RSS

วิทยากร เชียงกูลกับ 20 ปีของ “ฉันจึงมาหาความหมาย”

13 เม.ย.

จากคอลัมภ์ “ชีวิตและลีลา”
ในหนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการรายวัน”
ฉบับประจำวันที่ 14-15 ธันวาคม 2534

เป็นยามบ่ายแก่ๆ ของวันหยุดอันสงบหนาวแถบสวนผักตลิ่งชัน กลิ่นอายของพืชพรรณและผืนดินครอบคลุมผสานกับบรรยากาศกันเอง ผู้จัดการรายวันจึงเริ่มต้นคำถามแรก

* กับงานวรรณกรรม อาจารย์เริ่มต้นอย่างไรและงานที่ทำออกมาแล้ว มีอะไรบ้าง

ตั้งแต่เรียนมัธยมที่สวนกุหลาบ ก็เริ่มสนใจเขียนหนังสือไปลงที่ “ชัยพฤกษ์” ดับ “ดรุณสาร” หนังสือสำหรับเด็กในสมัยนั้น พอมาอยู่ธรรมศาสตร์ก็เขียนกลอน เขียนเรื่องสั้น ทำหนังสือกันเอง เล่มละบาทเล็กๆ แล้วงานที่เขียนในธรรมศาสตร์ก็เอามาพิมพ์เป็นเล่ม “ฉันจึงมาหาความหมาย” หลังจากจบมหาวิทยาลัยแล้ว  ผมก็เขียนเรื่องสั้นอยู่บ้างแต่ว่ามันน้อยลง แล้วก็ไปรวมเป็นอีกเล่มหนึ่ง คือ “ฝันของเด็กชายชาวนา” และมีเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่งคือ “ฤดูใบไม้ผลิจักต้องมาถึง” สรุปแล้วก็มี 3 ชิ้น “เธอคือชีวิต” (รัสเซีย) “เรือโรงงาน” (ญี่ปุ่น) “น้ำพุแห่งความขนขื่น” (อิตาลี) และก็มีรวมเรื่องสั้นนานาชาติอีก 1 ชุด คือ “แด่ความจนและความโง่เขลา”

* กับ “ฉันจึงมาหาความหมาย” อยากทราบว่า ทำไมฉันจึงต้องมาหาความหมาย

คือตั้งแต่อยู่สวนกุหลาบผมเป็นคนอ่านหนังสือมาก เป็นคนที่อยากหาความรู้รอบตัว และมีความคาดหมายกับมหาวิทยาลัยค่อนข้างสูงว่า มหาวิทยาลัยจะเป็นแหล่งให้ความรู้ใหม่ๆ นอกเหนือไปจากเรียนมัธยมเพราะว่ามัธยมมันน่าเบื่อ  หลักสูตรมันซ้ำซากและไม่ค่อยมีอะไรใหม่พอเข้าไปมหาวิทยาลัย ก็รู้ว่ามันไม่ค่อยต่างกันเท่าไร อาจารย์ก็สอนตามตำรา วิชาการก็ขยายเพิ่มเติมไปก็เท่านั้น หรือกฎเกณฑ์อะไรต่างๆที่มันไม่อิสระ  ซึ่งไม่ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเรามากนักเลยไม่ค่อยเรียน ใช้เวลาไปอ่านวรรณกรรม แล้วก็ออกมาทาง เขียนหนังสือสะท้อนความรู้สึกต่อมหาวิทยาลัย ต่อสังคม ต่ออะไรต่างๆ ในยุคนั้น มันหมายถึงชีวิตทั้งหมดด้วย หมายถึงการหาความหมายในชีวิตของเรา ว่าเราอยากอยู่ในสังคมแบบไหน

* มีแรงบันดาลใจพิเศษอะไรหรือเปล่า

บอกไม่ถูก บางช่วงผมเบื่อมหาวิทยาลัยมากเลย ผมคิดว่าจะออกดีมั้ย แต่ก็มาคิดว่ามันจำเป็นเพราะเราก็มาจากฐานะปานกลางก็จำเป็นต้องมีงานทำต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ก็เลยต้องทนๆอยู่ อีกส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นบรรยากาศของสังคมการเมืองยุคนั้น (ก่อน 14 ตุลาฯ 2516) ด้วย มีความรู้สึกอึดอัดต่อสภาพทางสังคม เช่น ช่วงนั้นประเทศไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามเวียดนามมีทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพ ก็มีคนพูดคนวิจารณ์ ถึงแม้ว่านักศึกษาจะไม่ได้มีความรู้ทางการเมืองมากนัก แต่มันก็เป็นความรู้สึกทางสังคมมากกว่า เพราะในสมัยนั้นทางการเมืองโดนปิดกั้นมาก ส่วนประโยคที่ว่า “ฉันจึงมาหาความหมาย” นั้น ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันไหลออกมาเองเวลาเขียนกลอน

* แล้วผลสะเทือนในยุคนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

จริงๆ หนังสือเล่มนี้พิมพ์ปี 2514 ซึ่งผมจบมาแล้ว ในช่วงที่เรียนอยู่มันพิมพ์กระจัดกระจายในหนังสือต่างๆ บางเรื่องมันมีผลสะเทือนเหมือนกัน ตอนที่ เสถียร จันทิมาธร เขาพิมพ์เรื่องสั้น เขาก็เอา ” นิยายของชาวมหาวิทยาลัย” ของผมไปลงในคลื่นลูกใหม่  ซึ่งเป็นหนังสือที่ท้าทายนักเขียนรุ่นเก่าด้วย เพราะเป็นเรื่องสั้นสไตล์ใหม่ แล้วเรื่องของผมก็ดันไปวิจารณ์อาจารย์มหาวิทยาลัยเขารุนแรงมาก เขาก็สะเทือนเหมือนกัน แต่ในระดับสังคม มันยังไม่ค่อยมาก ส่วนมากจะเป็นในมหาวิทยาลัยมากกว่า

ในส่วนของแวดวงวรรณกรรมก็สะเทือนเหมือนกัน เพราะในช่วงนั้นมีอยู่สองกลุ่ม ที่เป็นหัวเรือใหญ่ของนักเขียนรุ่นใหม่ คือ “หนุ่มเหน้าสาวสวย” กับ “พระจันทร์เสี้ยว” ที่เขียนเรื่องแฝงด้วยสารนะเพราะก่อนหน้านั้น มันมีแต่สายลมแสงแดด มันโดนปิดกั้นทางการเมืองมาก แล้วก็มีการท้าทายทั้งรูปแบบและความคิดต่อนักเขียนรุ่นเก่าด้วย ตัวนักเขียนรุ่นเก่าก็คงไม่ต่อยพอใจเท่าไร มันมีหลายอย่าง เพราะบางทีผมไม่ได้เขียนอย่างเดียว ผมวิจารณ์ด้วย ผมเคยวิจารณ์ กฤษณา อโศกสินแรงมาก ในเรื่อง “เรือมนุษย์” ของเขา ซึ่งเขาก็ตกใจมากว่าทำไมไม่ไว้หน้ากันเลย แต่ถ้าจะให้มองจากจุดยืนของปัจจุบันผมว่าผมใช้ท่าทีหรือภาษาที่แรงไปเหมือนกัน แต่ด้านเนื้อหาผมยืนยันว่ามันเป็นอย่างนั้น

* แล้วผลสะเทือนหลังจากนั้นมาถึงยุคนี้ อาจารย์พอจะประเมินได้บ้างไหม

ผมว่ามันพูดยาก มันเป็นช่วงๆก่อน 14 ตุลาฯ 2516 จะมีอิทธิพลสูง กระตุ้นให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น กระตุ้นให้คนตั้งคำถามกับมหาวิทยาลัยมากขึ้น คือ มันอ่านง่าย มันไม่ใช่บทความ มันเข้าไปถึงความรู้สึกคน เป็นตัวแทนของยุคสมัย ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่างคิดหน่อย อีกกลุ่มเขาอาจจะคิดแบบศุภักษรไปก็ได้ หลังจากนั้น (2516) ก็ยังมีคนอ่านอยู่ ก็จะมีเสียงวิจารณ์บ้างว่า มันยังไม่ใช่วรรณกรรมเพื่อชีวิต มันยังไม่เป็นระบบ รู้สึกจะซบเซาลงไปหน่อย แต่คนก็ยังอ่านอยู่ แต่ถ้าจนถึงปัจจุบันผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนะ  อาจจะมีบ้างแต่คิดว่าน้อยลง

* รู้สึกอย่างไรบ้าง ต่อภาพลักษณ์ที่ถูกนำเสนอให้ออกมาในลักษณะของ “วีรบุรุษแห่งยุคสมัย”

ผมว่าผมเป็นผลผลิตของคนรุ่นนั้น ของเพื่อนฝูง ของกลุ่มคนที่ก้าวหน้าในยุคนั้นมากกว่า เราเป็นสื่อแทนเพื่อนอะไรอย่างนั้น เขาอาจจะคิดเหมือนเรา แต่เขาเขียนไม่ออก สิ่งต่างๆมันเกิดจากคนในยุคผม ไม่ใช่ตัวผมคนเดียวถ้าถามว่าภูมิใจไหม ก็ภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์มากกว่า เกิดมาแล้วไม่เสียเปล่า ไม่ใช่เพราะตัวเองเป็นวีรบุรุษ จริงๆแล้วมีคนโจมตีผมด้วยซ้ำว่า เขียนหนังสือแล้วทำให้เขาอยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกมาประท้วง และเข้าป่าไปในที่สุด ทำให้เขาหลงทาง ผมว่าเขามองผิดเขาต้องรับผิดชอบตัวเขาเอง ตอนนั้นประมาณช่วงปี 2525-2526 ช่วงที่เขาออกมาจากป่ากัน แล้วรู้สึกชีวิตมันตกต่ำ

* ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา อาจารย์มุ่งหวังอะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้าง และถ้ามองย้อนกลับไปจากจุดนี้อาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้าง

ตอนเขียนก็ไม่ได้มุ่งหวังอะไร ก็แค่สะท้อนออกมาเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเราอยากให้คนอ่านหนังสือ อยากให้คนตั้งคำถามต่อมหาวิทยาลัย ต่อสังคม ไม่ยอมรับอะไรง่ายๆจนเกินไป และเมื่อถึงปัจจุบันผมว่าคงต้องมองในแง่ประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะสำหรับบางเรื่อง  บรรยากาศมันอาจจะอ่านแล้วไม่รู้สึกร่วม ถ้าไม่บอกไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่บางเรื่อง “บทสนทนาทางโทรศัพท์ในค่ำคืนแห่งความว้าเหว่” เดี๋ยวนี้ความเหงามันยังคงอยู่คู่กับยุคสมัย แม้จะผ่านมา 20 ปีแล้วก็ตาม ส่วนในด้านความรู้สึกนั้น อย่างที่บอกผมมองว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ในยุคนั้นเราก็มีข้อจำกัดต่างๆในแง่ที่ว่าบางครั้งเรามองด้านเดียว มองโลกในแง่ร้าย แล้วก็สับสนนิดหน่อย

* อาจารย์ยังเชื่ออยู่หรือเปล่าว่าความคิดจากยุคแสวงหาจะยังคงนำมาใช้แก้ไขปัญหากับสังคมปัจจุบันได้

คือผมยังเชื่อว่าหน้าที่ของปัญญาชนต้องพยายามเผยแพร่ความคิดต่อไป เท่าที่จะทำได้ คือมันเป็นกระแสต้านแล้วความคิดจากยุคนั้นที่นำมาใช้กับสังคมยุคนี้ก็อาจจะยากลำบากเสียหน่อย แต่คิดว่ายังทำได้ ในแง่ของการเผยแพร่ทางหนังสือ การส่งเสริมการรวมกลุ่ม อย่างองค์กรพัฒนาเอกชน ก็ยังเป็นสิ่งที่ดี…..

ที่มา ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งานและทัศนะของ วิทยากร เชียงกูล
ISBN 9
74-89151-1-5

/-/-/

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

One response to “วิทยากร เชียงกูลกับ 20 ปีของ “ฉันจึงมาหาความหมาย”

  1. killerpress

    เมษายน 13, 2008 at 5:18 pm

    นั่นสิ ทำไมถึงไปรับใช้เผด็จการศักดินาทรราชเสียได้ล่ะ หรือว่าอุดมการณ์มันละลายไปตามกาลเวลา

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: