RSS

คุยกับวิทยากร เชียงกูล บทสัมภาษณ์ ตีพิมพ์ในนิตยสารหนุ่มสาว เดือนมีนาคม 2521

01 พ.ค.

+ มีความเห็นอย่างไรกับการที่ให้สัมภาษณ์ชมรมละคอน ส.จ.ม. เมื่อ 2514 ว่า “….นักเขียนก็คงไม่ได้อะไรมากไปกว่าคนเหงาๆที่พยายามจะติดต่อกับคนอื่น ด้วยภาษาของตัวเองเท่านั้น

รู้สึกว่าที่ผมเคยพูดแบบนั้นเป็นการเส้นสำนวน หรืออาจจะเป็นความรู้สึกช่วงนั้น แต่ปัจจุบันผมว่า ถ้าพูดกันแค่นั้นนักเขียนบางคนคงไม่ยอมรับ นักเขียนหลายคน บอกว่าเขาเลิกเหงาแล้ว หลายคนเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายและความสำคัญในการเขียนหนังสือดีขึ้น ฉะนั้น ประโยคนี้คงจะสะท้อนยุคสมัยเมื่อปี 2514 ที่ยังมีความรู้สึกเหงาๆ อะไรกันอยู่มากกว่า สำหรับปัจจุบันนักเขียนคงเป็นคนที่อยากเขียนหนังสือ อยากที่จะสื่อความหมายด้วยตัวหนังสือให้คนอื่นอ่าน

+ หลังผ่านยุค “ฉันจึงมาหาความหมาย” แล้ว รู้สึกว่าจะมีงานออกมาน้อย เป็นเพราะหมดไฟที่จะเขียน หรือความหมายที่หาเจอนั้น คือ มีงานที่ต้องทำมากกว่าหรือเพราะเหตุผลอื่นใดที่พูดว่ามีงานน้อยคงเป็นเฉพาะงานวรรณกรรม เรื่องสั้น บทกวีทำนองนั้น ตอนนี้ส่วนใหญ่ผมเขียนบทความ งานวิชาการ รวมทั้งบทวิจารณ์และงานแปล งานอาชีพในระยะ 5-6 ปี หลังทำให้ผมเสียเวลากับงานด้านนี้มากแล้ว พอคิดจะเขียนอะไรออกมาเลยกลายเป็นลักษณะบทความมากกว่า ไม่ค่อยมีลักษณะของศิลปะวรรณกรรมต่างๆ

ผมคิดว่างานเขียนวรรณกรรมเป็นเรื่องยาก ต้องมีประสบการณ์มาก งานที่ผมทำในปัจจุบันเป็นงานนั่งโต๊ะ ค้นคว้าจากหนังสือ ไม่ได้สัมผัสกับผู้คนมากนัก ฉะนั้น การที่จะเขียนวรรณกรรมได้ดีจังเป็นไปได้ยาก ไม่เหมือนระหว่างอยู่มหาวิทยาลัย ได้สัมผัสผู้คน สัมผัสนักศึกษา สัมผัสชีวิตอะไรต่างๆ ก็เลยมีบรรยากาศเขียนวรรณกรรมออกมาได้ แต่เมื่อมาทำงานปัจจุบันถ้าจะเขียนเฉพาะชีวิตของคนรอบข้าง ชีวิตของคนที่ทำงานร่วมกันอะไรนี่ ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าสนใจอะไรเท่าไร เป็นชีวิตของคนชั้นกลางที่น่าเบื่อ และไม่ใช่ชีวิตของคนส่วนใหญ่ด้วย แต่อาจจะเป็นเพราะฝืมือผมไม่ถึงก็ได้

+ เมื่อมองไปข้างหลังมีความรู้สึกอย่างไรต่องานเขียนของตนเองในยุค “ฉันจึงมาหาความหมาย”รู้สึกว่าช่วงที่ผมเข้าไปในมหาวิทยาลัยนั้นผมไม่ค่อยมีความสุขนัก ผมรู้สึกผิดหวังในมหาวิทยาลัย ฉะนั้น เลยแสดงออกมาในลักษณะที่มองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย ก้าวร้าว อะไรต่างๆ ผมรู้สึกว่าตอนที่เขียนนั้นไม่มีจุดมุ่งหมาย คือ ไม่ได้เขียนอย่างมีจิตสำนึกว่าเขียนเพื่ออะไร มันเป็นการระบายมากกว่า คือ นึกอะไรก็เขียนออกมาอย่างนั้น ซึ่งเมื่อเรามามองในปัจจุบัน เมื่อเรามองว่างานเขียนควรมีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายปรากฎการณ์ความเป็นจริงต่างๆให้คนรู้ ผมรู้สึกว่าบางครั้งงานแบบ “ฉันจึงมาหาความหมาย” เขียนแบบไม่รักษาน้ำใจคนบางคน อย่างเช่นพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนอ่านเรื่อง “นิยายของชาวมหาวิทยาลัย” แล้ว เขารู้สึกเจ็บช้ำเพราะเขาทำงานสอนหนังสือ แต่ผมวิจารณ์เขาอย่างแรงมาก รู้สึกว่าบางครั้งผมก็วิจารณ์ไปอย่างไม่เป็นธรรมนัก

แต่อย่างไรก็ตาม ผมถือว่ามันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เมื่อสังคมเป็นอย่างนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมกระทบตัวบุคคล บุคคลก็ย่อมสะท้อนออกมา ต่อเมื่อคนเราโตขึ้นจึงจะมองอะไรด้วยความพินิจพิเคราะห์มากขึ้น

+ งานในยุค “ฉันจึงมาหาความหมาย” มีงานที่ตนเองปฏิเสธออกไปไหม

ผมแก้ไขอยู่เรื่อยๆ เวลาพิมพ์ครั้งใหม่ ผมตัดกลอนบางชิ้นออกไป ในการพิมพ์ครั้งใหม่ที่คงจะออกมาเร็วๆนี้ ผมก็แก้ไขบทละครทั้งสองเรื่อง โดยเฉพาะตอนจบ ผมแก้ไขโดยเปลี่ยนแปลงอย่างค่อนข้างมาก แต่ส่วนใหญ่ผมก็ปล่อยไว้อย่างเก่า คือผมคือว่าความคิดส่วนใหญ่ผมยังคงเห็นด้วย ผมคิดว่าเป็นลักษณะของคนแสวงหาอุดมคติ แม้ว่าจะมองเพียงด้านเดียวอะไรก็ตาม ผมคิดว่าก็ยังคงพอรับได้ ผมรักษาไว้ในฐานะที่ให้เป็นงานในอดีตที่สะท้อนยุคสมัยนั้น

+ คิดว่างานชุด “ฉันจึงมาหาความหมาย” จะมีผลต่อผู้อ่านในสมัยนี้แค่ไหนผมว่าประเด็นสำคัญ คือ อาจช่วยให้คนที่ไม่ค่อยได้คิดได้มีความคิดด้วยตัวของตัวเอง ไม่ยอมจำนนกับสภาพเฉื่อยชา สภาพฟุ้งเฟ้อในปัจจุบัน ซึ่งกลับไปคล้ายๆยุคนั้นไม่มากก็น้อย อย่างเช่นงานสำราญบันเทิงอะไรต่างๆ มีมากขึ้น ผมว่าน่าจะช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาคิดบ้าง เดี๋ยวนี้ผมแทบไม่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยเลย แต่ก็ได้ข่าวว่างานประเพณีงานสนึกสนานรื่นเริงบันเทิง งานฟุ่มเฟือยอะไรต่างๆมีมากขึ้น ซึ่งในช่วง 3-4 ปีที่แล้ว ผมไม่เห็นเลย แล้วอยู่ๆก็กลับมาอีก มันอาจจะมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายเก่า แต่คงไม่เหมือนเก่าเสียทีเดียว เพราะว่ามันไม่ย้อนรอยโดยสิ้นเชิง มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว และคงไม่สามารถตกต่ำได้มากนัก

+ มีความเห็นอย่างไรกับวงการหนังสือแปลและนักแปลของไทยในปัจจุบันผมว่างานแปลในปัจจุบันส่วนมากพยายามหาเรื่องที่ขายได้ จึงมักจะเอาเรื่องที่เป็นเบสท์เซลเลอร์ของเมืองนอก เรื่องตื่นเต้น หรือนิยายประเภทหวือหวาโรแมนติก อะไรต่างๆมาพิมพ์มาก ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีการแปลที่ดีกว่านั้น อย่างเช่น นิยายที่ยิ่งใหญ่ของโลก หรือ นิยายคลาสสิกควรจะมีการแปลออกมามากกว่านี้

การแปลงานของนักเขียนยิ่งใหญ่น่าจะมีประโยชน์พอสมควรในแง่การศึกษา แต่บางเรื่องผมรู้สึกว่ามันยากเกินกว่าจะรับได้ คืการเลือกเรื่องแปลผมต้องเลือกบลักษณะวัฒนธรรมลักษณะอะไรที่ไม่ห่างจากประเทศไทยมากนัก อย่างงานคลาสสิกบางเรื่อง ถ้าแปลมาแล้วอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องแบบนั้นก็มีประโยชน์น้อย บรรยากาศมันห่างกันมาก แต่ว่างานแปลถ้าอย่างนิยายของอินเดียสามารถเข้าใจได้ง่ายและเขาก็เขียนอย่างมีศิลปะด้วย เช่น เรื่อง “คนขี่เสือ” อะไรพวกนี้

+ ระหว่างงานวิจัยเศรษฐกิจและงานด้านวรรณกรรม คิดว่าอย่างไหนที่ส่งผลต่อประชาชนมากว่าคือ..อันนี้มันพูดยากนะ เพราะมันให้ประโยชน์ต่อคนในระดับต่างกัน อย่างงานข้อเขียนวิชาการคนรับได้มีจำกัด เพราะคนที่สนใจวิชาการอะไรต่างๆนี่ ถึงจะรับได้ แล้วก็เป็นการรับทางด้านเหตุผล ทางด้านวิชาการ แต่งานวรรณกรรม ผมคิดว่า บางทีให้ทั้งเหตุผลให้ทั้งอารมณ์ความรู้สึกนะ อย่างผมเจอคนหลายคนที่เขามักจะถามว่า ทำไมไม่เขียนเรื่องสั้นอีก เขาคงอยากอ่านเรื่องสั้นมากกว่า อยากอ่านบทความทางเศรษฐกิจซึ่งบางคนรู้สึกว่ามันหนักสมอง น่าเบื่อ

+ แสดงว่างานวรรณกรรมส่งผลได้กว้างกว่า

ถ้าพูดถึงความกว้าง ผมก็ว่ากว้างกว่า คนสามารถรับได้กว้างกว่า

+ แล้วในด้านงานวิจัยมีวิธีใดที่จะเขียนถึงปัญหาให้เข้าใจง่าย

คือผมว่าก็น่าจะทำได้อย่างปัญหาเศรษฐกินนี่ ผมพยายามเขียนให้เข้าใจง่าย แต่ก็มีความจำกัดอยู่ดีเพราะว่าโดยตัวของมันแล้วเป็นเรื่องยากแม้จะพยายามทำให้ง่ายแล้วก็ตาม คนที่อ่านได้เข้าใจจะต้องมีการศึกษาจบประถมปลายหรือมัธยมอะไรทำนองนี้จึงจะพอเข้าใจได้

+ งานด้านวรรณกรรมวิจารณ์ของเราเป็นอย่างไร

ผมว่าวรรณกรรมวิจารณ์ในช่วงหลัง 14 ตุลาฯ เติบโตมาก มีการวิจารณ์วรรณกรรมอย่างแพร่หลาย ทั้งอย่างลึกและแนะนำอย่างสั้นๆ  แต่ปัจจุบันผมว่าค่อนข้างซบเซาลง มีเขียนตามหนังสือพิมพ์รายวันหรือรายสัปดาห์บ้าง แต่ความจริงก็เจาะไม่ลึกนัก รู้สึกว่าซบเซาไปหน่อย

+ คิดว่าเป็นเพราะอะไร

อาจเป็นเพราะงานเขียนโดยทั่วไปลดน้อยลง งานเขียนในยุคนี้ไม่คึกคักเหมือนหลัง 14 ตุลาฯ แล้วพวกนักวิจารณ์อาจมีน้อยลงหรืออย่างไรไม่ทราบ  หรือบางคนเขาอานรู้สึกว่าบรรยากาศมันไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานด้านวิจารณ์ งานเลยน้อยลง

+ คุณวิทยากรก็เคยทำงานวิจารณ์มามาก ช่วงนี้รู้สึกว่าจะไม่มีงานวิจารณ์วรรณกรรมออกมาเลย สาเหตุเป็นเพราะบรรยากาศไม่เอื้ออำนวยหรืออะไรอื่น

ฮะ ผมก็ว่าเป็น เพราะความจริงถ้าจะพูดถึงก็มีหนังสือที่พอพูดได้เหมือนกัน มีนิยายที่ใช้ได้ออกมาอยู่เรื่อยๆ คำพูน บุญทวี นิมิตร ภูมิถาวร และหลายคน เขาก็เขียนนิยายใช้ได้ คือน่าวิจารณ์ได้ แต่ที่ผมไม่ค่อยสนใจที่จะวิจารณ์อย่างจริงจัง เพราะบรรยากาศไม่เอื้ออำนวย ความจริงก็เริ่มดีขึ้นบ้างแล้วนะ มีหนังสือบางเล่มมีลักษณะจับงานวิจารณ์อย่างจริงจัง อย่างนิตยสาร “โลกหนังสือ” ส่วนวารสารธรรมศาสตร์ก่อนนี้เคยมีวิจารณ์หนังสือมากเดี๋ยวนี้กลับซบเซาไปไม่คึกคักเหมือนก่อน

+ ความเห็นต่อนักวิจารณ์ของเรา

นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ใช้นามแฝงกัน เลยไม่รู้ว่าใครทำงานวิจารณ์อยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วอยู่ในระดับใช้ได้นะ แต่ว่าตามรายวัยรายอะไรนี้บางทีก็อยู่ในลักษณะอัตวิสัย ลักษณะชอบไม่ชอบ คืออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชอบไม่ชอบนั่นแหละ ไม่ได้วิจารณ์อย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ออกมาว่าเนื้อหาเป็นอย่างไรศิลปะเป็นอย่างไร รูปแบบของศิลปะเป็นอย่างไร ไม่ค่อยมีการทำอย่างจริงจังนัก

+ ความเห็นต่อด้านวิจารณ์บันเทิง ละครภาพยนตร์

ผมรู้สึกว่างานวิจารณ์ภาพยนตร์มีคนเขียนแยะตามรายวันรายอะไรต่อมิอะไร แต่ส่วนมากคุณภาพไม่ค่อยดีนัก มักจะพูดเอาตามแง่มุมของคนเขียน คือ ไปดูหนังเรื่องหนึ่งมา ชอบฉากไหน ชอบอะไรต่างๆ มักจะพูดแบบนั้นหรือบางครั้งผมรู้สึกเชียร์แบบไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน สมมุติว่า มีหนังที่อาจจะเด่นมาจากหนังตลาด อย่างแผลเก่านี่เด่นมากกว่าหนังตลาด ก็ทำให้คนเชียร์กันมากมาย โดยไม่ได้วิเคราะห์ว่า แผลเก่านี่มันมีจุดอ่อนอะไรบ้าง หรือเรื่อง ทองพูน โคกโพ ก็มีคนยกย่องในแง่ต่างๆนานา ไม่ได้วิจารณ์ว่ามีข้อดียังไง ข้อเสียยังไง  ผมรู้สึกว่าจะไม่ค่อยมีคนพูดถึงข้อเสียกันเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะด้านบทภาพยนตร์ บางทีคนก็ไปพูดเรื่องเทคนิค เรื่องอะไรต่างๆ สนใจเรื่องเทคนิค ถ่ายสวย เรื่องบทภาพยนตร์รู้สึกจะไม่ค่อยวิเคราะห์กันมากนัก

+ ในด้านละครรู้สึกว่าจะไม่มีอะไรใหม่ มีที่คณะอักษรฯจุฬาฯ   แต่ว่าเขาก็ยังมีลักษณะแปลบทที่เขาชอบเป็นละคร พวกแอบเสิร์ต พวกอะไรต่างๆหรือพวกโรแมนติกแบบเก่าๆ มันยังห่างไกลกับชีวิตประชาชน รู้สึกไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ ดีแต่ด้านรูปแบบคือ ศิลปะในการแสดง ในการกำกับ ฯลฯ แต่ด้านเนื้อหายังล้าหลังสับสน

+ เป็นเพราะขาดด้านการเขียนบทละครไหมใช่ ส่วนหนึ่งเพราะขาดคนเขียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าทัศนคติหรือค่านิยมในการเลือกละครมาเล่น เพราะว่าการที่เลือกละครแปลมาเล่นนี่ ความจริงก็มีโอกาสจะเลือกได้เยอะว่าจะเลือกละครแบบไหน เขาเลือกละครแบบพวกปัญญาชน เลือกพวกโรแมนติกเก่าๆตามทัศนะของเขา ตามความพอใจของเขา ทั้งๆที่ละครที่สะท้อนชีวิตสะท้อนสังคมในต่างประเทศ หรือละครโรแมนติกที่มีเนื้อหาก็มี แต่ไม่ค่อยมีการเลือกมา ผมว่าน่าจะทำได้คือละครที่สะท้อนสังคมไมได้หมายความว่าเป็นละครการเมืองนะ คือเป็นละครสะท้อนสังคมแบบที่ทำให้มันลึกซึ้งอะไรขึ้นมาหน่อย แทนที่จะเป็นเรื่องแบบโรแมนติกง่ายๆ หรือทำละครแอบเสิร์ต พูดกันแบบสำนวนปรัชญาแบบที่คนทั่วไปรับไม่ได้อะไรอย่างนี้นะ

+ เห็นว่าละครมีโอกาสที่จะขยายออกจากกลุ่มมหาวิทยาลัยเข้าสู่ประชาชนทั่วไปได้ไหมผมว่าน่าจะได้นะ คือในสมัยก่อนนี้ก็มีการทำ แต่ว่าเนื่องจากกระแสการเมืองสูง คนก็เลยมองเป็นการเมืองหมด การที่นักศึกษาจะออกไปแสดงให้ชาวบ้านดูเขาก้เลยมองเป็นเรื่องการเมือง ฉะนั้น พอถึงปัจจุบันเลยทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้พอพูดคำว่านักศึกษา ก็กลับเป็นเรื่องการเมืองแล้ว

ในปัจจุบัน ถ้าจะทำอย่างนั้นได้ ผมว่าคงต้องทำในลักษณะธุรกิจ ลักษณะเป็นละครอาชีพอะไรไปเลย เรื่องที่เล่นก็อาจเป็นเรื่องสะท้อนสังคมธรรมดา ผมว่าน่าจะทำได้ คือ ในแง่เป็นธุรกิจพอเลี้ยงตัวนะไม่ใช่หวังผลกำไรมากมาย  แต่ว่าการละครเป็นงานที่น่าเหน็ดเหนื่อย ถ้าต้องแสดงบ่อยๆ แสดงทุกรอบ ครั้งหนึ่งคนดูไม่มากนี่นะ ก็ลำบากเหมือนกัน  ถ้าไม่มีสถาบันอะไรมาสนับสนุนด้านการเงินเลย

+ สภาพทั่วไปทางการเมืองหลัง 6 ตุลาคม 19 มีผลต่อวงการวรรณกรรมมากน้อยแค่ไหนผมว่าผลกระทบมากนะครับ โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพ ตอน 6 ตุลาฯ มีการเผาหนังสือกันมากมาย โดยเฉพาะหนังสือซ้ายหรือไม่ซ้ายก็ตามโดนเผาไปดด้วยแยะ เพราะคนกลัว ในระยะแรกๆ ไม่มีการประกาศว่าเล่มไหนต้องห้าม เล่มไหนไม่ต้องห้าม คนก็ทำลายหนังสือกันแยะ นักเขียนก็เลยไม่ค่อยกล้าเขียน ผมว่ามีผลกระเทือนมากทีเดียว แล้วดูผลงานที่ออกมาในช่วงปี 2520 ก็รู้สึกไม่มีผลงานอะไรออกมาเลย มีช่วงหลังๆนี้เท่านั้นที่พ็อกเกตบุ๊กต่างๆ ออกมามากขึ้น ก่อนนั้นรู้สึกจะเงียบหายไปเลย

+ ในภาวการณ์ปัจจุบันนักเขียนควรทำอย่างไรผมว่าแล้วแต่เงื่อนไขนะ อย่างปัจจุบันนักเขียนก็สามารถจะเขียนอะไรได้มากขึ้นกว่าสมัยรัฐบาลธานินทร์หลายอย่าง ผมว่าน่าจะเขียนกันบ้าง อย่างวรรณกรรมโดยทั่วไปแล้วไม่ได้เป็นงานด้านการเมืองโดยตรง เป็นงานด้านสังคมมากกว่า ผมว่านักเขียนน่าจะสะท้อนภาพหรือปัญหาสังคมออกมาได้ในรูปแบบต่างๆ

+ หมายความว่าในสภาพการณ์อย่างนี้นักเขียนไม่ควรหยุดนิ่งครับ ผมว่าไม่ควรจะหยุดนิ่งเพราะว่านักเขียนมีลักษณะปัญญาชน คือ เป็นคนที่แสดงความคิดเห็น แสดงอารมณ์ความรู้สึก สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกประชาชนออกไปเพื่อสื่อสารกันและกัน เพื่อความเข้าใจกันมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจปัญหาของประเทศมากขึ้น

ปกติงานเขียนไม่ควรจะหยุดนิ่ง เพราะว่าถ้าไม่มีงานเขียนออกมาคนต้องอ่านแต่หนังสือพิมพ์รายวันหรือรายสัปดาห์ ถ้าไม่มีหนังสือใหม่ออกระดับความคิดของคนอ่านก็จะถอยลง สนใจแต่เรื่ออาชญากรรมหรือดาราหนัง หรือ ไสยศาสตร์ บางทีในที่ทำงานคนไม่รู้จะคุยอะไรกันก็หยิบเอาเรื่องอาชญากรรมมาคุยกัน ทั้งที่พวกเขาก็เป็นคนมีการศึกษาสูง  นี่สะท้อนให้เห็นว่ามันมีผลต่อการศึกษาหาความรู้ของคนและต่อความคิดสติปัญญาของคนมาก

+ ความหวังต่อนักเขียนรุ่นใหม่หลัง 6 ตุลาคมผมคิดว่านักเขียนรุ่นใหม่คงเกิดขึ้นเรื่อยๆ  เพราะว่าในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่นี้ คนก็ต้องคิด คิดถึงอนาคต คิดถึงปัญหาที่เผชิญอยู่ และส่วนหนึ่งคงจะแสดงออกในด้านการเขียนหนังสือ

ผมคิดว่าช่วงนี้อาจเป็นช่วงที่ดี อาจเป็นช่วงเวลาสำหรับตั้งต้นที่จะพัฒนาไปอย่างช้าๆ เพราะหลัง 14 ตุลาฯ รู้สึก..สำหรับบางคนก็เป็นการก้าวกระโดด ความคิดในเชิงก้าวหน้าหลั่งไหลมามาก งานเขียนของคนบางคนรู้สึกจะเขียนตามแบบกัน บางทีลักษณะศิลปะมีน้อย  เพราะไม่มีเวลาฝึกฝนหรือไตร่ตรอง เขียนตามกันโดยที่ตัวเองไม่ได้พัฒนาที่จะเข้าใจปัญหาสังคมไปตามลำดับขั้นด้วยตนเอง คือ เชื่อแบบนั้นก็เขียนแบบนั้น คล้ายกับเป็นสูตรสำเร็จรูป  โดยเฉพาะด้านกวี จะเห็นถึงลักษณะเลียนแบบกันอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหลัง 14 ตุลาฯใหม่ๆ ซึ่งความจริงแล้วงานเขียนควรจะพัฒนาไปอย่างหลากหลาย ควรจะพัฒนาจากตัวคนเขียนเอง จากประสบการณ์ของตัวคนเขียน จากการเรียนรู้ของคนเขียนด้วย

+ ทิศทางวรรณกรรมหลัง 6 ตุลาคมถ้าเราพูดถึงคนที่อยู่นอกวงของการเคลื่อนไหวของนักศึกษา อย่าง คำพูน บุญทวี , นิมิตร ภูมิถาวร อะไรเหล่านี้นะ งานเขียนมีลักษณะสะท้อนสังคมมากขึ้น ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้อยู่ในวงการเคลื่อนไหวของพวกปัญญาชนเลยก็ตาม มันเป็นผลกระทบของยุคสมัยและคนอ่านก็เติบโตขึ้นด้วย อย่างนักเขียนผู้หญิง ผมได้ข่าวว่าบางคนก็พยายามที่จะเขียนหนังสือที่มีลักษณะสะท้อนสังคมมากขึ้น หรืออย่างน้อยบางคนก็พยายามที่จะประณีตกับงานของเขามากขึ้น ผมคิดว่าคนอ่านก็มีส่วนเหมือนกัน ถ้าวงการวรรณกรรมวิจารณ์พัฒนาไปจะช่วยให้คนอ่านเติบโตด้วย ผมว่าคนอ่านจะช่วยผลักดันนักเขียนและกำหนดนักเขียนด้วยเหมือนกัน คนอ่านที่มีคุณภาพตจะทำให้งานเขียนมีคุณภาพขึ้นด้วย

ในสมัยก่อน บางคนเข้ามาเป็นนักเขียนเพราะอยากเขียน หรือบางคนเพราะอยากมีชื่อเสียง แต่ความคิดนี้ควรจะพัฒนาไปได้แล้ว คือ ควรจะเลิกติดชื่อเสียง หรือความคิดว่าเขียนเพื่อมีรายได้เลี้ยงชีพ ผมว่ามันเป็นความคิดในระดับต้น ควรจะพัฒนามากกว่านั้น คือ ควรจะเข้าใจความสำคัญของนักเขียนในสังคมว่ามันสำคัญแค่ไหน ถ้าได้ตระหนักถึงสิ่งนี้ ได้คำนึงถึงสิ่งนี้ก็จะรู้สึก พอรู้สึกแล้วก็จะพยายาม จะดิ้นรนว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งผมคิดว่างานใหม่ๆ มีโอกาสที่จะพัฒนาไปได้มากกว่างานเก่าๆ คือการศึกษา โดยทั่วไปพัฒนามากขึ้น งานวรรณกรรมวิจารณ์สมัยก่อนแทบจะไม่มีเลย

นักเขียนสมัยก่อนอย่าง ยาขอบ , ไม้เมืองเดิม  เป็นนักเขียนที่มีฝีมือ มีศิลปะมาก แต่ว่าเขาขาดความเข้าใจในสังคมอย่างเป็นระบบ งานพัฒนาการทางวิชาการอย่างสังคมศาสตร์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ การศึกษาก็ไม่เจริญ นักเขียนสมัยก่อนไม่สามารถเข้าใจปัญหาสังคมได้มาก ในขณะที่นักเขียนรุ่นใหม่มีโอกาสมากกว่า จึงมีโอกาสเข้าใจปัญหาสังคมได้ลึกซึ้งกว่า ถ้าหากเขาแสวงหาศึกษาอย่างจริงจัง และอีกประการก็คือ พวกเขาต้องพัฒนาฝีมือทางด้านการเขียนพวกศิลปะต่างๆให้ก้าวหน้าและดียิ่งขึ้นกว่าสมัยก่อน

ที่มา
ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งานและทัศนะของ วิทยากร เชียงกูล
กันยายน 2536
ISBN 974-89151-1-5

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , ,

One response to “คุยกับวิทยากร เชียงกูล บทสัมภาษณ์ ตีพิมพ์ในนิตยสารหนุ่มสาว เดือนมีนาคม 2521

  1. bloggoo

    พฤษภาคม 1, 2008 at 3:55 pm

    สวัสดีค่ะ ขอเชิญคุณมาร่วมแบ่งปันความคิด สิ่งที่น่าสนใจ ผ่านบล็อก กับพื้นที่ที่ให้คุณมากสูงสุดถึง 3 กิ๊กกะไบท์
    พื้นที่ที่คุณสามารถแสดง เนื้อหา, รูปภาพ, อัลบั้มรูปภาพ, สไลด์โชว์, วีดีโอ, เสียง และหาเงินง่ายๆจากบล็อกด้วย Google Adsense กับเครื่องมือ widget ต่างๆ อีกมากมาย ใช้งานง่าย ปรับแต่งได้อิสระเหมือนโลกทั้งใบเป็นของคุณ. คลิกที่ชื่อได้เลยค่ะ.
    ขออภัยหาก Comment นี้รบกวนเวลาคุณ ขอบคุณค่ะ.

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: