RSS

ฉันจึงมาหาความหมาย ยี่สิบปีที่ผ่านเลย

19 เม.ย.

“ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว”

คงไม่เป็นการกล่าวเกินความจริงนัก หากจะพูดว่าไม่มีนักเรียนนักศึกษาคนใดในยุคก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516 ที่ไม่รู้จักบทกลอนข้างต้นของ วิทยากร เชียงกูล และคงจะไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าหนังสือ ฉันจึงมาหาความหมายของวิทยากร เชียงกูล เป็นหนังสือที่มีบทบาทสำคัญต่อขบวนการนักศึกษาในช่วงนั้น จนกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหมือนที่หนังสือกระท่อมน้อยลุงทอม (ค.ศ 1852) ของ แฮเรียท บีชเชอรส์โตว์ มีผลต่อการต่อต้านระบบทาสจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองของอเมริกา (เล่ากันว่าเมื่อพบกับสโตว์เป็นครั้งแรก ประธานาธิบดีลินคอล์นพูดเชิงติดตลกว่า “เธอนี่เองคือสาวน้อยที่เขียนหนังสือจนทำให้เกิดสงครามอันยิ่งใหญ่นี้” – So you’re the little woman who wrote the book that made this grate war”) และหากบทกวี The Waste Land (ค.ศ.1922) ของ ที เอส เอลเลียท สามารถสะท้อนให้เห็นความสิ้นหวังและหมดอาลัยตายอยาก (disillusion) ของปัญญาชนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หรือ The Catcher in the Rye (ค.ศ.1951) ของ เจ ดี ซาลิงเกอร์ สะท้อนความรู้สึกของวัยรุ่นอเมริกันที่ต่อต้านความตลบตะแลงของผู้ใหญ่ในยุคทศวรรษที่ 60 ฉันจึงมาหาความหมาย ก็ถือว่าเป็นงานที่สะท้อนความรู้สึกของนักเรียนนักศึกษาไทยในช่วงก่อน 14 ตุลาคมได้อย่างชัดเจน จนกระทั้งหลายคนถึงกับเรียกยุคก่อน 14 ตุลาคม ว่า “ยุคของการแสวงหาความหมาย”

ฉันจึงมาหาความหมาย พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2514 โดย สภาหน้าโดม เป็นหนังสือรวบรวมงานเขียนของวิทยากร เชียงกูล ทั้งที่ไม่เคยพิมพ์ในวารสารต่างๆ งานเขียนส่วนใหญ่เขียนในช่วงที่วิทยากรศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ช่วงปี 2508-2512 เมื่อออกเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากมาย โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาและนักเขียนรุ่นใหม่ต่างออกมาชื่นชมหนังสือเล่มนี้ในฐานะที่เป็นตัวแทนของ “คลื่นลูกใหม่”

วิทยากร เชียงกูล คือ คนรุ่นใหม่ในยุคนั้นที่ไม่พอใจกับสภาพสังคมในมหาวิทยาลัยและสังคมภายนอก งานเขียนของเขาแสดงความอึดอัดกับระบบการศึกษาและระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา (เช่น ในกลอน “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” และ “นี่คือมหาวิทยาลัย” บทละคร “ฉันเพียงแต่อยากออกไปข้างนอก” ความสมเพชกับกิจกรรมของนักศึกษาที่ไร้สาระปัญญาอ่อน และฟุ้งเฟ้อ (เช่น ในเรื่องสั้น “ไฉนเลยจะรู้ได้” “นิยายของชาวมหาวิทยาลัย”) ความไม่พอใจกับสภาพสังคมชิงดีชิงเด่นตัวใครตัวมันจนไม่มีใครมีเวลาพอที่จะ “รู้จัก” กันอีกต่อไป ( เช่นในเรื่องสั้น “บทสนทนาทางโทรศัพท์ในค่ำคืนแห่งความว้าเหว่” “ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย” บทละคร “งานเลี้ยง” ) ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่ตกเป็นเหยื่อของสังคมคนกินคน ต่อสังคมชนบทที่ถูกรุกรานโดยสังคมเมือง (เช่น ในบทกลอน “มหกรรมของสัตว์เมือง” “ความฝันที่ชนบท” เรื่องสั้น “เหมือนอย่างไม่เคย”)

โดยภาพรวมแล้ว ฉันจึงมาหาความหมาย (ชื่อของหนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะบอกไว้อย่างชัดเจนแล้ว” เป็นการตั้งคำถามกับความหมายของระบบการศึกษา ค่านิยม สถาบันต่างๆ ในสังคม ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยกับความหมายในการที่จะมีชีวิตอยู่ “ฉัน” ในเรื่องสั้น “ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย” พูดแทนความรู้สึกของคนในยุคสมัยของวิทยากรไว้อย่างชัดเจนในประโยคเปิดเรื่องที่ว่า ” ฉันมองไม่เห็นเลยว่ามีเหตุผลอะไรที่ฉันควรจะใช้ชีวิตอยู่อีกต่อไป” จริงอยู่ที่งานเขียนหลายชิ้นในหนังสือเล่มนี้พุดถึงอุดมคติและความใฝ่ฝันในสังคมที่ดีกว่า เช่น ในบทกลอน “ฝันในชนบท” โดยเฉพาะท่อนที่คนอ้างถึงกันมากพอๆกับบท “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง” ที่วาดความฝันไว้อย่างสวยหรูว่า

“จะสอยดาวสาวเดือนที่เกลื่อนฟ้า
มาทำอาหารให้คนไร้สิ้น
ฟันนภาที่เห็นออกเป็นชิ้น
เอามาสินเย็บเป็นเสื้อเผื่อคนจน”

แต่จากชื่อของบทกลอนชิ้นนี้จะเห็นว่าวิทยากรเองก็ตระหนักดีว่านี่เป็นเพียง “ความฝัน” ที่คงไม่มีทางจะเป็นจริง

ความตายจึงดูจะเป็นความรู้สึกที่ตัวละครของวิทยากรชอบหมกมุ่นอยู่กับมัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นความรู้สึกเดียวที่ตัวละครรู้สึกว่าเป็น “จริง” มากกว่าความรู้สึกต่างๆ ที่ดูจะเป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น และเป็นสิงเดียวที่ไม่อยู่ “นอกเหนือการควบคุม” ของเขา เพราะอย่างน้อยเขาก็กำหนดได้ว่าเขาจะตายเมื่อไร ที่ไหน อย่างไหน ในขณะที่ทุกอย่างในชีวิตของเขาดูจะถูกกำหนดและกะเกณฑ์ไปแล้วเสียทั้งหมด  พูดีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวละครของวิทยากร เชื่อว่า “ฉันอยากตาย ฉันจึงมีชีวิตอยู่” ศิลปินเจ้าของบ้านในบทละคร “งานเลี้ยง” จึงรู้สึกสะใจที่เขาสามารถใช้ความตายมากระชากหน้ากากจอมปลอมของคนที่มาร่วมงานเลี้ยงของเขา เหมือนกับที่ “ฉัน” ค้นพบความหมายที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อเขาได้แก้แค้นคนที่มามุงดูกาฆ่าตัวตายของเขา โดยการล้มเลิกแผนฆ่าตัวตาย

ความหมายในชีวิตที่ “ฉัน” ใน “ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย” ค้นพบ จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างกับแนวความคิด “อัตถภาวนิยม” (Existentialism) ของ อัลแบรต์ กามูส์  นัก กามูส์เสนอว่าชีวิตและทุกอย่างในชีวิตล้วน “อสาระ” (absurd) แต่เขาเสนอว่านั่นไม่ได้หมายความว่า การฆ่าตัวตายคือทางออกของความ “อสาระ” เพราะหากเราคิดว่าการฆ่าตัวตายเป็นทางออกก็เท่ากับเรายอมรับว่า การฆ่าตัวตายมีสาระซึ่งขัดกับแนวคิดที่ว่าทุกอย่างล้วนอสาระ ซึ่งต้องรวมทั้งการฆ่าตัวตายด้วย สิ่งที่มนุษย์พึงกระทำคือ การดำรงชีวิตอยู่อย่าง “คนอสาระ” (absurd man) ที่ตระหนักในความอสาระของชีวิต เหมือนกับที่ตัวละครของวิทยากรตัดสินใจไม่ฆ่าตัวตายและเลือกจะอยู่อย่างคนที่ตระหนักในความไร้ความหมายของชีวิต

ในเชิงอภิปรัชญา ตัวละครอย่าง “ฉัน” สามารถจะสรุปได้ว่าเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแทนการฆ่าตัวตาย แต่ในชีวิตจริงสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นการจะอยู่ต่อไปวันต่อวัน กับความรู้สึกแปลกแยกกับคนรอบข้างและโลกรอบตัวนั้นเจ็บปวดและว้าเหว่มากทีเดียว เมื่อย้อนกลับไปอ่านฉันจึงมาหาความหมาย ผมอยากเสนอว่า การเขียนหนังสือดูจะเป็นทางออกให้กับการมีชีวิตอยู่ในฐานะ “คนที่แปลกแยก” กับสังคมของคนรุ่น วิทยากร ในประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย ผมคิดว่าไม่มียุคไหนที่เราจะมีนักเขียนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเขียนงานอย่างมากมา ยและทดลองกับรูปแบบต่างๆของการเขียนอย่างหลากหลายเท่ากับยุคก่อน 14 ตุลาคม อีกทั้งยังเป็นยุคที่มีการผลิตวารสารนักศึกษา (Little Magazine) ออกมาเผยแพร่มากที่สุด

ฉันจึงมาหาความหมาย เป็นภาพจำลองความหลากหลายของงานเขียนในยุคนี้ได้ดีที่สุด ในหนังสือเล่มนี้ วิทยากรได้ทดลองกับรูปแบบหลายประเภทของงานเขียนไม่ว่าจะเป็นกลอนฉันทลักษณ์ที่ใช้ภาษาพูดมากกว่า “ภาษากวี” หรือกลอนเปล่าที่ไม่สนใจในฉันทลักษณ์ใดๆ  เรื่องสั้นของวิทยากรก็ต่างไปจากเรื่องสั้นในตำราเรียนภาษาไทยบางเรื่อง เป็นการทดลองนำ “กระแสจิตสำนึก” มาใช้ (ใน “ถนนสายที่นำไปสู่ความตาย”) บางเรื่องเป็นการนำรูปแบบการเขียนจดหมายโต้ตอบมานำเสนอ (“จดหมายสองฉบับ”) บางเรื่องเป็นเพียงบทสนทนาโต้ตอบคล้ายบทละครมากกว่าเรื่องสั้น (“บทสนทนาทางโทรศัพท์”)  นอกจากนี้ วิทยากรยังทดลองกับการเขียนบทละครสั้นๆ และหากเราลองหันไปดูงานของนักเขียนคนอื่นในยุคนั้น ก็จะพบว่าพวกเขาล้วนทดลองกับการนำเสนอสิ่งใหม่ๆในหลากหลายรูปแบบทั้งสิ้น เป็นต้นว่า ความเงียบ หนังสือรวมงานเขียนของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ก็มีทั้งเรื่องสั้น บทละคร กลอนเปล่า และบทกวี หรือ สุวัฒน์ ศรีเชื้อ (ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ทรนง ศรีเชื้อ) ทดลองกับงานเขียนบทละครเชิงเหนือจริง เรื่องสั้นบางเรื่องของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ หรือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ก็เป็นแนวเหนือจริง

จริงอยู่ที่รูปแบบใหม่ที่นักเขียนรุ่นนี้นำมาทดลองบ่อยครั้งไม่ลงตัวดีนัก งานเขียนหลายชิ้นของวิทยากรได้รับการวิจารณ์ว่า “แห้งแล้ง” แต่เมื่อหันกลับไปมองงานเขียนของพวกเขา ผมมองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ความพยายามที่จะใช้รูปแบบใหม่ๆ มานำเสนอความรู้สึกของพวกเขาซึ่งไม่อาจจะสื่อได้ด้วยรูปแบบเก่าอันเป็นตัวแทนของความรู้สึกเก่าที่พวกเขาปฏิเสธ ผมคิดว่าสำหรับนักเขียนอย่าง วิทยากรและคนในรุ่นเขา รูปแบบใหม่ๆ คือ การประกาศความเป็นคนรุ่นใหม่ของพวกเขา รูปแบบคือความหมายในการมีชีวิตของพวกเขาเหมือนที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี สรุปไว้อย่างน่าสนใจในคำนำ ฉันจึงมาหาความหมาย ว่า “ไม่ว่ายุคแห่งเราจะใช้ถ้อยคำอธิบายประการใด แสวงหา หงุดหงิด เงียบ ผิดแผกแตกต่าง หมดอาลัยตาบอยาก ฯลฯ ความประสงค์ในการแสดงออกทางอักษรศาสตร์ก็เป็นเพียงการแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะอยู่กับโลกปัจจุบันให้ได้เท่านั้น

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขบวนการนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ดูเหมือนว่าจะหาความหมายให้ชีวิตพบจากการเข้าร ่วมกิจกรรมทางการเมืองจากการยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมือง งานเขียนของคนรุ่นหลัง 14 ตุลาคม จึงได้เลิกสนใจกับการทดลองรูปแบบต่างๆ และหันไปเน้นกับ “สาร” ที่ต้องการจะเผยแพร่และโฆษณาชวนเชื่อ นักเขียนรุ่นก่อน 14 ตุลาคมก็พยายามปรับตัวเองเข้ากับกระแสเรียกร้องของขบวนการนักศึกษาที่จะต้อง สร้างศิลปะเพื่อ “รับใช้ประชาชน” บางคนที่ไม่ยอมปรับก็มักจะถูกโจมตีว่าเป็นพวก “เสรีนิยม” หรือ “อนาธิปไตย” จะเห็นได้ว่าแม้แต่ วิทยากร เชียงกูล  ก็ได้รับอิทธิพลจากกระแสความคิดสุดขั้วของนักศึกษายุคหลัง 14 ตุลาคม จนต้องออกมา “วิจารณ์ตนเอง” ในคำนำฉันจึงมาหาความหมาย ฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม (พ.ศ.2517) ว่า “งานเรื่องสั้นและบทละครส่วนใหญ่สะท้อนความไม่พอใจด้วยท่าทีเย้ยหยัน มองโลกในแง่ร้ายและมีลักษณะอนาธิปไตยอยู่มาก”

ถ้าจะให้ประเมินงานเขียนยุคก่อนและหลัง 14 ตุลาคม ผมคิดว่างานเขียนของคนยุค “ฉันจึงมาหาความหมาย” ดูมีชีวิตและจริงใจมากกว่างานเขียนยุค “ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ที่มุ่งเน้นแต่จะโฆษณาชวนเชื่ออุดมการณ์ทางการเมืองด้วยรูปแบบที่เป็นสูตรสำเร็จ จะว่าไปแล้วกระแสความคิดทางการเมืองชนิดสุดขั้วของขบวนการนักศึกษาหลัง 14 ตุลาคม มีส่วนอย่างมากที่ทำให้การพัฒนาทางวรรณกรรมของไทยต้องหยุดชะงัก การทดลองกับรูปแบบใหม่ๆ การนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ด้วยมุมมองที่หลากหลายของนักเขียนรุ่นก่อน 14 ตุลาคม ถูกประณามว่าเป็น “เสรีนิยม” ไปหมด นักเขียนรุ่นใหม่ถูกกดดันและเรียกร้องให้ผลิตแต่งานเขียนสูตรสำเร็จประเภท “จับปืนเข้าป่า” กันจนไม่มีช่องว่างให้เกิดการทดลองสิ่งใหม่ๆ

และเมื่อหันมามองในยุคปัจจุบันเวลายี่สิบปีที่ผ่านเลยไป ฉันจึงมาหาความหมาย พิมพ์ออกเผยแพร่ ถ้าจะวัดกันตามตัวเลขก็ไม่ได้เนิ่นนานสักเท่าไร แต่หากเรามองที่สภาพของสังคมมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ช่างดูเนิ่นนานราวกับคนละยุคสมัยทีเดียว ในปัจจุบันนักศึกษาตำหนิระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยว่า “สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” ไม่ใช่เพราะพวกกำลังแสวงหาความหมายในชีวิตอย่างคนรุ่นวิทยากร คาดหวังว่ามหาวิทยาลัยจะให้แก่พวกเขา หากเพราะพวกเขาคาดหวังว่ามหาวิทยาลัยน่าจะทำให้เขามีเครดิตและประสบการณ์การทำงานที่จะช่วยให้เขาออกไปหางานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ได้ง่ายกว่าคนอื่น และถ้าหากเราจะต้องเลือกหนังสือที่สามารถสะท้อนความรู้สึกของคนหนุ่มสาวยุคสมัยปัจจุบัน หนังสือนั้น แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ ฉันจึงมาหาความหมาย แต่จะคือ หนังสือประเภทฮาวทูที่วางขายกันดาษดื่น

จากคอลัมภ์ “คนกับหนังสือ”
โดย ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์
ในนิตยสาร “สารคดี” ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2534

ที่มา ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งานและทัศนะของ วิทยากร เชียงกูล
ISBN 9
74-89151-1-5

/-/-/

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: