RSS

ประสบการณ์แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นของประเทศสิงคโปร์

20 เม.ย.

วิทยากร เชียงกูล

ประเทศสิงคโปร์ในยุคก่อนที่นาย ลี กวน ยิว จะชนะการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี ค.ศ.1959 (พ.ศ.2502) ปเนประเทศที่ปัญหาคอรัปชั่นโดยนักการเมืองและข้าราชการเหมือนประเทศอื่นๆในเอเชีย แต่หลังจากการบริหารประเทศโดยนายกรัฐมนตรีลี กวน ยิว ผู้นำที่มีการศึกษาและจิตสำนึกในการพัฒนาประเทศชาติสูง การรณรงค์และป้องกันการปราบปรามการค อรัปชั่นถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของสิงคโ ปร์ซึ่งเป็นประเทศที่เล็กมากให้อยู่รอดได้ ในตอนสร้างชาติใหม่ๆนั้น สิงคโปร์ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น การเป็นประเทศเล็กที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย มีประชาชนหลายเชื่อชาติทั้งจีน มาเลเซีย อินเดีย เคยรวมกับประเทศมาเลเซียอยู่ระยะหนึ่งแต่มีปัญหาความขัดแย้ง ความระแวงระหว่างชาวมาเลเซียและชาวจีนจนต้องแยกตัวออกมา ดังนั้น ความสำนึกของประชาชนและปัญญาชนชาวสิงคโปร์เป็นเรื่องความจำเป็นต้องร่วมมือก ันสร้างชาติให้เข้มแข็งเพื่อที่ประเทศและประชาชนจะอยู่รอดได้จึงมีสูง

สำนักงานสอบสวนการกระทำอันเป็นการคอรัปชั่น (Corruption practices investigation bureau (CPIB) ของสิงคโปร์เป็นองค์กรอิสระที่ทำงานเข้มแข็ง ในช่วงแรกๆ ได้สอบสวนและเอาผิดขนาดถอดถอนรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลของนายกฯ ลี กวน ยิวได้  โดยที่นายกลี กวน ยิว มีความหนักแน่น แม้ว่าจะต้องเสียเพื่อนหรือสร้างศัตรูเพิ่มขึ้น  รัฐมนตรีที่คอรัปชั่นคนหนึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะความละอาย มีกคนหนึ่งหนีฑัณฑ์บนระหว่างการสอบสวนไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศอย่างไม่มี ความสุข การที่สิงคโปรน์มีผู้นำเป็นคนทำงานหนัก ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและสนับสนุนการปราบปรามคอรัปชั่นอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและร่วมมือกับองค์กรปราบคอรัปชั่ นของรัฐบาลทำให้การป้องกันและปราบคอรัปชั่นประสบความสำเร็จจนใน 30-40 ปีต่อมา สิงคโปร์ได้คะแนนความโปร่งใสในการบริหารงานของรัฐบาลสูงที่สุดในเอเชีย

แนวทางแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นแนวทางหนึ่งของสิงคโปร์ คือ การพัฒนาการศึกษา และปรับเงินเดือนนักการเมืองและข้าราชการให้มีรายได้ใกล้เคียงกับภาคธุรกิจเอกชน เพื่อที่เจ้าหน้าที่รัฐจะได้ทำงานเพื่อรัฐได้เต็มที่โดยไม่ต้องไปพะวงเรื่องการหารายได้พิเศษ แต่การให้เงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐสูงนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาให ้เจ้าหน้าที่รัฐภูมิใจในตัวเอง มีการปรับปรุงและตรวจสอบประสิทธิภาพและความซื่อสัตย์ในการทำงานของทั้ง 3 ฝ่ายคือ บริหาร นิติบัญญัติและศาลด้วย เพราะการวิจัยในประเทศอื่นๆ พบว่า การขึ้นเงินเดือนนักการเมืองและข้าราชการก็ไม่ได้มีผลให้คอรัปชั่นลดลงเสมอไ ป และการที่รัฐบาลประเทศใดจะขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐให้สูงพอๆกับภาคธุรกิ จเอกชนได้นั้น ก็หมายถึงว่า รัฐบาลประเทศนั้นต้องพัฒนาให้เจ้าหน้าที่รัฐเก่งพอและดีพอที่จะช่วยทำให้เศร ษฐกิจเจริญเติบโตมากพอที่รัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีและมีรายได้มากพอด้วย

สิงคโปร์ทำได้เพราะทั้งผู้นำและประชาชนเป็นคนที่ได้รับการศึกษาและตระหนักว่า การแก้ปัญหาคอรัปชั่นเป็นความจำเป็น เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อความอยู่รอดและความเจริญเติบโตของประเทศชาติ ปัญหาการคอรัปชั่นไม่ใช่เป็นเรื่องแค่การแก้ปัญหาทางศีลธรรมแลจริยธรรมที่อาจจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้เท่านั้น  พวกเขายังตระหนักว่าการจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นได้ต้องพยายามปฏิรูปทั้งระบบการบริหารราชการ กฏหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมๆกัน เช่น การทำให้ประชาชนมีการศึกษา มีงานทำ มีการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างเป็นธรรม มีระบบประกันสังคม บริการสงเคราะห์ ที่ช่วยให้ประชาชนมีปัจจัยสี่และชีวิตที่มีความมั่นคง ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมุ่งหน้าขยันทำงานสุจริต เพราะประชาชนเห็นว่า เป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดผลดีกับพวกเขาได้มากกว่าจะมาคิดหาทางคอรัปชั่นซึ่งเป็นเรื่องที่มีโอกาสจะถูกลงโทษในอัตราสูง เรียกได้ว่าไม่คุ้ม สู้ไปตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้ดี จะได้ผลตอบแทนมากกว่ามาคิดเสี่ยงคอรัปชั่น

ปัจจัยความสำเร็จด้านหนึ่ง คือ การมีกฏหมายต่อต้านการคอรัปชั่นและการบังคับใช้กฏหมายที่เข้มแข็ง องค์กรสอบสวนการกระทำคอรัปชั่นของสิงคโปร์ (CPIB) ได้รับการพัฒนาให้มีกำลังคน มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม มีเงินเดือนสูง มีงประมาณมากพอที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีนาจที่จะหาข้อมูลนักการเมือง ข้าราชการ คู่สมรสและลูกของพวกเขาจากธนาคาร กรมสรรพกรและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ สามารถที่จะไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องสงสัยทุกคนไปจนถึงระดับสูงได้อย่างไม่มีข้อยกเว้น มีการแก้กฎหมายให้ศาลสามารถใช้ประเด็นว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐมีทรัพย์สินมากเกินรายได้จากเงินเดือน โดยอธิบายไม่ได้ว่า มาจากไหน เป็นหลักฐานว่า คนผู้นั้นอาจจะได้มาจากการคอรัปชั่นได้ ศาลสามารถใช้พยานหลักฐานการให้การจากเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ ได้โดยไม่ถือว่า เขามีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิด รวมทั้งศาลสามารถสั่งยึดทรัพย์ที่ได้มาจากการคอรัปชั่นได้

การมีกฎหมายที่เอื้ออำนวยเหล่านี้ แสดงให้เห็นความตั้งใจของรัฐบาลสิงคโปร์ที่จะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ออกกฎหมายกว้าง  และจัดตั้งองค์กรปราบคอรัปชั่นพอเป็นพิธี แต่ทำงานไม่ค่อยได้ผล เพราะหน่วยงานไม่ได้รับการส่งเสริมให้เข้มแข็งและหาหลักฐานพยานเอาผิดผู้ต้องสงสัยยาก

ประสบการณ์จากสิงคโปร์น่าจะเป็นตัวอย่างให้ประชาชนไทยตระหนักว่า การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่อาจจะแก้ไขได้ ไม่ใช้จะต้องอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป

ที่มา นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ :
การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest)
วิทยากร เชียงกูล
ISBN 974-449-285-6

/-/-/

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: