RSS

การสร้างค่านิยม ที่เน้นการหาเงินเพื่อการบริโภค

11 เม.ย.

วิทยากร เชียงกูล

    กรอบคิดของพรรคการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่มองการพัฒนาในแง่การเพิ่มผลผลิตสินค้าและบริการเพื่อการค้าและการหากำไร และเพื่อการบริโภคส่วนเอกชน ไม่เพียงแต่ทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ทำลายทรัพยากรทางวัตถุต่างๆ และก่อปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมที่เห็นได้ชัด เช่น ปัญหาโสเภณี ปัญหาการกดขี่แรงงานเด็ก ปัญหาโรคเอดส์ ฯลฯ เท่านั้น หากยังทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีค่านิยมแบบสังคมเกษตรดั้งเดิมที่เคยเป็นสังคมแบบเครือญาติและชุมชนที่คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจ มีจริยธรรม ศีลธรรมที่ดีงาม ถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นวิถีชีวิตแบบครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวหย่าร้าง คนส่วนใหญ่มีค่านิยม อุปนิสัยแก่งแย่งแข่งขันแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา มุ่งแต่การหาเงินเพื่อการบริโภค เห็นแก่ตัวและฉ้อฉลรวมทั้งมีความเครียด ความก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น

    กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการหาเงินเพื่อการบริโภค ทำให้การศึกษาในระบบเป็นเพียงโรงงานฝึกอาชีพเพื่อที่คนจะได้มีความรู้ มีทักษะ มีประกาศนียบัตร ปริญญา ออกไปทำงานหาเงินเพื่อบริโภคเท่านั้น การสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรมเป็นเพียงการเรียนวิชาบังคับเพื่อการสอบไล่ที่ไม่มีความหมายต่อชีวิตจริงจัง ในเมื่อค่านิยมของสังคมยกย่องคนมีเงิน คนมีอำนาจ ไม่ว่าเขาจะได้มาด้วยวิธีใด คำตอบจึงมีอยู่แล้วในใจของพ่อแม่ นักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่ว่า สิ่งสำคัญในชีวิต คือ การหาเงิน หาอำนาจ แม้แต่ครูอาจารย์ส่วนใหญ่ก็เริ่มเชื่อเช่นนี้ พวกเขาไม่สามารถสอนนักเรียนในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมแบบชาวพุทธ หรือสังคมก่อนทุนนิยมซึ่งเป็นสิ่งที่โดยลึกๆแล้วพวกเขาเองก็ไม่ได้เชื่อถือได้อีกต่อไป

    ค่านิยมและศีลธรรมแบบชาวพุทธใหม่ได้เปลี่ยนเป็นศีลธรรมแบบทุนนิยมมือใครยาวสาวได้สาวเอา คนหาเงินได้มากที่สุด คือ คนที่เก่งที่สุด ถึงจะยังมีครูอาจารย์บางส่วนที่ยังเชื่อในเรื่องจริยธรรมคุณธรรมแบบชาวพุทธหรือสังคมก่อนทุนนิยมอยู่ ก็เป็นการยากที่พวกเขาจะสอนในสิ่งที่ต้านกับกระแสใหญ่ของสังคมอย่างได้ผล การเรียนแบบแข่งขันแพ้คัดออกในโรงเรียนและการสอบแข่งเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐ ก็คือการเตรียมตัวเยาวชนสำหรับการแข่งกันหาเงินและการบริโภคส่วนตัว โดยไม่สนใจเรื่องการร่วมมือทำงานเป็นทีม ไม่สนใจเรื่องการมองสังคมอย่างรอบด้าน และการมีจิตสำนึกในเรื่องปัญหาของส่วนรวม

    การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เน้นความเติบโตทางวัตถุ ได้มีอิทธิพลครอบงำแม้แต่ปัญญาชนนักวิชาการจำนวนมาก ให้การยอมรับว่าถ้าต้องการพัฒนาประเทศก็ต้องยอมจ่ายราคาแพง เช่น ถ้าต้องการไฟฟ้า ก็ต้องสร้างเขื่อน ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เหมือนกับที่พวกเขาต้องคิดว่าที่ต้องทนรถติด ทนสูดควันพิษในกรุงเทพฯ ก็เพื่อแลกกับงานดีๆ โรงเรียนดีๆ โรงพยาบาลดีๆสำหรับลูก พวกเขาคิดว่า ไม่มีทางเลือกเพราะมันเป็นยุคโลกานุวัตร หรือ โลกาภิวัตน์ ถ้าเราไม่พัฒนาประเทศให้ทันสมัยแข่งขันกับเขาได้เราก็จะอยู่ไม่ได้

แต่การพัฒนาแบบทุนนิยมสมัยใหม่ ไม่จำเป็นว่าต้องพัฒนาตามแนวรัฐบาลไทยทุกชุดได้ทำมาและทำอยู่ จริงๆแล้วมีทางเลือกอื่นๆ เพียงแต่ชนชั้นนำไม่ได้สนใจมากพอ เช่น การนำแนวคิดเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ และการพัฒนาแบบยั่งยืนที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมมาใช้ ในกรณีของไทยซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมาก มีทรัพยากรค่อนข้างมาก การหาวิธีการที่จะประยุกต์ใช้ส่วนที่ดีของวัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตก และสกัดส่วนที่เลวออกไป ผลักดันให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบที่มีสติปัญญาและมองการณ์ไกล คำนึงถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และคิดคำนวนต้นทุนและประโยชน์ทางสังคม แทนที่จะมุ่งแต่การหากำไรสูงสุดของเอกชน การหานโยบายและวิธีการพัฒนาที่มุ่งลดการเอาเปรียบคน กระจายทรัพย์สินและรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น เก็บภาษีคนรวยในอัตราสูง เพิ่มสวัสดิการสังคม ขยายบริการประกันสังคมให้มีขอบเขตกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นั่นก็คือ จริงๆแล้วเราสามารถหาทางเลือกใหม่ได้ ด้วยการหันเหทิศทางการพัฒนาแบบเน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติที่สร้างมลภาวะทั้งทางวัตถุและทางสังคม ไปสู่การพัฒนาที่เน้นการเพิ่มความสุขประชาชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ทั้ง 60 ล้านคนให้ดีขึ้น ลดการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ทำลายล้างสภาพแวดล้อมและเน้นการเพิ่มคุณภาพชีวิตในทุกๆด้าน

ถ้าเราสร้างระบบเศรษฐกิจสังคมที่สามารถให้หลักประกันความมั่นคงแก่คนในเรื่องที่จำเป็น  เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร การรักษาพยาบาล การศึกษา การมีงานทำ ในทำนองเดียวกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมบางประเทศ เช่น สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ก็จะช่วยลดความทุรนทุราย ความทะยานอยากของคนชั้นล่างและชั้นกลางที่ต้องขวนขวายหาเงินกันแบบเอาเป็นเอาตายลงได้บ้าง เพราะสาเหตุหนึ่งที่คนไทยยุคปัจจุบันแก่งแย่งแข่งขันเอาเปรียบกันมากขึ้น เพราะความกลัวว่าจะอดอยากขาดแคลน และการขาดความรู้สึกมั่นคงในชีวิตของตนเองและลูกหลาน

    ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีคนรวย เช่น ภาษีทรัพย์สินที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีรายได้อัตราก้าวหน้า โดยเก็บอย่างจริงจัง ไม่ให้มีอภิสิทธิ์ชนที่เลี่ยงภาษีได้หรือได้น้อย กระแสการแข่งขันหาเงินก็อาจจะลดความเชี่ยวกรากความบ้าคลั่งลงได้บ้าง คนจะเลือกการทำงานที่มีความหมายสำหรับเขามากกว่ามุ่งหาเงิน นโยบายการพัฒนาที่เน้นการกระจายการกินดีอยู่ดีให้คนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการต่อต้านมลภาวะทั้งทางวัตถุและสังคม สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันสร้างควบคู่กันไปกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคม คือ การสร้างค่านิยมที่เลิกยกย่องคนรวย คนมีอำนาจ หันมายกย่องคนดี คนซื่อสัตย์ คนมีจิตสำนึกทางสังคม มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ส่งเสริมการวิพากษ์วิจารณ์ ประณามคนที่เอาเปรียบฉ้อฉล และความรวยที่ได้มาโดยเอารัดเอาเปรียบคนอื่น

การที่เราจะสร้างอำนาจต่อรองหรือผลักดันเพื่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม ที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ทั้งในด้านวัตถุ และด้านจิตใจคงจะอยู่ที่ปัญญาชน  และประชาชนผู้ตระหนักต่อปัญหามลภาวะและวิกฤติทางวัฒนธรรมในสังคมไทยที่จะต้องร ่วมมือกันก่อกระแสความคิดทางเลือกของการพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ชัดเจน และพยายามสร้างกลุ่ม องค์กร เครือข่ายที่ทำงานด้านวิจัย รวบรวมข้อมูลข่าวสารความรู้ที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ และเผยแพร่ความคิดให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวมากเพียงพอที่จะผลั กดันให้เกิดแนวทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมที่มีคุณค่ามีความหมายต่อคุณภาพช ีวิตของเรามากกว่าการพัฒนาที่เห็นแก่เงิน เห็นแก่การบริโภคมากเกินไปอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งมีแต่จะนำไปสู่ปัญหาการทำลายสภาพแวดล้อม และมอมเมาฉ้อฉลความคิดจิตใจของคน   

    สภาพสังคมไทยในปัจจุบันนี้สะท้อนให้เห็นชัดเวลานี้ไม่ใช่โลกธรรมชาติ และโลกทางวัตถุ เช่น ความอดอยาก ความป่วยไข้ของคนเท่านั้นที่จะต้องได้รับการเยียวยาแก้ไข โลกของจิตใจค่านิยมของคนก็ควรได้รับการเยียวยาแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในหมู่ผู้นำทางการเมืองยังคงคิดและทำอยู่แต่ในเรื่องการแข่งขันหาเสียง หาอำนาจ หาผลประโยชน์ ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีจินตภาพมองการณ์ไกล พอที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาสังคมพัฒนาบ้านเมืองอย่างสร้างสรรค์ กาที่จิตใจค่านิยมของคนเปลี่ยนไปทางเห็นแก่เงิน เห็นแก่การบริโภคมากนั้นเอง ทำให้โลกทางธรรมชาติ และระบบเศรษฐกิจที่เคยมีทรัพยากร มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกันได้พอสมควรถูกทำลายอย่างย่อยยับอย่างชนิดที่โครงการอนุรักษ์นิยมแบบตามแก้ปัญหาทีละจุดทีละประเด็น ไม่สามารถเยียวยาได้ มีแต่จะต้องรณรงค์อย่างขนานใหญ่ทั้งการปฏิรูปทางการเมือง การศึกษา และการปฏิรูปทางศีลธรรมทางจริยธรรม  เพื่อการเยียวยาจิตใจค่านิยมให้ได้ก่อนเท่านั้น จึงจะมีช่องทางที่จะไปเยียวยาปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาเศรษฐกิจสังคมอื่นๆได้

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2


Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: