RSS

กระจายการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค

16 พ.ค.

วิทยากร เชียงกูล

    ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรม มากกว่าครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นักวางแผนและนโยบายของรัฐมักมองการกระจายอำนาจอุตสาหกรรมในแง่การไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดต่างๆเป็นด้านหลัก ความจริงแล้วเราควรจะพูดถึงการกระจายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความหมายกว้างกว่าการไปตั้งนิคมโรงงานอุตสาหกรรมตามจังหวัดต่างๆ คือ ควรมองถึงการอุตสาหกรรมในความหมายกว้าง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาการเกษตรกรรมให้ทันสมัย มองถึงการพัฒนาหัตถกรรม ธุรกิจบริการ การค้าต่างๆด้วย

    เรามักตั้งสมมติฐานหรือคราดหวังว่า การไปส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในต่างจังหวัดมากขึ้น จะช่วยให้คนในต่างจังหวัดมีงานทำเพิ่มขึ้น ขายผลผลิตสินค้าและบริการของตนได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งจะเป็นการกระจายการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เช่น ที่ดินต่างจังหวัดจะมีราคาต่ำกว่า  คนงานจะหาได้ง่าย ค่าแรงจะถูกกว่าในกรุงเทพฯ อาจจะหาวัตถุดิบ แหล่งน้ำ ฯลฯ ได้ถูกกว่าหรือสะดวกกว่า เป็นต้น

    แต่สมมติฐานนี้อาจจะไม่จริงเสมอไป หรืออาจไม่ได้ผลทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าหากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมประเภทใช้ทุน ใช้เครื่องจักรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากกว่าแรงงาน และใช้วัตถุดิบจากนอกประเทศมากกว่าในประเทศ สินค้าก็มุ่งส่งออกมากกว่าขายภายในประเทศหรือต่างประเทศ พวกเขาก็คงไมไปตั้งโรงงานในต่างจังหวัด หรือถึงจะไปตั้งโรงงานในต่างจังหวัดเพื่อได้รับสินค้าพิเศษต่างๆที่รัฐบาลให ้ก็คงก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชนในจังหวัดนั้นๆเพียงเล็กน้อยเท ่านั้น

    ดังนั้น เมื่อเรากล่าวถึงการกระจายการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค เราจึงต้องคำนึงถึงจุดมุ่งหมายในการกระจายการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ภูมิภาคเป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่การกระจายแต่ตัวโรงงานอุตสาหกรรมไป  เพื่อได้ชื่อว่าผลิตในต่างจังหวัด เพื่อได้ลดหย่อนภาษีสิทธิพิเศษต่างๆ เสร็จแล้วก็ขนกลับมาขายกรุงเทพฯ และส่งออก ทุนการบริหารการดำเนินการทุกอย่างก็ยังขึ้นอยู่กับกรุงเทพฯ หรือบริษัทแม่ในต่างประเทศเหมือนเดิม ถ้าเป็นเพียงแค่นั้นถึงจะมีโรงงานในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น คนรอบๆโรงงานก็ยังยากจนและล้าหลัง และเราก็ยังไม่บรรลุจุดมุ่งหมายในการที่จะกระจายการพัฒนาประเทศ ให้สมดุลอย่างแท้จริง

     สิ่งที่เราควรคิดคือ ไม่ใช่กระจายคนและของจากกรุงเทพฯหรือนักลงทุนจากต่างประเทศออกไปสู่ต่างจังหวัดเท่านั้น หากต้องคิดในแง่การพัฒนาคน ทุน ทรัพยากร การจัดการของท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วในระดับหนึ่งให้พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นด้วย จึงจะสามารถสนองนโยบายการพัฒนาประเทศให้สมดุลได้อย่างแท้จริง

    ดังนั้น เราจึงต้องคิดทั้งในเรื่องพัฒนาการศึกษาอบรม การส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดย่อมของคนท้องถิ่น การพัฒนาตลาดทุน ตลาดเงิน การพัฒนาการบริหารการจัดการในต่างจังหวัดด้วย ไม่ใช่คิดง่ายๆแค่การส่งเสริมให้สิทธิพิเศษนักลงทุนให้ไปตั้งโรงงานในต่างจังหวัดเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงว่า เราจะทำให้อุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ (รวมทั้งเกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพด้วย) ที่เราส่งเสริมให้เกิดขึ้นในต่างจังหวัดนั้น มีส่วนสร้างงาน สร้างรายได้ ทักษะฝีมือ ประสบการณ์ความรู้และชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนในจังหวัดหรือภูมิภาคนั้นๆให้มากที่สุดได้อย่างไร

    สำหรับปัญหาเทคโนโลยีการผลิตนั้น ก็เป็นปัญหาสำคัญที่เราต้องคำนึงถึง เพราะแนวโน้มของการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมแล้วเป็นผู้นำ มักมุ่งไปที่การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติทดแทนแรงงานคน เนื่องจากควบคุมดูแลได้ง่ายกว่า แน่นอนกว่า รวมทั้งต้นทุนอาจจะต่ำกว่าด้วย แนวโน้มเช่นนี้จะก่อให้เกิดปัญหาการเลิกจ้าง ปลดคนงานออกมากขึ้น โดยเฉพาะคนงานที่ไร้ฝีมือ หรือขาดความสามารถที่จะพัฒนาตนเองให้เข้ากับเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

    ปัญหาการใช้เทคโนโลยีที่ลดการใช้แรงงานลงนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับไทย ซึ่งมีประชากรและแรงงานมาก และภาคเกษตรแบบปัจจุบันของเราไม่สามารถรองรับแรงงานที่เพิ่มขึ้นได้เพียงพอ  เพราะสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรที่มีอยู่ปัจจุบันราวร้อยละ 54 ก็จัดว่าสูงกว่าประเทศอื่นๆอยู่แล้ว แรงงานใหม่ที่เติบโตเข้ามาสู่ตลาดแรงงานยังเพิ่มปีละหลายแสนคน

    ปัญหาเรื่องเทคโนโลยีนั้น เราก็ควรรู้จักที่จะจำแนกว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แพงที่สุด อาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันเสมอไป เพาะระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม สถานการณ์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกันไป การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของประเทศมากกว่าการจะไปเปลี่ยนแบบหรือไล่ตามประเทศอื่น

    เพื่อเตรียมการรับมือกับปัญหาการพัฒนาทางเทคโนโลยี ที่จะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน จำเป็นที่เราควรมีนโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยี โดยพิจารณาถึงภาพรวมของแรงงานทั้งประเทศและผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะเทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือเพื่อการลดต้นทุนของเอกชนเท่านั้น เราควรคำนึงถึงต้นทุนทางสังคมและประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย

    ทางออกประการแรกก็คือ ต้องเร่งรัดพัฒนาทางการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อยกระดับคนงานไร้ฝีมือ หรือกึ่งฝีมือ ให้เป็นคนงานที่มีฝีมือมีระดับการศึกษาสูงขึ้นสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งต้องใช้คนงานที่มีความรู้ที่จะทำงานกับเครื่องมือสมัยใหม่มากขึ้น นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมของเราก็ต้องปรับตัวไปพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น  เพราะอุตสาหกรรมประเภทใช้แรงงานมาก ใช้เทคโนโลยีขั้นต้น กำลังมีคู่แข่งขันจากประเทศเพิ่งพัฒนาที่มีแรงงานมาก และค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าเรามากขึ้นตามลำดับ

    ทางออกประการที่ 2 คือ ต้องคิดเรื่องการเพิ่มการจ้างงานในทุกสาขาเศรษฐกิจ เช่น ในภาคเกษตรเองก็สามารถช่วยให้คนมีงานทำเพิ่มขึ้นได้ ถ้าเราพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบการผลิตและการตลาดได้ดีพอ สามารถปลูกพืชหลายชนิดได้ปีละ 2-3 หน ใช้ปุ๋ย ใช้การดูแลแบบเข้มข้น (Intensive) มากขึ้น และมีการวางแผนการผลิตตลาดที่ดี สามารถใช้ประโยชน์และขายพืชผล ได้ราคาที่คุ้มกับการลงทุนลงแรง ก็จะช่วยให้คนมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจสาขาอื่นนอกจากภาคเกษตรและโรงงานอุตสาหกรรม ที่จะช่วยให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นได้ คือ สาขาบริการ หัตถกรรมขนาดย่อม การค้า ธุรกิจต่างๆ รวมทั้งการโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจทีเติบโตทั่วโลก

    แต่ทั้งนี้ทางรัฐควรให้ความสนับสนุน กิจการขนาดย่อม กิจการที่มีลักษณะจ้างแรงงานสูงเป็นพิเศษด้วย เพราะเปรียบเทียบกันแล้ว กิจการขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะใช้เครื่องจักรอัตโนมัติมากกว่าใช้แรงงานและกิจการขนาดใหญ่มักมีความได้เปรียบในเรื่องขนาดของทุนและกิจการ ความชำนาญด้านการตลาดต่างๆ ทำให้กิจการขนาดย่อมสู้ไม่ได้ แต่ถ้าเรามองในแง่ประโยชน์ของการจ้างงานคนส่วนใหญ่ในประเทศ และมองในแง่การกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมให้สมดุลแล้ว เราควรส่งเสริมกิจการขนาดย่อม ส่งเสริมกิจการของนายทุนผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระในท้องถิ่นให้มากขึ้น จะทำให้มีการพัฒนาแบบมีการแข่งขันมากขึ้น ลดการผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดลง ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพิ่มการจ้างงาน มากกว่ากิจการขนาดใหญ่

    ทางออกประการที่ 3 ก็คือ  การเพิ่มการจ้างงานจากโครงการของรัฐ หรือโครงการที่กระตุ้นโดยรัฐ เช่น ถนนหนทาง สาธารณูปโภคต่างๆ การพัฒนาแหล่งน้ำ การปลูกสวนป่า การฟื้นฟูบูรณะสภาพแวดล้อม  การทำความสะอาดและดูแลเมืองให้สะอาดสวยงาม ฯลฯ จะช่วยทั้งการจ้างงาน และการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น การกระจายอำนาจการปกครอง ให้ท้องถิ่นปกครองตนเองได้ จะเป็นหนทางสำคัญทางหนึ่งในการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจออกไปสู่ต่างจังหวัด ทำให้จังหวัดมีงบประมาณและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ดีขึ้น

    ทางออกประการที่ 4 ควรจะมีการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเผยแพร่เทคโนโลยี เหมาะสมสำหรับประเทศไทยอย่างจริงจัง เช่น ในเรื่องการใช้ทรัพยากรดิน น้ำ แร่ธาตุต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้โลก ฯลฯ เทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงาน การคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับประเทศไทย เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรแบบผสมผสาน และการผลิตขนาดย่อม ฯลฯ โดยควรกระจายทุนเพื่อการวิจัยและการพัฒนานี้ออกไปสู่ตามมหาวิทยาลัย สถาบัน หน่วยงานในภูมิภาคต่างๆด้วย ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ

    โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศทั้งหมดควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมอย่างจริงจัง เช่น โรงงานประเภทแบบไหน ควรให้ตั้งที่ไหน ต้องมีบ่อบำบัดน้ำเสีย ที่กรองควันพิษ ฯลฯ ขออย่าให้การกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ภูมิภาคกลายเป็นการกระจายน้ำเน่า ควันพิษ ความตายผ่อนส่ง ความเลวร้ายต่างๆไปสู่ภูมิภาคเหมือนอย่างที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ เราควรใช้บทเรียน ความเสียหาย  และความสิ้นเปลืองที่กรุงเทพฯ ได้รับเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องทำนองเดียวกันนี้อีกในต่างจังหวัด

 

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: