึ่งมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของประชาชนทั้งประเทศ  คนที่อาจจัดอยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนคือ นักการเมืองโดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งบริหารข้าราชการ   (ทหาร ตำรวจ พลเรือน) โดยเฉพาะระดับสูง เจ้าที่ดิน นายทุน นักธุรกิจ พ่อค้า คนที่ทำงานระดับบริหาร คนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมสูงประเภทต่างๆ รวมทั้งคนจบการศึกษาสูง ที่ทำงานตำแหน่งดีๆ ก็มักจะมีเส้นสายพรรคพวก ถือได้ว่ามีอภิสิทธิ์และเล่นพวกได้ระดับหนึ่ง

ประชาธิปไตยที่เราพูดๆกันจึงเป็นประชาธิปไตยของอภิสิทธิ์ชน คนที่มีโอกาสได้ใช้สื่อสารมวลชน และเครื่องมือของรัฐและภาคธุรกิจเอกชน พูดถึงประชาธิปไตย โฆษณาสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ก็คือ พวกอภิสิทธิ์ชน

ยกตัวอย่าง เช่น มีแต่คนระดับนายพล นักการเมือง คนมีอำนาจบารมีชื่อเสียงในสังคมเท่านั้นที่พูดออกโทรทัศน์หรือสื่ออื่นๆได้บ่อยๆ ประชาชนธรรมดามีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางโทรทัศน์หรือแม้แต่วิทยุน้อยมาก นอกจากนานๆครั้งจะมีใครไปสัมภาษณ์ในบางเรื่อง หรือมีรายการบางรายการให้ประชาชนแสดงความเห็นสั้นๆได้บ้าง แต่ก็จะไม่ค่อยมีโอกาสฟังหรือไม่มีน้ำหนักเท่ากับเวลาคนใหญ่คนโต หรือคนที่มีชื่อเสียงพูด

สภาของไทยไม่ได้มีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด วุฒิสภาแม้จะมีอำนาจน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร แต่วุฒิสภาในปัจจุบันมาจากการแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ พวกเขาไม่ได้เป็นตัวแทนของใครนอกจากตัวของเขาเองและกลุ่มชนที่เขาสังกัดอยู่ คือพวกอภิสิทธิ์ชนด้วยกัน

คนที่เป็น ส.ส.ก็ได้รับเลือกตั้งมาในเงื่อนไขที่อภิสิทธิ์ชนเป็นผู้กำหนด เช่น ร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดวิธีการเลือกตั้ง และภายในเงื่อนไขใหญ่ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบด้อยพัฒนา ประชาชนยากจนขาดการศึกษาและข่าวสารที่เป็นจริง ซึ่งเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมที่ถูกกำหนดโดยอภิสิทธิ์ชนอีกเช่นกัน

ส.ส.ส่วนใหญ่มาจากพวกอภิสิทธิ์ชน หรือคนที่เข้ากับพวกอภิสิทธิ์ชนได้ ถ้าไม่เป็นคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ สังคมสูง ก็ต้องมีการศึกษาสูง หรือมีพรรคพวกมาก มีบุคลิกลักษณะหรือบารมีเป็นที่นิยม พูดเก่ง ฯลฯ โอกาสที่ประชาชนธรรมดาทั่วๆไปจะเป็น ส.ส.ได้นั้นมีน้อยมาก ผู้สมัคร ส.ส.ที่ได้รับเลือกทุกคนต้องใช้เงินในการหาเสียงคนละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท หลายคนใช้ 20-30 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น เพราะระบบการเลือกตั้งปัจจุบันต้องใช้เงินมาก ทั้งในการจ้างคนช่วยทำงานหาเสียง การเลี้ยงดูคนที่มาช่วยหรือมาหา การให้ความช่วยเหลือ และการซื้อเสียงรูปแบบต่างๆ

แต่การกล่าวหาว่าสังคมไทยถูกครอบงำโดยอภิสิทธิ์ชนนี้ ไม่ได้หมายความว่า อภิสิทธิ์ชนเป็นคนเลวไปเสียทั้งหมด อภิสิทธิ์ชน หมายถึงคนที่ได้เปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อภิสิทธิ์ชนที่มีความรู้และจิตสำนึกต้องการให้สังคมเป็นประชาธิปไตยมากนั้นมีอยู่ แต่ระดับความเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยของพวกเขาก็แตกต่างกันไป

อภิสิทธิ์ชนบางกลุ่มบางคนต้องการประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในระดับที่เขาไม่สูญเสียอภิสิทธิ์ หรือความเป็นผู้นำไป คนพวกนี้มีอยู่ค่อนข้างมาก และเป็นคนที่สามารถพูดจาให้ประชาชนประทับใจได้มากที่สุด เพราะประชาชนเองก็ถูกครอบงำทางความคิดให้เชื่อในระบบอภิสิทธิ์เชื่อในกลุ่มชนชั้นนำของสังคมอยู่แล้ว

ประชาชนจำนวนมากทีเดียวไม่ได้เกลียดระบบอภิสิทธิ์หรือการเล่นพวก เพราะเห็นว่าเป็นระบบที่ไม่ดี แต่เกลียดคนอื่นที่มีอภิสิทธิ์เพราะตัวเองไม่ได้อภิสิทธิ์หรือไม่มีพรรคพวก ดังนั้นคนเหล่านี้จะถูกดึงให้เข้ามาเป็นสมัครพรรคพวก หรือบริวารของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนระดับสูงๆได้อยู่เสมอๆ โครงการลูกเสือชาวบ้าน ทสปช. การเป็นสมาชิกกลุ่มหรือพรรคต่างๆสามารถจูงใจคนได้ เพราะทำให้คนมีความหวังว่าเป็นบันไดในการที่พวกเขาจะได้อภิสิทธิ์ มีพรรคมีพวกมากขึ้น อภิสิทธิ์ชนรุ่นใหม่ที่ไต่เต้ามาจากลูกหลานชาวนาก็มักจะถูกกลืนเข้าไปในระบบอภิสิทธิ์นี้ และพวกตัวเองมีอภิสิทธิ์แล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นมีสิทธิเสมอภาคกับตัวเองอีกต่อไป

     ระบบอภิสิทธิ์และการเล่นพวกจึงเป็นการขัดขวางต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ว่าใครจะพยายามให้เหตุผลอธิบายความชอบธรรมของระบบนี้อย่างไร เช่น อธิบายว่าการเล่นพวกทำให้ได้ทีมงานที่รู้ใจกัน ไว้ใจได้ หรือระบบอภิสิทธิ์เป็นผลตอบแทนที่ชอบธรรมสำหรับผู้นำที่มีภาระมาก ก็ฟังไม่ขึ้นทั้งนั้น  การให้เหตุผลภายหลังเป็นการแก้ตัวของผู้ได้ประโยชน์จากระบบอภิสิทธิ์นี้มากกว่าเป็นเหตุผลที่ชอบธรรม

ถ้าเราต้องการพัฒนาประชาธิปไตยกันจริงๆ เราจะต้องพยายามขจัดระบบอภิสิทธิ์และการเล่นพวกให้หมดไป นำระบบสิทธิเสมอภาคและการพิจารณาคนตามความสามารถ ความเหมาะสมและคุณธรรมมาใช้ ดังเราจะเห็นได้ว่า ในองค์กรธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ที่ทันสมัยนั้น มีการนำระบบคุณธรรมความสามารถเฉพาะตัวของคนมาใช้มากกว่าในระบบราชการหรือในระบบการเมือง องค์กรธุรกิจเอกชน จึงมักจะทำงานได้ประสิทธิภาพมากกว่า มีการทุจริตฉ้อฉลน้อยกว่าระบบราชการ

ดังนั้น ประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแค่อุดมคติทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นแนวทางการบริหารจัดการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่มีประสิทธิภาพ และทันสมัยมากกว่าระบบอภิสิทธิ์และการเล่นพวก เราน่าจะใช้แนวทางการบริหารแบบสมัยใหม่ในองค์กรธุรกิจเอกชนเป็นแบบอย่างในการบริหารทางการเมืองและราชการด้วย นี่เป็นสิ่งจำเป็นไม่ใช่เฉพาะสำหรับการพัฒนาระบบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพที่ทันสมัยพอที่จะยืนอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ที่มีการแข่งขันระหว่างประเทศสูงได้ด้วย การจะขจัดระบบอภิสิทธิ์ได้ จะต้องพัฒนาความคิดจิตใจคนไปสู่ความใจกว้างแบบเสรี (ลิเบอรัล) ให้ได้ ถ้าคนไทยยังมีจิตใจคับแคบเช่น ยังคิดแต่ในเรื่องการแย่งอำนาจเป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรี เพราะว่ามันทำให้มีอำนาจมีอภิสิทธิ์มากกว่าเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นสมาชิกสภาธรรมดามาก ก็คงยากที่จะปฏิรูปการเมืองพัฒนาระบบประชาธิปไตยให้เป็นแบบเสรีที่มีการคานอำนาจการตรวจสอบซึ่งกันและกันอย่างเหมาะสมได้

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

2 responses to “ระบบอภิสิทธิ์และการเล่นพวก – รากเหง้าของปัญหา

  1. เคลียร์ ที่ว่าง

    เมษายน 20, 2008 at 2:37 am

    ผมเป็นเด็กรุ่นใหม่ ผมคิดว่าปัญหาจะคลี่คลาย เมื่อคนรุ่นที่เกิดก่อน 2500 ได้ตายหมดประเทศ อาจจะฟังดูโหดร้ายไปหน่อย แต่คงเป็นวิธีเดียว ซึ่งคงต้องทนรอไปเรื่อยๆ และภาวนาไห้เด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาได้รับการศึกษาดีๆ และหวังว่าจะไม่ได้ถูกเลี้ยงให้สืบถอดวงจรอุบาทพวกนี้ โดยนักกการเมืองบ้าอำนาจ

    พิมพ์ไปก็รู้สึกขัดๆ ยังงัยไม่รู้ กับคำสอนของศาสดาแห่งศาสนาทุกศาสนาที่ว่า
    “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

    ปัจจุบันนี้ แม้ไม่ได้สำรวจโดยโพลสำนักใหน แต่ผมรู้สึกด้วยตัวเองว่า หลายๆ คน ในสังคมบ้านเราเริ่มคิดแล้วแหละว่า …

    “ทำชั่วได้ดี มีถมไป”

    หวังว่าผมจะคิดผิดนะ

    ปล. ปกติผมไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเท่าไหร่ แต่หลังๆ การเมืองบ้านเรามันดู หดหู่ ยุคโลกพัฒนาไปมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนการคอรัปชั่นและความเลวพัฒนาตามไปด้วย สงสัยอึดอัดมาก เลยอยากระบาย…

     
  2. degreen

    เมษายน 20, 2008 at 11:05 pm

    ข้างบนคอมเม้นท์ได้ถูกใจ
    ผมเด็ก ม.5 ครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: