RSS

สัมภาษณ์วิทยากร เชียงกูล โดยชมรมละคอน ส.จ.ม. (พ.ศ.2514)

10 เม.ย.

พิมพ์ในหนังสือชมรมละคอนสโมสร๗จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2514

– ขอให้เล่าถึงงานเขียนระหว่างอยู่โรงเรียน มหาวิทยาลัย การเจริญเติบโตทางความคิด แนวโน้มและแรงกระตุ้น


เข้าใจว่าเริ่มสนใจทางเขียนหนังสือนั้น คนเป็นเพราะการที่ผมรู้สึกตัวเองเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ค่อนข้างยาก เมื่อผมไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนได้มากเท่าที่ควรเป็น จึงหันไปติดต่อกับผู้คนในหนังสือแทน และหลังจากที่อ่านหนังสืออย่างเป็นบ้าเป็นหลังไปได้พักหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกว่า แทนที่เราจะเป็นผู้รับข่าวสารที่คนอื่นเขียนให้แต่ฝ่ายเดียว เราก็น่าจะเป็นฝ่ายส่งข่าวสารให้คนอื่นรับได้เหมือนกัน คือว่า นั่นเองที่เป็นเหตุให้ผมเริ่มเขียนหนังสือ ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจชัดขนาดนี้หรอก แต่ความรู้สึกคงเป็นทำนองนั้น แรกๆก้เขียนกลอนก่อน อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลทางวรรณคดีไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้อยกรองก็ได้ ต่อมาถึงได้หัดเขียนเรื่องสั้น บทความและอะไรต่ออะไรตามมา งานระยะแรกๆค่อนข้างเป็นอุดมคติหน่อยๆ เพราะยังไม่ได้เห็นปัญหาที่แท้จริงมากพอ เมื่อเรียนรู้มากขึ้น งานที่ออกมาก็มีส่วนสมจริงขึ้นมาบ้าง แต่ยังเป็นงานที่อาศัยความคิดความฝันอยู่มากเหมือนกัน ช่วงเวลาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยปีสามเป็นต้นมานั่นแหละถึงเริ่มมองเห็นภาพพจน์ของสังคมกว้างๆ ได้เริ่มมีความคิดของตัวเอง และเริ่มรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งเดี่ยวนี้ ผมก็ยังรู้สึกว่า ถ้าจะสรุปกันจริงๆแล้ว นักเขียนก็คงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า คนเหงาๆที่พยายามจะติดต่อกับคนอื่นด้วยภาษาของตัวเท่านั้น

– เมื่อจบจากมหาวิทยาลัยออกมาทำงานเกี่ยวกับหนังสือในขณะที่เรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวิชาที่เล่าเรียนมาอย่างจริงจัง คุณคิดไหมว่า สี่ปีนั่น เป็นการสูญเปล่า และมีความรู้สึกอย่างไรต่อวิชากับอาชีพของคุณ

มีคนถามผมแบบนี้หลายคนเหมือนกัน ซึ่งครั้งแรกทำให้ผมรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง พราะในความเห็นของผม การศึกษาน่าจะหมายถึงการเรียนรู้เพื่อที่จะขุดค้นสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเราออกมา ไม่ใช่แค่การเรียนวิชาชีพเหมือนกับการพิมพ์ดีดหรือซ่อมเครื่องจักรเท่านั้น ดังนั้น ถึงผมจะเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วออกมาทำหนังสือพิมพ์ ผมก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากการค้นพบตัวเองระหว่างการศึกษาได้เยอะ ผมเชื่อว่าผมทำอะไรที่นี่ได้มากกว่าที่จะเข้าไปทำงานจิปาถะในกระทรวงเศรษฐการ หรือสภาพัฒนาฯ ด้วยซ้ำ แม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ ผมก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการสูญเปล่าทั้งหมด

ส่วนความรู้สึกของผมต่อวิชาเศรษฐศาสตร์ก็คงคล้ายกับความรู้สึกของ ธอมาส คาไรส์ เมื่อศตวรรษที่แล้ว ที่ให้คำจำกัดความว่าเป็น “วิทยาศาสตร์ที่เศร้าหมอง” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผมรู้สึกว่าถ้าเทียบกับความเจริญของวิชาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ของเรายังมีโอกาสแก้ปัญหาของสังคมได้น้อยเหลือเกิน อุปสรรคทางการเมือง เป็นตัวขัดขวางอันสำคัญที่ทำให้ นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถทำงานได้เต็มความสามารถ นักเศรษฐศาสตร์จริงๆ ที่ไม่ได้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองนักธุรกิจ เหมือนอย่างนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดในสหรัฐ ผู้มองเห็นปัญหามากๆ จึงมักจะเศร้าที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ นี่เป็นเหตุผลอีกอันหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ยอมทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์โดยตรง และหันมาทำงานทางหนังสือ เพราะคิดว่าเป็นทางต่อสู้ที่มีความหมายมากกว่าสำหรับสังคมที่ต้องการการพัฒนาทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐศาสตร์อย่างของบ้านเรา

– คุณเลือกเขียนบทละคร ในยุคที่งานเขียนประเภทนี้ซบเซาที่สุด แทบจะไม่มีใครสนใจกับมันเลย แต่ขณะนี้เริ่มมีความตื่นตัวในวงการมากขึ้น นั่นเป็นวัตถุประสค์ของคุณหรือเปล่า หมายความว่า เขียนให้คนอ่าน เขียนเพื่อให้การนำออกแสดงหรือเขียนเพื่อฟื้นฟูงานประเภทบทละคร อะไรเป็นความตั้งใจจริง และอะไรเป็นผลพลอยได้

ผมเขียนละคร เพราะว่าละครเป็นรูปแบบของการเขียนอันหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับการสื่อสารบางสิ่งบางอย่างได้ดีกว่ารูปแบบอื่น เช่นเรื่องสั้นเท่านั้น แต่ผมก็นึกอยากให้มีการฟื้นฟูการละครขึ้นมาด้วยเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าเราออกจะอยู่ล้าหลังคนอื่นเขามากในเรื่องนี้ ผมมีโอกาสไปดูแผนกศิลปะการละครของพวกคุณเล่นอยู่บ้างแต่ก็เห็นมีแต่เรื่องแปลมาจากฝรั่ง ซึ่งบางครั้งบรรยากาศหรือทัศนะอะไรต่ออะไรมันก็ออกจะไม่ค่อยคุ้นกัน เลยคิดว่าถ้ามีบทละครใหม่ๆของเราเองเกิดขึ้น ต่อไปคนที่อยากทำละครก็จะได้มีอกาสเลือกได้บ้าง และคนอื่นๆก็คงจะเขียนออกมาอีก

– คนเขียนบทละครจริงจังมีน้อย เท่าที่เห็นมักดัดแปลงลอกมาจากนวนิยาย ขายดีเพื่อนำเอาไปทำละครวิทยุหรือเล่นหนัง เป็นเพราะต้องเอาใจตลาด หรือเพราะระดับความสามารถของเขามีอยู่แค่นั้น นักเขียนที่ดีควรมีความรับผิดชอบในงานเขียนของตนต่อสังคมใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การยกปัญหาบางอย่างขึ้นมาแสดงในงานเขียนของตน แล้วจบอย่างบีบให้คนอ่านรู้สึกหมดหวัง หรือหาทางออกด้วยวิธีการทารุณโดยไม่มีการแก้ปัญหาให้นั้น คุณคิดว่าจะมีผลอย่างไรต่อความรู้สึกของคนอ่าน รวมถึงต่อสังคมด้วย

คงเป็นเพราะทั้งสองอย่างด้วยกัน ผมเชื่อว่านักเขียนจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมแน่ เพราะงานเขียนเมื่อมีการตีพิมพ์ก็ต้องมีผลกระทบต่อความคิดจิตใจของคนอ่าน นักเขียนที่ไม่อยากรับผิดชอบต่อสังคมควรจะเขียนเก็บไว้อ่านคนเดียว ไม่ต้องตีพิมพ์เผยแพร่ แต่งานเขียนที่เป็นศิลปะ ซึ่งหมายถึงเรื่องสั้นหรือละครอะไรเหล่านี้ ๆไม่จำเป็นจะต้องเสนอทางออกแจ่มชัดเสมอไป เพราะไม่ใช่บทความ ศิลปินเพียงแต่พยายามทำความเข้าใจแล้วสื่อความหมายความเข้าใจของตัวออกมาเท่านั้น คนรับมีหน้าที่อธิบายความหมายหรือคิดต่อไป ไม่ใช่เห็นตัวละครฆ่าตัวตายก็นึกหดหู่อยากฆ่าตัวตายตามไปด้วย ที่ผมเขียนเช่นนั้น ผมเขียนเพื่อให้คนได้รู้สึกว่าสังคมอาจจะมีส่วนบีบให้คนที่บอบบางบางคนต้องฆ่าตัวตายได้อย่างไร ดังนั้น ต่อไปเราก็น่าจะได้ช่วยกันหาทางสร้างสังคมชนิดที่คนจะอยู่เป็นสุขคงเดิมได้โดยไม่ต้องฆ่าตัวตาย งานเขียนประเภทที่ชี้ให้เห็นถึงความทารุณโหดร้ายของนักเขียนคนอื่นๆ ก็คงหวังที่จะสะท้อนให้คนได้เห็นภาพความจริง อีกส่วนหนึ่งจะได้เกิดความรู้สึกสงสาร เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า มนุษยธรรมขึ้นมา งานที่เป็นศิลปะจริงๆ ค่าหรือความหมายของมันก็อยู่ตรงนี้ ส่วนงานหยาบๆ แบบฆ่าแกงกันทั้งเรื่องหรือมีวิธีฆ่ากันแบบพิสดารนั่นเป็นอีกเรื่อง อย่างนั้นเป็นยาพิษแน่ ควรจะควบคุมหรือไม่ก็เผาทิ้งเสียด้วยซ้ำ

– คุณมีความสนใจต่อปัญหาด้านใดเป็นพิเศษ และนำลงเสนอไว้ในงานเขียนของคุณทุกครั้งหรือเปล่า นักเขียนที่ไม่เคยเอาใจใส่ตลาดเลย พยายามเสนองานที่ตนเห็นว่ามีคุณค่าพอเท่านั้น จะสามารถจูงและยกระดับของตลาดได้หรือไม่

ผมสนใจปัญหาของผู้คนโดยทั่วไป สนใจว่าทำอย่างไรคนเราถึงจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้ด้วยความผาสุก ทำอย่างไรเราจึงจะมีชีวิตที่มีความหมาย ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น อะไรทำนองนี้ งานเขียนแต่ละชิ้นเป็นการหยิบแง่มุมใดมุมหนึ่งขึ้นมาเขียนเท่านั้น นักเขียนไม่สามารถจะใส่สิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจลงไปได้ทั้งหมด ถ้าคุณอยากรู้จักนักเขียนคนไหนคุณต้องอ่านงานของเขาทั้งหมด จะตัดสินจากเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้นย่อมไม่พอ ผมคิดว่าสมัยนี้นักเขียนที่ตั้งใจจะทำงานดีๆ มีโอกาสมากเหมือนกัน คือมีที่ที่จะลงตีพิมพ์ให้ แต่จะหวังเป็นอาชีพไม่ได้ ถ้าจะหวังเป็นอาชีพคุณก็ต้องเขียนเรื่องยาว สัปดาห์ละ 5-6 เรื่อง อย่างนักเขียนชื่อดังทั้งหลาย ซึ่งก็หมายความว่าคุณจะไม่มีวันได้สร้างงานดีๆอีกต่อไป ผมยังเชื่อว่า ต่อไปคนก็คงจะต้องเบื่อพวกเรื่องยาวๆซ้ำๆซากๆเหล่านั้น และหันมาเรียกร้องงานมีคุณภาพกันมากขึ้น และเมื่อนั้นนักเขียนทั้งหลายก็จะได้เลิกแก่ตัวกันเสียที

– ลักษณะบทละครที่ดีในความเห็นของคุณควรประกอบด้วยอะไรบ้าง มีคุณค่าทางไหนเป็นสำคัญ คิดไหมว่าบทละครที่ดีไมได้ขึ้นกับเนื้อหาสมบูรณ์เท่านั้น หากรวมไปถึงการวางโครงเรื่อง เหตุการณ์ชวนติดตาม ไม่ใช่มีแต่คำพูดโต้ตอบกันจนน่าเบื่อหน่าย

ผมไม่ได้ศึกษาเรื่องละครมากไปกว่าการอ่านละครและดูหนังดีๆบางเรื่อง ความเห็นของผมก็คือ บทสนทนาและความสัมพันธ์กันระหว่างตัวละครน่าจะเป็น สิ่งที่สำคัญสำหรับละครสมัยใหม่ โครงเรื่อง หรือเหตุการณ์ชวนให้ติดตามยังคงเป็นความจำเป็นอยู่ แต่จะต้องไม่ให้ความสำคัญจนกระทั่งทำให้เนื้อหาสาระเสียไป ครั้งแรกที่ผมอ่าน เวทติ้ง ฟอร์โกโดท์ ของ แบกเกต ผมรู้สึกง่วงนอนเหมือนกัน เพราะมีแต่คำพุดซ้ำๆซากๆ แต่พอแข็งใจอ่านจริงๆ ก็รู้สึกว่าชวนให้ติดตามอยู่ไม่น้อย

– การนำบทละครออกแสดง และนำไปตีความหมายต่างๆกัน ซึ่งผิดไปจากความคิดหรือความตั้งใจเดิมของผู้เขียนนั้น สมควรหรือไม่ที่จะถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมของผู้กำกับ

ผมยอมรับว่าการแสดงละครเป็นศิลปะอีกอันหนึ่งซึ่งนอกเหนือไปจากบทละคร ดังนั้น ผู้กำกับก็มีหน้าที่เหมือนกับศิลปินด้วยเหมือนกัน จึงย่อมมีสิทธิที่จะตีความหมายและสร้างละครขึ้นมาใหม่ แต่ทั้งนี้ย่อมหมายความว่าผู้กำกับต้องมีความเข้าใจในความหมายกว้างๆ ที่ผู้เขียนต้องการแสดงออกแล้วเท่านั้น ส่วนรายละเอียดจะต่างไปบ้างก็ไม่เป็นไร ผู้กำกับทีดีอาจจะทำให้ละครดีขึ้นด้วยซ้ำไป

– การใส่อุปนิสัย อารมณ์ ความรุ้สึกนึกคิดให้แก่ตัวละคร ได้อิทธิพลจากตัวคุณบ้างหรือเปล่า

เรื่องความนึกคิดคงจะต้องได้อิทธิพลจากผู้เขียนมากหน่อย แต่อุปนิสัยอารมณ์อาจจะได้มาจากผู้คนทั่วไปที่ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนถึงด้วย ที่นักเขียนมักหลีกตัวเองไม่พ้นคงเป็นเพราะว่าเขารู้จักตัวเองมากกว่าคนอื่นเท่านั้น

– ถ้าคนดูหรือคนอ่าน รับ ไม่ได้เท่าที่คุณต้องการให้แล้ว นับว่าการเขียนของคุณไม่ได้รับความสำเร็จเต็มที่ หรือต้องขึ้นอยู่กับตัวคนรับด้วย

คนที่จะรับมีหลายประเภทด้วยกัน ถ้ายังมีคนสามารถรับได้บ้าง ก็ไม่ควรถือเป็นความล้มเหลวเสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม เวลาผมเขียนผมต้องการให้คนรับได้มากที่สุดเท่าที่จะรับได้เสมอ ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องยากๆ เพื่อแสดงภูมิปัญญาแต่อย่างใด แต่บางครั้งไม่อาจทำให้เรื่องมันง่ายลงไปได้กว่านั้นแล้ว ก็ต้องปล่อยไป ขืนห่วงมากเดี๋ยวก็จะเป็นการเอาใจตลาดอีก

– เรื่อง “ ฉันเพียงแต่อยากจะออกไปข้างนอก” คุณเขียนขึ้นตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ แต่กลับมาแสดงในจุฬาฯ และเป็นเวลาที่คุณจบจากมหาวิทยาลัยแล้วด้วย เมื่อดูละครเรื่องนี้คุณยังมีความรู้สึกเหมือนเมื่อครั้งเขียนใหม่ๆหรือเปล่า คิดไหมว่าคนในจุฬาฯ จะรับได้น้อยกว่าธรรมศาสตร์ เพราะสัญลักษณ์บางอย่างมองเห็นไม่ได้ในจุฬาฯ เช่น หอคอยแห่งความหลงผิด ดดยที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ไม่มีโอกาสดูละครเรื่องนี้


เรื่อง “ฉันเพียงแต่อยากออกไปข้างนอก” พวกธรรมศาสตร์เคยจะเอาไปเล่นเหมือนกัน พอดีเกิดขัดแย้งกันเองในหมู่นักศึกษาเลยไมได้เล่น เมื่อผมไปดูที่จุฬาฯ นำไปเล่นเมื่อไวๆนี้ ผมยังไงรู้สึกเหมือนเดิม และออกจะรู้สึกสะเทือนใจมากกว่าด้วยซ้ำระหว่างที่นั่งดูอยู่ คิดว่าคนจุฬาฯก็คงรับได้พอๆกับที่ธรรมศาสตร์ เพราะลักษณะมหาวิทยาลัยเมืองไทยก็บีบคั้นพอๆกัน

–  ละครเรื่อง “งานเลี้ยง” ของคุณที่นำออกแสดงทางทีวีนั้น สามารถแสดงได้อย่างที่ต้องการหรือเปล่า มีอุปสรรคอะไรบ้าง เช่น การประสานงานระหว่างคนทำละครกับช่างกล้อง ผู้กำกับเวที ผู้กำกับรายการ ซึ่งต้องมีความเข้าใจในละครอย่างเพียงพอ จึงจะสามารถทำให้ละครดำเนินไปด้วยดีได้ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเจ้าหน้าที่กับคนเขียนคนทำไม่เข้าใจกัน หรือเป็นคนต่างรุ่นกัน เช่น กรณีการเซ็นเซอร์ละคร “งานเลี้ยง” ในตอนท้ายนับเป็นความใจแคบของคณะกรรมการพิจารณาหรือไม่

ละครเรื่อง “งานเลี้ยง” ที่ออกแสดงทีวี คนแสดงเข้าตั้งใจกันมาก  และทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว เสียดายที่การจับมุมกล้องทำได้ไม่ดีนัก เพราะเขาเคยชินกับละครแบบเก่า พอใครกำลังพูดอยู่ก็หันกล้องไปทางคนนั้น เลยไม่ได้เห็นปฏิกิริยาของตัวละครอื่นๆ ทั้งๆที่คนแสดงแสดงกันอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับละครเวที การแสดงทางทีวีคงจะทำให้ดีได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับหลายอย่างด้วยกันที่คนทำละครไม่สามารถควบคุมได้ อย่างเช่น กรณีเซ็นเซอร์  ถ้าจะมองในแง่ที่ว่าทีวีเป็นสื่อมวลชนควรจะเผยแพร่ความคิดอิสระก็ไม่ควรเซ็นเซอร์มากนัก แต่ทีวีบ้านเราบังเอิญไม่ได้เป็นสื่อมวลชน เป็นเพียงโรงจำอวดทางอากาศ และเครื่องมือเผยแพร่ผลงานของรัฐบาลเท่านั้น จึงรู้สึกว่าเป็นธรรมดาอยู่เองที่เขาต้องเข้มงวด อีกอย่างหนึ่งก็คือ ทีวีเผยแพร่ไปไม่จำกัด เด็กหรือคนมีการศึกษาน้อยก็ได้ดูด้วย อาจจะเข้าใจไปอีกทางหนึ่งได้ จึงน่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน

– ขอทราบความเห็นต่อวงการละครไทย และคนเขียนบทละคร รวมถึงวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์

วงการละครไทยคงต้องเริ่มกันใหม่ เพราะของเก่ารู้สึกจะต่อกันไม่ติดแล้ว ใครขืนเอามาประยุกต์คงจะยิ่งดูไม่ได้กันใหญ่ เราอาจจะต้องใช้เทคนิคของฝรั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าเนื้อหาสาระ การเสนอเป็นของพวกเราเองแล้ว ควรจะยอมรับว่านี่เป็นละครไทยเหมือนกัน ถึงจะเป็นไทยใหม่ก็ตาม การที่ละครทางวิทยุ โทรทัศน์และภาพยนตร์ของเราในปัจจุบันยังคงเป็นเรื่องแบบตลาดๆซ้ำๆซากๆกันนั้น คนไม่ใช่เพราะคนรับต้องการอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความไม่สามารถหรือความมักง่ายของนักเขียน นักทำละครด้วย ถ้าเราพยายามเสนอสิ่งใหม่ๆเป็นผลสำเร็จ ต่อไปคนอื่นๆอาจจะต้องพยายามปรับปรุงตัวเองก็เป็นได้ ตอนนี้พวกเขายังผูกขาดกันอยู่ ก็เลยทำอะไรตามใจได้เพราะถึงอย่างไรคนก็ต้องซื้ออยู่แล้ว

– ความเห็นต่อวงการหนังสือ คนเขียน คนอ่าน

วงการหนังสือยังไม่ค่อยก้าวหน้าไปเร็วเท่าที่ควร เพราะการขาดนักเขียนดีๆ อย่างไม่ต้องสงสัย สังคมมีส่วนกดดันนักเขียนอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะนักเขียนดีๆจะต้องใช้เวลาในการทำงานมาก เสร็จแล้วจะเป็นงานที่มีคนอ่านน้อย จึงย่อมได้ค่าตอบแทนที่ไม่พอยังชีพ นอกจากนั้น ถ้าเขียนอะไรที่ก้าวหน้าเกินไปทางบ้านเมืองอาจจะเพ่งเล็งเอาก็ได้ คนอ่านน่าจะมีส่วนสนับสนุนนักเขียนได้เหมือนกัน ถ้าพยายามอ่านหนังสืออย่างไม่คิดว่าเป็นเรื่องอ่านเล่น เพราะเรื่องที่นักเขียนผู้มีความตั้งใจดีๆ บางคนเขียนต้องการอ่านกันจริงๆเหมือนกัน การวิจารณ์หนังสือก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้เกิดงานดีๆขึ้นมา แต่การอุปโลกน์ให้รางวัลกันอย่างขององค์การทางทหารแห่งหนึ่งนั้น ไม่น่าเชื่อนักว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดงานดีๆได้เลย นอกจากทำให้หนังสือที่ได้รับรางวัลขายดีขึ้นเท่านั้น
– ความเห็นต่อการรวมกลุ่มในวงการละครสมัยใหม่ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เห็นศิลปะเป็นการค้า

ถ้าตั้งใจจะปฏิรูปการละครกันละก็เห็นท่าจะต้องรวมกลุ่มคนรุ่นใหม่กันให้ได้ เพื่อที่จะได้หาทางแสดงออกไปให้คนอื่นได้เห็นว่า ละครดีๆต่างกับละครตลาดอย่างไร เวลานี้พวกชมรมพระจันทร์เสี้ยวก็กำลังคิดจะรวบรวมกันตั้งเป็นคณะละครอยู่ เพราะเรามีคนที่สนใจทางนี้อยู่พอสมควร และก็มีคนที่เรียนการละครจากคณะอักษรฯบางคนมาร่วมด้วย เราหวังว่าต่อๆไปคงจะมีคนสนใจมาร่วมด้วยเพิ่มขึ้น คงจะช่วยทำงานด้านนี้ต่อไปได้ถ้าไม่มีอุปสรรคที่สำคัญใดๆมาขัดขวาง

ที่มา ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งานและทัศนะของ วิทยากร เชียงกูล
ISBN 9
74-89151-1-5



Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: