RSS

ชีวิตการเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์และทัศนะต่อขบวนการนักศึกษาของวิทยากร เชียงกูล

11 พ.ค.

+ แล้วตอน 14 ตุลาฯนั้นทำทำหนังสืออยู่ใช่ไหม

พอผมออกจากธรรมศาสตร์ เดือนเมษายน 2512 ผมไปอยู่ไทยวัฒนาพานิช ไปทำหนังสือ ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชนกับพี่ อนุช อาภาภิรม เขาบอกฝากคนให้มาตามตัวผม เขาได้ยินได้เห็นผลงานของผมบ้างแล้ว และกำลังมองๆหาคนอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ)

+ เลยไม่ได้ทำงานทางด้านเศรษฐศาสตร์

ฮะ เลยไม่ได้ทำงานทางด้านเศรษฐศาสตร์ ตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยชอบเศรษฐศาสตร์เท่าไหร่ ตอนผมจบสักปีสองปี มีอาจารย์ที่คณะคนหนึ่งมาชวนผมเป็นอาจารย์ที่คณะ ผมปฏิเสธผมไม่อยากเป็น ไม่อยากเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ เพราะรู้สึกว่าเศรษฐศาสตร์คิดแต่เรื่องกำไรสูงสุด อะไรต่างๆน่าเบื่อ (หัวเราะ)

+ ได้ศึกษาหรือมีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์สังคมนิยมอะไรบ้างไหม

ตอนผมจบปี 2512 ความคิดเรื่องสังคมนิยมยังไม่มีนะ ตอนที่ผมจบรู้ว่าสังคมนิยมคืออะไรเพียงคร่าวๆ แต่ไม่ค่อยรู้เพราะไม่มีการเรียน การสอนกัน หนังสือหนังหาไม่มีให้อ่าน เพราะรัฐบาลปิดกั้นเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์

+ แล้วใน ฉันจึงมาหาความหมาย ตอนนั้น ทำไมพูดถึง อดัม สมิท แล้วก็มาพูดถึงมารกซ์

ใช่ มีฝรั่งอยู่คนหนึ่งมาสอนประวัติลัทธิเศรษฐกิจแล้วพูดถึง พูดยังงั้นเอง ผมก็รู้คร่าวๆแต่ว่าสองคนนี่ขัดแย้งกัน คนหนึ่งเป็นทุนนิยม ที่มีฝรั่ง (ความจริงเป็นคนจีนแต่สัญชาติอเมริกัน) มาสอน เพราะว่า อาจารย์ป๋วย เริ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษ คือ อาจารย์ป๋วยมองว่า ทำไมเราต้องส่งคนไปเรียนเมืองนอกกัน เอาฝรั่งมาสอนที่เมืองไทยก็ได้ ท่านมองปัญหาว่า ที่เราด้อยกว่าเขา เพราะว่าตำราภาษาไทยเราไม่ค่อยมี นักศึกษาไทยอ่านตำราภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ท่านจึงจัดหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับคนที่ภาษาอังกฤษดี เพื่อที่จะได้ไปอ่านหนังสือฝรั่งได้อะไรได้ แล้วเอาฝรั่งมาสอนด้วยบางวิชา เริ่มบางวิชาไม่ใช่ทั้งหมด มีพวกฝรั่งมาสอน รวมทั้งประวัติศาสตร์ลัทธิเศรษฐกิจด้วย แต่อาจารย์บางคนนี้สอนในทำนองต่อต้าน แกสอนต่อต้านมารกซ์

+ แล้วตอนนั้นคิดอย่างไรถึงเรื่อง อดัม สมิท กับมารกซ์ เห็นตอนที่พิมพ์ครั้งแรก มีคำว่าลงนรกไปซะเถอะมารกซ์ ประชดหรือตลกอะไร ตอนพิมพ์อีกทีเขาถึงจะตัดอันนี้ออก ไปทราบคิดยังไง

คือคิดสับสนไม่รู้เรื่อง เป็นการมองแบบประชัดประชันเย้ยหยันของคนที่สับสน มันประชดประชันทั้งสองคน ทั้ง อดัม สมิท ทั้ง มารกซ์ หรือเป็นเพราะว่าผมกลัวก็ไม่รู้นะ ผมไม่แน่ใจว่าจะถูกมองว่าเป็นพวกนิยมมารกซ์หรือฝ่ายซ้ายอะไรทำนองนั้น ผมเลยจบไปแบบนั้น บอกไม่ถูกหรอก ความคิดมันสับสน พอหลัง 14 ตุลาคมแล้วมาอ่านอีกครั้งคิดว่าไม่ถูกเลยตัดออก

+ ตอนนั้นเริ่มสนใจมารกซ์หรือยัง

ได้ยินกิตติศัพท์มาเท่านั้นเองไม่มีโอกาสได้อ่าน ได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นนักคิดของฝ่ายสังคมนิยม อะไรต่างๆ

+ แล้วตอนนั้นเคยคิดไหมว่า ตัวเองนี่สังกัดกลุ่มใด หรือว่าแนวความคิดแบบไหน เพราะว่าในช่วงนั้นมันมีแนวความคิดหลายทาง บางคนก็เรียกตัวเองว่าปัจเจก เป็นเอ็กซิสเตนเชียลิสต์

ตอนนั้นเริ่มมีพวกนิยมเอ็กซิสเตนเชียลิสม์อะไรบ้าง หนังสือ คนนอก ของอัลแบรต์ กามูส์ แต่ผมคิดว่า ผมยังไงล่ะ ไม่ค่อยคิดเป็นเรื่อง แนวคิดหรืออะไรต่างๆเป็นระบบอะไรยังงี้เท่าไหร่ คือ เป็นคนอยากเห็นสังคมที่เป็นธรรมหรือเป็นประชาธิปไตยทำนองนี้นะ เรื่องระบบความคิดเรื่องอะไรยังไม่ค่อยชัดเจน

+ แล้วตอนที่เขียนเรื่องถนนไปสู่ความตาย

คือมองในแง่ว่าชีวิตในเมืองใหญ่ รู้สึกต่างคนต่างอยู่ตัวใครตัวมันอะไรอย่างนี้นะ มันมีความรู้สึกอยากเย้ยหยันทำนองนั้น คนในเมืองใหญ่ ตัวใครตัวมัน ไม่สนใจใครอย่างแท้จริง ตอนนั้นรู้สึกว่ามองโลกในแง่ร้าย เรื่องส่วนใหญ่ออกมาทำนองนั้น..ประเภทเสียดสีสังคม

+ ความคิดเรื่องพัฒนาสังคมเป็นความคิดทั่วๆไปของคนรุ่นใหม่ ในมหาวิทยาลัยสมัยนั้นหรือเปล่า

เฉพาะบางส่วนเท่านั้น ผมว่าเป็นกลุ่มน้อยนะ กลุ่มที่สนใจหนังสือหนังหาเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจ

+ เป็นเพราะบรรยากาศทางการเมืองด้วยหรือเปล่า ที่ทำให้นักศึกษาไม่ได้สนใจถึงปัญหาสังคม

ฮะ บรรยากาศทางการเมือง บรรยากาศพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสมัยนั้นไม่ค่อนกระตุ้น ไม่ค่อยวิเคราะห์อะไร สอนไปวันๆหนึ่ง สอนเนื้อหาวิชาที่ดูห่างไกลไม่เกี่ยวกับสังคมเท่าไหร่ เรื่องการพัฒนาที่จริงมันก็มีการโฆษณาความคิดเรื่องการพัฒนาประเทศพอสมควร เพราะสมัยจอมพลสฤษดิ์เริ่มมีแผนพัฒนาฯ แต่คนที่จะคิดถึงความเป็นธรรม คิดถึงสังคมว่ามีปัญหาอะไรต่างๆไม่มาก มักคิดว่าการพัฒนา คือ จบไปแล้วเป็นนักเศรษฐศาสตร์ทำงานด้านโน้นด้านนี้ มันก็ช่วยประเทศเจริญขึ้นเอง หรือว่าจบไปเป็นหมอ ไปทำงานก็ช่วยให้ประเทศพัฒนาเอง ปัญหาต่างๆไม่ได้คิดถึง ไม่ได้พยายามหาต้นตอของปัญหาให้ลึกซึ้ง คนคิดน้อย ช่วงนั้นไม่ค่อยมีคนคิด ความคิดที่จะต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านการเอาเปรียบจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจนี่ ผมว่าคนที่เริ่มคิดเกิดขึ้นในช่วงรุ่นหลังผม พวกกลุ่มสภาหน้าโดม พวกนี้ตั้งแต่หลังปี 2512 ไปแล้ว ปี 13-14-15 เริ่มมีคนคิดเชิงอุดมคติอะไรต่างๆ พวก โกมล คีมทอง ปีไหน .. ปี 2514 แต่โกมลยังเป็นนักอุดมคติแบบลอยๆ ยังไม่ได้มีความคิดก้าวหน้าเป็นระบบ

+ ที่บอกว่าขบวนการนักศึกษาช่วง 14 ตุลาฯ พัฒนาเร็วเกินไป จนกระทั่งลืมมองไปว่าจะก้าวยังไงต่อไป อยากให้พูดถึงจุดนี้

คือ 14 ตุลาฯ มันเกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีใครนึกว่ามัจจะเกิดขึ้นได้ คล้ายมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีการสะสมมาจากความไม่พอใจต่อการผูกขาดอำนาจของ ถนอม-ประภาส-ณรงค์ โดยเฉพาะณรงค์คนไม่พอใจมาก รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจปัญหาอะไรต่างๆ ที่มันหมักหมมมา ทำให้กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มจากปัญญาชนกลุ่มเล็กๆ เกิดแนวร่วมอย่างมหาศาลเลยการที่คนเดินขบวนกันเป็นแสน ทีนี้พอเสร็จแล้วนี่ ทรราชถูกบีบให้ออกนอกประเทศไปแล้ว ยังไงล่ะ มันก็ยากสำหรับรัฐบาลใหม่ ยากสำหรับขบวนการนักศึกษาที่จะจัดการกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ปัญหาต่างๆมันสะสมประดังกันมามากมาย ประเดี๋ยวกรรมกรนัดหยุดงาน เดี๋ยวชาวนาเรียกร้อง เดี๋ยวคนโน้นคนนี้เรียกร้อง แล้วต่อมาก็เลยรับอิทธิพลของ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) เข้าไปมาก ลักษณะของเอียงซ้าย อิทธิพลของ พคท.เข้าไป

+ ขบวนการนักศึกษาใช่ไหม

ครับ แค่มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันไม่มีขบวนการอื่นที่จะชี้นำได้ เพราะว่านักศึกษาเองไม่ได้เริ่ม ไม่มีปัญญาชนของตนเอง ไม่ได้สั่งสมแผนการที่จะคิดว่าจะทำยังไงกันต่อไป

+ ตอนนั้นเกิดสูญญากาศทางการเมือง

อย่างคนที่เป็นนักคิดอย่างเสกสรรค์นะ เขาเป็นนักคิด เขาก็พยายามคิดถึงสังคมในแง่ที่เป็นมนุษยธรรมแต่การเอียงข้างประชาชน ก็คือ การเอียงซ้ายอยู่ดี มันเลยไปกับกระแสใหญ่ เขาคงคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น ที่จริงมันก็ไม่ค่อยมีใครที่สามารถจะคิดแตกต่างออกไปได้ คนที่คิดแตกต่างอย่าง อ.ป๋วย ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะนักศึกษากำลังมีไฟและรุ่มร้อน ตอนนั้นคือบรรยากาศมันอาจขัดแย้งกันอย่างรุนแรงด้วย ความขัดแย้งมันรุนแรง มันช่วยไม่ได้ที่ขบวนการนักศึกษายุคนั้นต้องไปทางซ้าย เพราะว่าโดยธรรมชาติของนักศึกษาแล้วนี่เป็นคนหนุ่มคนสาวที่คึกคัก ใจร้อนอะไรต่างๆ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นเราก็คิดกันน่ะ ว่าต่อมันจะมีปัญหาใช่ไหมฮะ ที่มีการพิมพ์หนังสือรอยเลือดในเกาหลีออกมาอะไรต่างๆ เป็นการเตือนกันว่ามันอาจจะต้องมี 6 ตุลาฯ มีการปราบปรามนักศึกษาเกิดขึ้น แต่ว่ามันก็ช่วยไม่ได้ ถึงแม้จะรู้ล่วงหน้า เตือนกันล่วงหน้าขบวนการมันโดนผลักดันไปจนได้

+ แล้วต่อกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีความคิดอย่างไรต่อขบวนการนักศึกษา

คือ ประการแรก ผมคิดว่า จะต้องไม่วันใดก็วันหนึ่ง ขบวนการนักศึกษาที่ชูธงขนาดนี้ต้องถูกปราบแน่ๆ ลักษณะเช่นนี้นะ ลักษณะการที่มาชูธงสังคมนิยมในเมือง โฆษณาอะไรต่างๆครึกโครม เพียงแต่มันจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าเท่านั้น แล้วถ้าไม่ยืดหยุ่น ถ้าไม่ระมัดระวังแล้ว มันก็มีโอกาสเกิดเร็วขึ้น

+ ที่บอกว่านักศึกษาได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งของ พคท.ด้วย หมายถึงว่าได้รับอิทธิพลอย่างไร

หนึ่งในแง่ความคิดทางสังคมนิยม การชื่นชมจีนอะไรต่างๆนะ จัดนิทรรศการจีนแดงที่ธรรมศาสตร์ งานใหญ่มาก ประสบความสำเร็จมาก คือมองในแง่ดีด้านเดียวหมดเลย มองจีนในแง่ดีด้านเดียวหรือการชูคำขวัญเรื่องจักรวรรดินิยมอะไรต่างๆ ผมคิดว่ามันค่อนข้างห่างไกลนะ ประชาชนมองไม่เห็นว่า อเมริกาเป็นจักรวรรดินิยม มันไม่ค่อยชัด มันเป็นจักรวรรดินิยมสมัยใหม่ เป็นจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ เข้ามาทางอ้อม มีกลวิธีที่สลับซับซ้อน อะไรต่างๆ ประชาชนมองไม่ค่อยชัด

+ ตามทัศนะคิดว่าในช่วง 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519 นั้น ขบวนการนักศึกษาเติบโตขึ้นเอง หรือว่ามี พคท.เข้ามาชี้นำ

ผมว่านักศึกษาเติบโตอยู่แล้ว แต่ พคท.แทรกเข้ามาใช่มั้ยฮะ เพราะว่านักศึกษาเติบโต แต่ว่าขาดนักคิด ขาดคนชี้นำทางด้านการเมือง ทางด้านอะไรต่างๆ พคท.ก็แทรกเข้ามาได้ มันก้เข้ากันได้ในช่วงนั้น คือนักศึกษาอยากจะเติบโตอยู่แล้ว ช่วงนั้นคนมันตื่นตัวอยู่แล้ว คนมันแสวงหาอยู่แล้วใช่มั้ย คนพร้อมที่จะรับความคิด อุดมการณ์ที่ดูก้าวหน้า ฟังเข้าท่ากว่าความคิดอุดมการณ์ที่มอยู่แล้ว

+ เห็นด้วยไหมกับการที่นักศึกษาเข้าไปต่อสู้ในปัญหาที่มันไกลตัวออกไป อย่างเช่นปัญหากรณีถีบลงเขาเผาลงถังแดง หรือ กรณีนาทราย ซึ่งขณะนั้นนักศึกษาส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการเหล่านี้

คือ มันประเมินยากนะผมว่าในแง่มนุษยธรรมมันต้องเปิดโปงสิ่งเหล่านั้น มันจำเป็น ทีนี้ผมไม่รู้ว่ามันทำความเสียหายให้ขบวนการนักศึกษายังไง คงจะเสียหายในแง่ว่า ทำให้นักศึกษาถูกมองว่าเป็นแนวร่วม พคท หรืออะไรทำนองนั้น แต่ที่นักศึกษาโดนโจมตีมาก เพราะว่านักศึกษาไปยุ่งหลายเรื่องและบ่อยครั้ง การเดินขบวน การเดินชุมนุมอะไรต่างๆ ทำให้พวกฝ่ายขวาไปโฆษณาว่าพวกนี้เป็นตัวก่อเรื่องยุ่งทุกเรื่องเสือกทุกเรื่องอะไรต่างๆ โจมจีได้ง่าย นักศึกษาทำงานประเภทครึกโครมมาก งานที่จะไปจัดตั้งให้การศึกษาต้องเงียบๆ ใช้เวลานานๆต่างๆไม่ค่อยได้ทำ หรืออาจจะทำไม่ทัน อาจจะมีบางส่วนทำหรือพยายามทำ แต่ว่างานครึกโครม ในระยะหลังๆ เสียภาพพจน์ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในเมื่อฝ่ายคนรวยคนมีอำนาจวาสนาที่จะเสียประโยชน์ เขามีเครื่องมือโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อต้านอย่างกว้างขวาง

+ บางคนมองว่าช่วง 2516-2519 เป็นช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่บางคนก็มองว่าเป็นช่วงที่ยุ่งเหยิงสับสน แล้วทัศนะส่วนตัว สิ่งเหล่านี้จะจัดการได้อย่างไรบ้าง ในการปกครองประชาธิปไตย

ผมว่าเป็นช่วงที่ดูเหมือนว่าจะเป็นประชาธิปไตย เพราะว่าเป็นช่วงแบ่งอำนาจกัน และมันเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นเผด็จการมา เพราะฉะนั้น พวกผู้ปกครองก็ระมัดระวังที่จะไม่ใช่อำนาจเผด็จการอีก เพราะว่าประชาชนเพิ่งเข็ด เข็ดกับจอมพลถนอม-ประภาสมาใช่มั้ย เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองเขาต้องประนีประนอม เขาก็ยอมให้มีเสรีภาพในระดับหนึ่ง ทางเขาเองก็แบ่งผลประโยชน์กันและกันยังไม่ลงตัวดี เพราะกลุ่มหนึ่งหมดอำนาจไปกะทันหัน กลุ่มที่เหลือต้องมาจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์กันใหม่ แต่จริงๆแล้วฐานประชาธิปไตยของฝ่ายประชาชนที่แท้จริงไม่มีเลย ฐานหมายถึงว่า ประชาชนต่างๆที่จะตื่นตัวขึ้นมาจริงๆ แล้วมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มก้อนไม่มี หรือมีน้อยมาก แต่ว่านักศึกษาช่วงนั้นเข้าใจว่า เรามีฐานแล้ว เข้าใจว่ามวลชนอยู่กับเราแล้ว แต่คำว่ามวลชนที่เขาคิดนั้น คือ มวลชนในกรุงเทพฯ บางส่วนที่ตื่นตัวไปฟังการปราศรัยที่สนามหลวง หรือไปฟังอภิปรายที่หอประชุมธรรมศาสตร์เท่านั้นเอง ไม่ใช่มวลชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง นักศึกษาจัดกิจกรรมอะไร เห็นคนมาฟังคึกคักก็เลยนึกว่า ฐานประชาธิปไตยค่อนข้างมั่นคงในเวลานั้น ความจริงผมว่ามันไม่มั่นคง มันเป็นภาวะชั่วคราว ภาวะปลอดอำนาจที่ผู้ปกครองต้องยอม ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็พยายามตีโต้ตลอดเวลาใช่ไหม พยายามที่จะทำลายภาพพจน์ของนักศึกษาตลอดเวลา พยายามที่จะดึงอำนาจอยู่ตลอดเวลา

+ ตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ อยู่ร่วมเหตุการณ์หรือเปล่า หรือไม่อยู่ในประเทศ

อยู่ครับ ตอนนั้นผมทำงานอยู่ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพฯ หลังออกจากไทยวัฒนาพานิชมา 13 ตุลาคม ผมไปเดินขบวนด้วย 14 ตุลาฯ ผมก็หลบ (หัวเราะ) ตอนเกิดยิงกันผมไม่ได้อยู่ นึกว่ามันจบไปแล้วตั้งแต่คืนวันที่ 13 ที่เขาปล่อยตัวพวกธีรยุทธออกมา ผมไปร่วมเดินขบวนตอนเช้าวันที่ 13 แล้วกลับบ้านตอนค่ำ ผมได้ข่าววิทยุว่าเขาปล่อยตัว ผมก็ออกไปอีกไปที่ถนนราชดำเนิน ซึ่งยังมีคนเดินกันอยู่มาก ไปเจอ วิสา คัญทัพ นั่งอยู่ศรแดง ก็รู้ว่าเขาปล่อยพวกที่ถูกจับเพราะแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ผมก็นึกว่า เอ๊ะมันจบไปแล้วใช่มั้ย คุยกับเขานิดหน่อยแล้วก็กลับบ้านไป ไม่คิดว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น รุ่งขึ้นผมก็ไปธุระเรื่องจะหาที่อยู่อาศัยที่ตลิ่งชัน เข้าไปดูที่ดิน นั่งรถสองแถวไป คนเขาก็พูดอะไรกันในรถนะว่ามีการยิงอะไรกันที่ธรรมศาสตร์ พอกลับจากตลิ่งชันเข้าไปในเมือง เห็นภาพความตื่นตระหนกของคน เห็นเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือธรรมศาสตร์ เห็นควันไฟ ผมก็หลบไปอยู่บ้านเพื่อน เพราะตอนนั้นผมคิดว่าถ้ามีการรัฐประหาร อาจมีการกวาดจับนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ฝ่ายค้าน เหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์อะไรอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวังไว้ก่อน

+ ในฐานะนักเขียนที่ชวนให้คนปฏิเสธสิ่งเก่า

สมัยจอมพลสฤษดิ์มีมาแล้ว พวกนักเขียนทั้งนั้นที่ถูกจับ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ (หัวเราะ) ผมได้ยินนักเขียนรุ่นเก่าเขาเล่าให้ฟัง ความจริงก็ช่วยไม่ได้ คนอ่านเขาอยากมาเชื่อเราเอง (หัวเราะ) เราคิดว่าเราเขียนสิ่งที่ถูกต้อง เราไม่ได้ปลุกระดม ไม่ได้โน้มน้าวใคร (หัวเราะ)

+ แล้วตอน 6 ตุลาฯ อยู่ในเหตุการณ์หรือเปล่า

ตอนนั้นผมอยู่ต่างประเทศ อยู่ที่อิตาลี แต่ผมไปก่อนไม่กี่วันนะ ก่อนหน้านั้นใครเข้ามา ประภาสใช่มั้ย ประภาสเข้ามาก่อน ที่ธรรมศาสตร์มีการประท้วงกันผมยังอยู่เลย ที่เขายิงกันผมยังอยู่ที่ธรรมศาสตร์

+ เขายิงกันก่อน 6 ตุลาฯ อีกหรือ

ฮะ ประเภทก่อกวนจาจากข้างนอก แต่ก็ไม่ถึงกับมีคนเสียชีวิต มีคนบาดเจ็บเท่านั้น ตอนนั้นผมคิดว่าบรรยากาศมันน่ากลัวนะ พอมีเสียงปืนทีโฆษกก็บอกให้หมอบกับสนาม ผมคิดว่าถ้าฝ่ายขวาบุกเข้ามาจริง คนที่ชุมนุมประท้วงไม่มีทางรอด ผมนึกถึงว่ามันก็จะเหมือนชิลี เหมือนกับอินโดนีเซียที่รัฐบาลปราบนักศึกษาประชาชนขนาดหนัก ผมว่านักศึกษาไม่มีทางชนะ คิดว่า รัฐบาลทำได้ พวกผู้นำนักศึกษาเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไม่กล้าทำ คิดว่าถ้าประชาชนเยอะๆเขาไม่กล้าทำ แต่ผมคิดว่าเขาทำได้ ตอนนั้นผมว่ากระแสมันค่อนข้างซ้ายจัดพอสมควร ผู้นำนักศึกษาเชื่อมั่นว่าถ้าประชาชนเยอะ เขาจะไม่กล้าทำอะไรอย่างนี้

+ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในสายตาของคนต่างประเทศ

คนช็อกกันนะ มันเป็นข่าวทีวีไปทั่ว

+ ตอนที่อยู่อิตาลีได้ดูไหม

ตอนนั้นผมไม่ได้ดูนะ เพราะว่าทีวีเป็นภาษาอิตาลี ผมไม่รู้เรื่อง ผมเลยไม่เคยไปดูทีวี แต่เพื่อนเขามาบอก เพื่อนเขาฟังข่าววิทยุ BBC ก็เลยตามข่าววิทยุเพราะเขาออกข่าวทุกชั่วโมง แต่มันก็ข่าวสั้นๆ ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก พอวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ต่างๆก็ลง มีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษไปขายบ้าง ที่สถานฑูตไทยในโรมมีคนโยนระเบิดประท้วง คงเป็นพวกก้าวหน้าชาวอิตาลีโดยระเบิดใส่ตอนกลางคืน ไม่มีคนเป็นอะไรของเสียหายเท่านั้น คนดูข่าวแล้วเกิดเกลียดชังรัฐบาลไทยที่ทารุณกับนักศึกษา เลยประท้วง แต่ไม่เป็นข่าวเท่าไหร่

+ ตอนนั้นที่อยู่ที่นั่น ก็รู้แต่เพียงข่าวหนังสือพิมพ์ รู้แต่เพียงเรื่องปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น

ผมก็โทรศัพท์มาถึงทางบ้าน ก่อนหน้านั้นผมอยากจะกลับ ตนแรกผมจะไปเรียน 3 เดือน ผมแล้วผมไม่ชอบ รู้สึกการอบรม (เรื่องการให้การศึกษาสมาชิกสหภาพแรงงาน) ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ผมจะกลับก่อนกำหนดล่ะ พอดีเกิด 6 ตุลาคมขึ้น ทางบ้านบอกอย่ากลับเลยอยู่ที่นั่นน่ะดีแล้ว

+ เลยต้องอยู่ต่อไป กลายเป็นลี้ภัยทางการเมืองหรือเปล่า

ไม่ได้ลี้ภัยฮะ ไปอยู่เฉยๆ (หัวเราะ) ถ้าขอลี้ภัยมันยุ่งยาก เราอยากกลับบ้าน ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในยุโรป

+ มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของนักศึกษา หรือของประชาชน ทำให้เกิดผลดีหรือผลเสียอะไร และปัจจุบันเราจะมองช่วงประวัติศาสตร์ช่วงนั้น เราจะประเมินอย่างไร

ผมว่าข้อดีคือ ทำให้คนตื่นตัวทำให้คนมีความคิดในเชิงอุดมคติมากพอสมควร ทำให้คนอ่านหนังสือหนังหา มีความคิดในเชิงประชาธิปไตย ความเป็นธรรมอะไรต่างๆ มาก ในแง่หนึ่ง ทำให้เกิดการเจริญเติบโตด้านปริมาณถึงแม้มันยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จนถึงปัจจุบันนี้ แต่มันก็เป็นช่วงหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนสนใจการเมืองสนใจสังคมเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน 14 ตุลาฯ ปริมาณมันน้อยมากเหลือเกิน อย่างสมัยของผมคนที่ตื่นตัวทางสังคมมีเปอร์เซ็นต์ไม่เกิน 5% ของนักศึกษาทั้งหมด

+ กับคำพูดที่ว่า ขบวนการนักศึกษาตายแล้ว มีความรู้สึกและความเห็นเกี่ยวกับสิ่งนี้อย่างไรบ้าง

ผมว่า เราจะเทียบขบวนการนักศึกษาปัจจุบันกับช่วงที่รุ่งเรืองอย่างนั้นคงเทียบไม่ได้ เพราะมันต้องดูว่า ขั้นตอนของประวัติศาสตร์แต่ละขั้นตอนมันไม่เหมือนกัน โอกาสที่จะทำอะไรได้มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ในช่วงปัจจุบันนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะนักศึกษาไม่ตื่นตัวหรือไม่มีผู้นำที่มีความสามารถอะไรต่างๆ ต้องดูเงื่อนไขของประวัติศาสตร์ด้วย ในช่วงนั้น (2525) ผู้ปกครองตีโต้หนัก ผู้ปกครองก็ใช้นโยบายปฏิรูปอะไรต่างๆด้วย หรือผลสะเทือนจากภาพพจน์ที่เสียหายของ พคท. ที่นักศึกษาได้เข้าป่าไปแล้วผิดหวังต้องกลับออกมา มันก็มีผลสะเทือนหลายอย่างที่ทำให้ขบวนการนักศึกษาก้าวไม่ออก นี่เป็นเงื่อนไขที่จำกัดนะ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดว่าซบเซาก็ซบเซาจริงๆ โดยสถานการณ์ทั่วไป โดยภาววิสัยแล้ว แต่ทางด้านอัตวิสัยนี่มันก็แล้วแต่นักศึกษารุ่นปัจจุบันน่ะนะว่าเขาจะพยายามทำอะไรต่อไปหรือเปล่า ถ้ายังมีคนที่คิดทำอะไรต่อมันก็ยังรักษาขบวนการไว้ได้ แต่ว่าจะไปหวังว่าจะมีบทบาทเหมือนเมื่อก่อนต่างๆ ยังงั้นมันไม่ได้ มันแล้วแต่เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปคือ เขาอาจพยายามทำอะไรต่ออะไรเป็นประโยชน์ต่อสังคมไปเรื่อยๆนะ แล้วแต่เงื่อนไขที่จะทำได้

+มองว่าในอนาคตนี้ ขบวนการนักศึกษาจะเป็นอย่างไร คือ ตอนนี้ก็มีการเรียกกันว่า ยุคแสวงหาครั้งที่ 2 คือ ต้องการมาทบทวนอะไรกันใหม่ ต้องการคิดอะไรกันใหม่ หลังจากที่เขามองว่ามันซบเซามา

แหม พยากรณ์ยาก (หัวเราะ) ผมว่าความขัดแย้งในสังคม มันยังคงดำรงอยู่นะ แล้วต่อไปปัญหาคนไม่มีงานทำจะมากขึ้นด้วย คนจบไปไม่มีงานทำอะไรต่างๆ คนจะวิตกเรื่องเศรษฐกิจมากขึ้น เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่ามีผลดีหรือผลเสียต่อขบวนการนักศึกษา คือ อาจมีผลเสียในแง่ทำให้คนเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นหรือเปล่า หรือพยายามที่จะเรียนเก่งๆ เพื่อที่ว่าจบไปมีงานทำหรือเปล่า หรือว่าไอ้การที่ไม่มีงานทำจะทำให้นักศึกษาหัวรุนแรงมากขึ้นในการที่จะคิดแก้ไขปัญหาสังคมมากขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่พยากรณ์ยาก แต่ผมว่าแนวโน้มต้องเป็บแบบนี้ มีความขัดแย้งในสังคมต่างๆมากขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจสังคมสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น คนจะว่างงานมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่านักศึกษารุ่นต่อไปจะเป็นยังไง ยังสนใจปัญหาสังคมหรือว่าจะพยายามแก้ไขสังคมทั่วไปหรือเปล่า หรือคิดแต่จะเอาตัวรอด เมื่อปัญหาเศรษฐกิจมันบีบรัดตัว มันมีทางเป็นไปได้ทั้งสองทาง ทางหนึ่งคือ คนปกป้องตัวเอง พยายามหางานทำ พยายามที่จะให้ตัวเองอยู่รอด แต่อีกทางหนึ่ง คือ ทำให้คนหัวรุนแรงขึ้น พยายามที่จะแก้ไขสังคม

+ ช่วงหลัง 6 ตุลาฯ ปัญญาชนก้าวหน้าส่วนใหญ่ไปร่วมกับ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ในชนบท ตอนนั้นพี่อยู่ที่ไหน มีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับคนเหล่านี้

ผมจบการอมรมที่อิตาลี แล้วก็ไปอาศัยเพื่อนอยู่ฝรั่งเศสพักหนึ่ง ไปอยู่อังกฤษพักหนึ่งเพื่อติดตามข่าว ข่าวที่ได้มาช่วงนั้นก็เป็นข่าวทำนองเหมือนว่าเมืองไทยไม่มีทางเลือกแล้ว มันจะต้องปฏิวัติเป็นสังคมนิยมภายในไม่กี่ปีแล้ว อะไรทำนองนี้แหละ เพราะรู้สึกมันแย่มาก การฆ่าปราบปรามนักศึกษา รัฐบาลใหม่ก็ล้าหลังมาก แต่ผมคิดว่าถึงสังคมนิยมชนะก็คงมีปัญหาเหมือนกันนะ การจะยึดอำนาจได้มันคงไม่ง่ายนัก หรือว่า เอ๊ะ ถ้ายึดอำนาจได้ เขาจะจัดการกับปัญญาชนอย่างไร อย่างนี้ (หัวเราะ) ในแง่หนึ่งคิดว่าถ้าเปลี่ยนแปลงจริงมันอาจดี อาจแก้ไขปัญหาสังคมได้ อีกแง่หนึ่ง คิดว่า เอ๊ะ ฝ่ายพวกผู้นำที่ขึ้นมานี่เป็นยังไง คิดอย่างไม่แน่ใจ บอกไม่ถูก คือ ผมมองอย่างรัสเซีย จีน อะไรต่างๆนะ ผมว่ามันก็ยังมีปัญหาระบบราชการ ระบบการครอบงำสั่งการอะไรต่างๆ ระบบผู้นำเป็นใหญ่ค่อนข้างมาก

+ ตอนนั้น ถ้าอยู่ที่นี่แล้วเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ขึ้นจะทำยังไง

ยังไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) ก็คงกลัวนะ คงกลัวเหมือนกับปัญญาชนก้าวหน้าคนอื่นๆ ทั้งๆที่จริงๆแล้วตอนนั้นผมไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมหรือสัมพันธ์อะไรกับใครเท่าไหร่นะ ผมก็ทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ และเขียนหนังสืออย่างเดียว แต่ก็กลัวเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าชื่อเราในฐานะนักเขียนอาจจะโดนเพ่งเล็งได้

+ ถ้าตอนนั้นอยู่ในเมืองไทย จะตัดสินใจอย่างไร

ไม่รู้ อาจหลบๆอยู่บ้านเพื่อนสักพักมั้ง (หัวเราะ) ตอนนั้นช่วยทำงานอยู่ที่สหภาพพนักงานธนาคาร แต่นั่นเป็นสหภาพเล็กๆนะ คนในธนาคารที่จะสนใจเรื่องสหภาพมันมีน้อย ช่วงนั้นคนยังมองว่าสหภาพเป็นซ้าย เลยไม่ค่อยกล้าเป็นสมาชิกกัน แต่ระยะหลังนี่คนเริ่มมองสหภาพในแง่กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มอาชีพมากขึ้นและกลับมีสมาชิกเยอะขึ้น ที่จริงสหภาพแรงงานเป็นองค์กรต่อรองภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิย ทำให้นายจ้างสามารถพูดจากับตัวแทนลูกจ้างเป็นระบบและสะดวกขึ้น ไม่เกี่ยวกับสังคมนิยมหรือฝ่ายซ้ายเลย
ที่มา
ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งานและทัศนะของ วิทยากร เชียงกูล
กันยายน 2536
ISBN 974-89151-1-5

ตัดทอนเรียบเรียงขึ้นใหม่จากคำสัมภาษณ์ของคณะวิจัยจากจุฬาฯ เรื่อง “ประชาธิปไตยจากคำบอกเล่า” โครงการของอาจารย์กนก วงศ์ตระหง่าน ผู้สัมภาษณ์มี 3 คน เป็นนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลาคม หรือหลังจากนั้น บรรยากาศจึงเป็นการคุยกันใช้เวลาหลายชั่วโมง คำสัมภาษณ์ทำไว้ราวปลายปี 2524 หรือต้นปี 2525 นำมาแก้ไขและเรียบเรียงใหม่เดือนสิงหาคม 2533)

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

One response to “ชีวิตการเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์และทัศนะต่อขบวนการนักศึกษาของวิทยากร เชียงกูล

  1. stemis

    มิถุนายน 22, 2009 at 5:45 pm

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: