RSS

10 คำศัพท์สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่น่ารู้

22 เม.ย.

1. deep ecology นิเวศวิทยาแบบลึก – แนวคิดที่มองสังคมสมัยใหม่เป็นสังคมแบบให้สายพันธุ์มนุษย์และผลประโยชน์ของพวกเขาอยู่เหนือสายพันธุ์และสิ่งมีชีตอื่นๆในโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สังคมควรจะเป็นสังคมแบบ Biocentric คือ ยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์รวมทั้งมนุษย์ซึ่งเป็นสายพันธุ์หนึ่ง ต่างก็มีคุณค่าของตัวเอง และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพื่อมุ่งความอยู่รอดและความยั่งยืนของสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วย ไม่ใช่การทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของสายพันธุ?มนุษย์เท่านั้น

2. deindustrialization – การที่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมมีสัดส่วนใน GDP ลดลง ขณะที่ภาคการค้าและบริการมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เช่น อังกฤษภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของผลผลิตรวม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเช่นนี้มีที่มาหลายทาง ที่สำคัญคือ สัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศเหล่านี้ในตลาดโลกลดลง และในประเทศเองก็มีสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศอื่นเข้ามาตีตลาด การแบ่งงานกันทำและความต้องการสินค้าบริการที่ซับซ้อนก็เป็นสาเหตุหนึ่ง กระบวนการนี้สร้างปัญหา คือ ทำให้เกิดการว่างงาน และความแตกต่างระหว่างภูมิภาคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการว่างงานของแรงงานกึ่งฝีมือและไร้ฝีมือ ทางแก้ปัญหาอยู่ที่การช่วยพัฒนาฝีมือแรงงานและพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในภูมิภาคที่ยากจนเพิ่มขึ้น

3. demerit goods – สินค้าที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและคนอื่น และถือว่าทำให้สังคมต้องสูญเสียต้นทุนทางสังคมด้วย เช่น บุหรี่ เหล้า แต่ราคาตลาดของสินค้าเหล่านี้ไม่ได้รวมต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายไว้ด้วย ทำให้มีราคาต่ำกว่าที่ควรเป็น และคนบริโภคมากเกินไป ดังนั้น รัฐจึงควรเก็บภาษีต่างหาก เพื่อทำให้คนบริโภคน้อยลง แต่การใช้มาตรการทางภาษีอย่างเดียวก็ไม่ได้ผล เพราะผู้บริโภคที่เสพย์สิ่งเสพติดเหล่านี้ยังคงพร้อมที่จะจ่าย รัฐบาลบางประเทศจึงใช้มาตรการอื่นๆ เช่น กำหนดโควต้าการผลิต , ห้ามนำเข้าหรือกำหนดโควต้านำเข้า , หรือประกาศให้เป็นสินค้าผิดกฎหมาย แต่ทางออกที่ดีที่สุดคือ การรณรงค์ทางการศึกษาและสังคมให้คนเปลี่ยนค่านิยมเลิกบริโภคสินค้าเหล่านี้

4. democracy ประชาธิปไตย – การปกครองโดยเสียงข้างมาก ซึ่งมักใช้วิธีการให้ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในคณะรัฐบาลและสภาผู้แทน และเป็นการปกครองที่จะต้องเคารพในสิทธิเสรีในการพูด เขียน แสดงออก สิทธิในการเลือกนับถือศาสนาของประชาชนและสิทธิควมเป็นมนุษย์ในทุกด้าน รวมทั้งต้องเคารพในหลักกฎหมายที่เป็นธรรมด้วย การพัฒนาระบบประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทางการเมืองที่สัมพันธ์กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม
ประชาธิปไตยมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ (ทั้งมีระบบทาสครอบงำ) สมัยศักดินาสวามิภักดิ์ ราชาธิปไตยสมัยใหม่ (เช่น ในประเทศเนเธอแลนด์) และในสังคมนิยม ประชาธิปไตยมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ
4.1 ประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา มีการเลือกตั้งทั่วไป  การเลือกตั้งเสรี การลงประชามติ และระบบพรรคการเมืองหลายพรรค
4.2 ประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจ การโอนปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาเป็นของสังคมหรือชุมชน การที่ประชาชนมีโอกาสในการทำงานอย่างเสมอภาค รวมทั้งมีการกระจายทรัพย์สินและรายได้ส่วนบุคคลอย่างเป็นธรร
4.3 ประชาธิปไตยในทางสังคม หมายถึงสังคมที่มีความเสมอภาคทางชนชั้น เช่น ไม่มีการครอบงำและการขูดรีดของชนชั้นหนึ่งที่มีต่ออีกชนชั้นหนึ่ง
ในทัศนะของฝ่ายสังคมนิยมนั้น ประเทศทุนนิยมเป็นได้เพียงประชาธิปไตยของนายทุน อย่างดีที่สุดก็เป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเสื่อมลงไปเป็นทุนนิยมผูกขาดโดยรัฐหรือเผด็จการฟาสซิสต์)  แต่จะไม่เป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจหรือสังคม

5. democratic socialism สังคมนิยมแบบประชาธิปไตย – นโยบายของพรรคกลางซ้ายที่เน้นการผลิตแบบรวมหมู่สำหรับกิจการสำคัญ และการกระจายทรัพย์สิน รายได้ สวัสดิการอย่างเป็นธรรม

6. dependency theory ทฤษฎีเมืองพึ่ง – สำนักความคิดที่อธิบายว่า การพัฒนาหรือการด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมในประเทศด้อยพัฒนาถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอก คือ โดยการครอบงำของประเทศที่มีอำนาจมากกว่าผ่านความสัมพันธ์ทางการแลกเปลี่ยน นักทฤษฎีพึ่งพาอธิบายว่า ประเทศด้อยพัฒนาถูกสกัดส่วนเกินไปโดยประเทศทุนนิยมพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศด้อยพัฒนายากจนและไม่อาจจะเจริญเติบโตได้ ขณะที่ในประเทศทุนนิยมพัฒนาอุตสาหกรรมยิ่งเติบโตในอัตราสูงขึ้น ผู้ที่เริ่มเสนอแนวคิดนี้มี Paul Baran (The Political Economy of Growth 1975) และ Andre Gunder Frank (CApitalism and Under-development 1959) ทฤษฎีนี้ได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นการมองแบบด้านเดียวมากไป เน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าความสัมพันธ์ทางชนชั้น , เน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางการแลกเปลี่ยน มากกว่าความสัมพันธ์ทางการผลิต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เน้นปัจจัยภายนอกประเทศ มากกว่าปัจจัยภายในประเทศ

7. dependent development การพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ที่เปิดเสรีให้บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เข้ามาครอบงำการลงทุนมาก ทำให้เศรษฐกิจเติบโตสูง แต่มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมมากและรัฐบาลมักเป็นเผด็จการชนชั้นสูงกลุ่มน้อย

8. depression ช่วงที่ธุรกิจตกต่ำติดต่อกัน หรือ GDP ลดลง 2 ไตรมาส  (ไตรมาส คือ 3 เดือน) ติดกัน ซี่งแสดงออกในรูปของการที่สินค้าขายไม่ออก ผลผลิตลด, การลงทุนลด คนว่างงานเพิ่ม, ราคาสินค้าตก , ธุรกิจขาดทุน, นักธุรกิจขาดความมั่นใจ เป็นสถานะการณ์ที่รุนแรงกว่า RECESSION เศรษฐกิจถดถอย

9.deregulation การลดการควบคุมของรัฐบาลหรือการควบคุมทางด้านกฏหมาย กฎระเบียบต่างๆ ค่านี้เริ่มใช้แพร่หลายเมื่อตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ และต่อมาคือตลาดหลักทรัพย์อังกฤษได้ลดกฎเกณฑ์การควบคุมและเปิดรับสมาชิกอย่างกว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน ในระยะหลังหมายถึง การลดการควบคุมและการกีดกันทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นผลให้ธุรกิจเอกชนประกอบการได้อย่างเสรี เกิดกระบวนการผลิตเป็นแบบเดียวกันทั่วโลก (globalization) และการเจริญเติบโตทางการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับบริษัททุนข้ามชาติ นายทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง มากกว่าประชาชนทั่วไป

10. de-schooling สำนักความคิดทางการศึกษาที่เสนอให้ล้มเลิกระบบโรงเรียนโดย Paulo Freire และ Paul Goodman คนแรกมีประสบการณ์ในเขตเมืองสหรัฐฯ พวกเขามองเห็นว่าระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ล้มเหลวที่จะให้การศึกษาในความหมายที่แท้จริง แค่เป็นเพียงการฝึกอบรมคนให้เป็นเพียงเครื่องมือรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โดยกีดกันคนที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบโรงเรียนได้ดีพอให้ออกไปตามระบบแพ้คัดออก และยังทำให้คนที่ไปโรงเรียนมีความคิดค่านิยมที่ผิดๆ เช่น เห็นแก่ตัวเอง ดูถูกการใช้แรงงาน ดูถูกคนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาน้อยกว่า
นักคิดกลุ่มนี้มองเห็นว่า การศึกษาควรเป็นกระบวนการตรวจสอบชีวิต ไม่ใช่การศึกษาที่จัดให้ในระบบโรงเรียน ดังนั้นจึงควรเลิกระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ จัดให้มี “เครือข่ายทางการศึกษา” ที่ทุกคนมีโอกาสหาความรู้ได้อย่างทั่วถึงในทุกวัยของชีวิต โดยเน้นประสบการณ์ในชีวิตของผู้เรียนมากกว่าหลักสูตรที่กำหนดโดยผู้สอน เน้นกระบวนการเรียนรู้และการสอนแบบพึ่งตนเอง เป็นกลุ่มเล็กๆ หรือ เครือข่ายที่มีลักษณะอิสระเสรี ปรับตัวได้ง่าย สนองความต้องการของผู้เรียนและชุมชนได้มากกว่าระบบโรงเรียนที่เน้นการสอนแบบเก่า

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อธิบายศัพท์สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, – – กรุงเทพฯ : สายธาร, 2550.
ISBN : 978-974-94365-7-8

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: