RSS

การกระจายความมั่งคั่งสู่ประชาชน

14 พ.ค.

วิทยากร เชียงกูล

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย คิดในกรอบเดียวกันว่าจะต้องพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมให้เจริญเติบโตสูงก่อน แล้วการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะกระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ในภายหลังเอง แต่การพัฒนาประเทศในรอบ 30-40 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจส่วนรวมเติบโตจริง แต่เป็นการเติบโตไม่สมดุลและการกระจายทรัพย์สิน และรายได้มีความไม่เป็นธรรมเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

    ปัจจุบันคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีประชากรเพียงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ มีรถยนต์ส่วนตัวคิดเป็นจำนวนร้อยละ 70 ของรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ มีปริมาณเงินฝากรวมของสถาบันการเงินกว่าร้อยละ 60 และมีปริมาณเงินกู้จากสถาบันการเงินทั้งหมดกว่าร้อยละ 70

    กรุงเทพฯ มีแพทย์มากกว่า 6,000 คน ขณะที่ทั่วประเทศมีแพทย์ทั้งหมดประมาณ 13,000 คน เปรียบเทียบ จ.ศรีสะเกษ ที่มีแพทย์ทั้งจังหวัด 66 คน สำหรับมีประชากร 1.4 ล้านคน ในจังหวัดนั้น ทำให้แพทย์ที่ศรีสะเกษ 1 คน ต้องดูแลประชาชน 20,000 คน ขณะที่แพทย์กรุงเทพฯ 1 คน ดูแลประชาชนเพียง  900 คนเท่านั้น

    ปัญหาช่องว่างความแตกต่างของประชาชนมิได้เกิดเฉพาะด้านการกระจายทรัพย์สินหรือรายได้เท่านั้น แต่มีความแตกต่างกันในทุกเรื่อง เช่น การศึกษา ประชากรไทยกว่าร้อยละ 70 จบประถมศึกษา ขณะที่ร้อยละ 10 จบมหาวิทยาลัย คนได้เรียนมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คือ ลูกคนรวยและคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ

    ปัญหาการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่เลวลงเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ปัญหาความด้อยพัฒนาทางการเมือง เช่น การได้นักการเมืองด้อยคุณภาพที่เข้ามาด้วยการซื้อเสียง ประชาชนที่มีฐานะยากจนขาดการศึกษาและการรับรู้ข่าวสาร ขาดอำนาจต่อรอง จึงจำต้องขายเสียง เพราะเห็นว่าการขายเสียงเป็นโอกาสต่อรองเดียวที่พวกเขามีอยู่ โดยที่พวกเขาอาจไม่เข้าใจได้ว่า การได้เงินมา 400-500 บาท ทำให้พวกเขาต้องจนไปตลอดชาติ เพราะได้นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพและไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงเข้ามาผูกขาดอำนาจ

    ปัญหาการกระจายที่ไม่เป็นธรรมเกิดมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง และการกำหนดนโยบายการพัฒนาที่ผิดพลาดมาตลอด ทุกรัฐบาลต่างคิดว่าถ้าเศรษฐกิจส่วนรวม เติบโตในอัตราสูง ทุกอย่างก็จะดี แต่เศรษฐกิจเติบโตสูงมา 30-40 ปีแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีชีวิตดีขึ้น ขณะนี้เศรษฐกิจส่วนรวมเริ่มมีปัญหาเติบโตลดลง แนวคิดและวิธีการของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ยังเป็นรูปแบบเดิม คือ ส่งเสริมการส่งออกให้มากยิ่งขึ้น  มุ่งแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยการส่งออกให้มากขึ้น โดยไม่มีใครคิดเรื่องกระจายความมั่งคั่งหรือการพัฒนาตามแนวคิดใหม่ที่ควรเน้นการตลาดภายในประเทศของคนไทย 60 ล้านคนที่มีแต่จำนวน แต่เนื่องจากพวกเขายากจน จึงขาดอำนาจซื้อสินค้าและบริการ ถ้าเทียบกับคนอังกฤษซึ่งมีจำนวนพอๆกันแต่มีรายได้สูง จึงมีอำนาจซื้อสินค้าต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษใหญ่กว่าของไทยไม่รู้จักกี่เท่า

    ความล้มเหลวในการกระจายรายได้ส่งผลให้คนไทยส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ขาดอำนาจซื้อ อุตสาหกรรมต่างๆก็ไม่สามารถขยายตลาดภายในได้ (ผลิตสินค้าได้มากมาย แต่คนไทยที่ยากจนไม่มีเงินซื้อ) จึงต้องเน้นไปที่การส่งออก โครงสร้างทางเศรษฐกิจปัจจุบันไม่สามารถนำเราไปสู่การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ในทางตรงกันข้ามกลับทำลายโอกาสอีกด้วย  เพราะมุ่งส่งเสริมแต่ทุนต่างชาติ ทุนขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก ซึ่งจะทำให้เกิดการรวมศูนย์ทุน และการสะสมความมั่งคั่งในมือคนกลุ่มน้อยมากขึ้น แทนที่จะกระจายรายได้ให้คน 60 ล้านคนมีการศึกษาดีขึ้น รายได้และมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศมีขนาดใหญ่ขึ้นพอๆกับอังกฤษหรือฝรั่งเศส ซึ่งมีประชากรใกล้เคียงกับเรา แต่เศรษฐกิจเราเล็กกว่าเขาเป็นสิบเท่า

    ปัญหาเกี่ยวเนื่องในระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ที่น่าจับตาประการหนึ่ง คือ ลักษณะรวมศูนย์ของระบบราชการที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2527 ทั่วประเทศมีข้าราชการทั้งสิ้น 260,000 คน แต่ในปี 2537 มีทั้งสิ้น 900,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 300% ทั้งๆที่ประชาชนไทยในช่วง 10 ปีนั้น เพิ่มเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้ประชาชนต้องจ่ายภาษีเพื่อเอาไปใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการถึง 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งประเทศ เฉพาะเงินเดือนข้าราชการตกปีละ 2 แสนล้านบาท  แต่ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ข้าราชการได้ประโยชน์จากเงิน 2 แสนกว่าล้านบาทน้อยมาก

    เหตุผล ความจำเป็นของการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ทางการเมืองและสังคมในแง่การลดความขัดแย้ง และสร้างความเป็นธรรมในสังคมแล้วยังเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย หากเรากระจายรายได้ให้คนจน 40-50 ล้านคนมีรายได้สูงขึ้น จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องพึงพาการส่งออกเป็นหลักดังที่เป็นอยู่ สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตได้สามารถขยายตลาดภายในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ จะทำให้ประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีการประหยัดจากขนาดการผลิตที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งจะป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น

    นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการค้า การบริหาร ได้เจริญเติบโตสูงกว่าภาคเกษตร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น การเอาเปรียบลูกจ้างด้วยการกดราคาข้าว กดค่าจ้างแรงงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมให้มีความได้เปรียบในตลาดโลก เป็นนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ที่ถูกคือเราต้องพัฒนาแรงงานให้มีการศึกษา มีฝีมือ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อคนงานมีรายได้ มีอำนาจซื้อมากขึ้น พวกเขาก็จะสามารถซื้อข้าว และอาหารในราคาสูงขึ้นได้ จะได้ช่วยเกษตรกรให้ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ และการผลิตให้ดีด้วย

    นักการเมืองแต่ละคนก็พูดว่า พรรคของตนมีนโยบายกระจายความเจริญสู่จังหวัดต่างๆ ทุกคนพูดคล้ายๆกัน โดยมีความตั้งใจ ความเข้าใจและการเสนอวิธีการที่กระจายนี้ต่างกันไป แต่กล่าวโดยรวมแล้วพวกเขาไม่สามารถที่จะกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สู่ประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะเขามองไม่เห็นต้นตอของปัญหา นักการเมืองรวมทั้งข้าราชการ มักมองว่าเป็นความผิดพลาดที่ให้งบภาคชนบทหรือภาคเกษตรน้อยไป ดังนั้นถ้าเพิ่มงบประมาณแก่ภาคชนบทยิ่งขึ้น การกระจายอุตสาหกรรมไปต่างจังหวัดมากขึ้นในอนาคตภาคชนบทจะดีเอง นี่เป็นวิธีคิดภายในกรอบคิดเดิมที่ยังเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกเป็นหลัก เน้นให้เศรษฐกิจส่วนรวมโตก่อนแล้วจะแบ่งไปทีหลัง แต่การแบ่งงบประมาณให้ต่างจังหวัดหรือชนบทมากขึ้นจะไม่ช่วยแก้ปัญหาการกระจายที่ไม่เป็นธรรมได้ นอกจากมีการปรับรื้อระบบปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้มีการกระจายส่งเสริมอำนาจ ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาเสียใหม่ เน้นการกระจายความมั่งคั่ง เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนมากกว่าการเพิ่มการเติบโตของสินค้าและบริการโดยรวม

    ยกตัวอย่างเช่น นโยบายเรื่องการแบ่งภาษีและการจัดสรรงบประมาณต้องเปลี่ยนใหม่ ควรมีภาษีมรดก ภาษีกำไรการขายที่ดินและทรัพย์สินอื่นๆในอัตราก้าวหน้า เพื่อให้คนที่ร่ำรวยมาก ที่ได้ประโยชน์จากแผ่นดินมากต้องเสียภาษีสูง เราจะได้เอาภาษีเหล่านี้มาพัฒนาและให้สวัสดิการคนจนมากขึ้นและจะได้จำกัดหรือลดค่านิยมที่เน้นความโลภมาก ความทุจริตฉ้อฉลของคนลงมาได้ด้วย ส่วนคนรายได้น้อยก็ควรช่วยเหลือเขาโดยการลดหย่อนภาษี ให้สวัสดิการด้านต่างๆ ส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาอาชีพมากขึ้น

    ด้านการจัดสรรงบประมาณก็ต้องลดลง งบด้านทหาร ลดการอุดหนุนข้าราชการบางหน่วยงาน หรือบางกิจกรรม เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ และการใช้จ่ายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงลง ต้องปราบปรามควบคุมการทุจริตฉ้อฉล เพื่อใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ปฏิรูปการคลังท้องถิ่นให้ท้องถิ่นเก็บภาษี และบริหารงบประมาณได้เองมากขึ้น

    ตัวการบริหารระบบราชการก็ต้องปฏิรูปขนานใหญ่ โดยควรทำระบบราชการให้เล็กลง กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเองมากขึ้น งานหลายอย่างควรเปลี่ยนระบบการบริหารเป็นแบบรัฐวิสาหกิจ  หรือเป็นองค์กรอิสระที่บริการแบบเอกชน เพื่อจะได้มีการตรวจสอบดูแลให้มีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการวิเคราะห์ถึงต้นทุนและผลงานของแต่ละหน่วยงานด้วย ไม่ใช่บริหารแบบแบมือของบประมาณเพิ่มทุกปี โดยไม่มีหน่วยงานอื่นมาประเมินผลว่าทำงานได้คุ้มค่าเงินงบประมาณที่มาจากเงินภาษีของประชาชนมากน้อยแค่ไหน ทำให้ระบบราชการเวลานี้เป็นประโยชน์ต่อตัวข้าราชการมากกว่าประชาชนทั่วไป ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ก็เก็บภาษีได้น้อย และต้องจัดสรรรายได้จากภาษีมาใช้เป็นเงินเดือนสวัสดิการข้าราชการมาก แทนที่จะได้ใช้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

    การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่ จะต้องสนใจการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปสู่ประชากร 60 ล้านคนอย่างจริงจัง ทำให้คน 60 ล้านคนมีสุขภาพดีขึ้น การศึกษาดีขึ้น รายได้สูงขึ้น พวกเขาจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคกลุ่มใหญ่มาก ทำให้การผลิตและตลาดภายในประเทศใหญ่ขึ้น สินค้าอุตสาหกรรมจะมีพื้นฐานที่เข้มแข็งเพราะสามารถผลิตและขายคนในประเทศได้มากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาแต่การส่งออกร้อยละ 90-100 แบบที่ผ่านมา การออมในประเทศก็จะสูงขึ้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (เงินไหลออกมากกว่าเข้า) จะลดลงได้ ถ้าเน้นนโยบายการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง ลดการสั่งเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็นลง ลดการท่องเที่ยวและไปซื้อของฟุ่มเฟือยในต่างประเทศ สร้างการผลิตสินค้าจำเป็นเพื่อตลาดภายในที่จะใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้คนส่วนใหญ่มีรายได้สูงขึ้น แต่ปัจจุบันคนรวยส่วนหนึ่งรวยมากเกินไป ซื้อของและไปต่างประเทศฟุ่มเฟือยเกินไป ขณะที่คนส่วนใหญ่เป็นคนจนไม่มีรายได้แม้แต่จะซื้อของที่ผลิตได้ในประเทศ ทำให้เกิดปัญหาทั้งเงินเฟ้อ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเศรษฐกิจซบเซาควบคู่กันไป และทำให้แก้ไขได้ยาก ถ้าไม่แก้ไขโครงสร้างการกระจายทรัพย์สิน รายได้ การมีงานทำ ฯลฯ ให้มีความเป็นธรรมขึ้น

 

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: