RSS

การปฏิรูปทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

26 พ.ค.

วิทยากร เชียงกูล

    เทคโนโลยีสารสนเทศหรือข้อมูลข่าวสาร (Information Technology) ที่บางคนชอบเรียกย่อว่า IT (ไอที) หมายถึง เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารทุกรูปแบบ (ข้อความ ตัวเลข เสียงภาพ ภาพเคลื่อนไหว) ของมนุษย์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เทคโนโลยีประเภทนี้นับวันจะมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยเพิ่มขึ้น เพราะการปฏิวัติทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมทำให้เราติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกขึ้น ต้นทุนต่ำลง และการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคทุนนิยมข้ามชาติเสรี ก็ทำให้เรามีฐานะ ชีวิตความเป็นอยู่และมีเรื่องที่จะต้องติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆผ่านทางไอทีมากขึ้น ประเด็นคือ เราจะเตรียมรับมือกับไอทีอย่างไร จะมีวิธีการบริหารจัดการกับไอทีอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่จึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด

     ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่จะมองการพัฒนาทางเทคโนโลยีในทุกๆด้าน รวมทั้งไอทีในแง่ดีมากเกินไป คือ ค่อนข้างเชื่อด้านเดียวว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะนำความเจริญ นำความผาสุกมาให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างมากมาย แต่เราต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือ จินตภาพ (vision) ในการเข้าใจเทคโนโลยีและสติปัญญา ความรู้ความสามารถที่จะใช้เครื่องมือได้อย่างเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเครื่องมือในการสื่อสารคือ เนื้อหาสาระของสิ่งที่เราจะสื่อสารกัน การมีสติปัญญาที่จะเลือกวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และสิทธิและโอกาสของประชาชนในการสื่อสารถึงกันและกัน

ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทย เป็นโครงสร้างที่ล้าหลัง มีความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตยสูงมากและสังคมไทยในขณะนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนที่พัฒนาไ ปในแนวทางที่จะสร้างวิกฤติกาลมากกว่ากำลังพัฒนาไปสู่สังคมท่าเจริญรุ่งเรือง อย่างสันติสุข เนื่องจากชนชั้นนำของไทยเน้นการพัฒนาทางที่มุ่งเพิ่มสินค้าและบริการ การลงทุนเพื่อหากำไร และการบริโภคมากกว่าที่จะมองถึงการพัฒนาสังคมแบบยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต ที่มุ่งกระจายผลการพัฒนาที่เป็นธรรมและเหมาะสม ทำให้เนื้อหาสาระของระบบการศึกษาและการสื่อสารพลอยเน้นแต่เรื่องวิชาชีพ เทคนิคในการผลิตสินค้าและบริการ การสร้างค่านิยมในการแข่งขันกันหาเงินและแข่งขันกันบริโภค เสพสุขเป็นผลให้เรายิ่งถลำลึกไปในทางทำลายสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม ซึ่งรวมทั้งค่านิยมจริยธรรมประเพณีดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวนโยบายและโครงสร้างเช่นนี้ การพัฒนาทางด้านไอทีไม่อาจช่วยให้สังคมพัฒนาไปในทางสร้างสรรค์ได้ แต่กลับจะยิ่งเอื้ออำนวยให้การพัฒนาทางวัตถุ และการแข่งขันเอาเปรียบกันแบบตัวใครตัวมันยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น

การที่เราจะสร้างสิ่งที่มีเนื้อหาสาระในการสื่อสารถึงกันได้ สิ่งที่จะต้องทำก่อนอื่น คือ ต้องปฏิรูปการศึกษาและสื่อสารมวลชนให้คนได้ฝึกฝนในการคิดวิเคราะห์ เปิดใจกว้าง เห็นทางเลือกใหม่ๆ มีจินตภาพ (vision)  ในการมองปัญหา มองอนาคต ไม่ใช่เรียนแบบท่องจำและคิดคับแคบ เดินตามกระแสค่านิยมหลักที่เน้นการแข่งขันแบบตัวใครตัวมัน ไอทีแม้จะก้าวหน้าเพียงไรก็เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแก้ปัญหาให้เราได้ ไอทีไม่อาจทดแทนสติปัญญาและจินตภาพในการแก้ปัญหาของคนได้เราต้องสร้างคนให้มีสติปัญญา มีจินตภาพ มีจิตสำนึกก่อน คนจึงจะรู้จักใช้ไอทีเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาวได้

    ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ คือ ความคับแคบเห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้น ไม่มีจินตภาพเห็นการณ์ไกลของนักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจระดับสูง พวกเขาต่างแก่งแย่งแข่งขันหาผลประโยชน์ส่วนตัวกัน โดยไม่มองภาพผลประโยชน์ส่วนรวมในระยะยาว  เช่น เรื่องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ขายเครือข่ายโทรศัพท์และการคมนาคมนั้น ถ้าเปิดแข่งขันกันอย่างยุติธรรมหรือหาทางตกลงร่วมมือกันทำ ทำให้ต้นทุนต่ำและทำงานให้เสร็จได้เร็วขึ้น ประชาชนก็จะมีโอกาสใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น เร็วขึ้น เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ แต่ทุกวันนี้พวกนักการเมือง ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนที่มีบทบาทในการควบคุมพัฒนาเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารยังต่างคนต่างแย่งผลประโยชน์ระยะสั้นเฉพาะตัว เฉพาะกลุ่มกันอยู่ ทำให้การพัฒนาทางไอทีรวมทั้งเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องล่าช้า และไม่มีแผนแม่บททิศทางที่ถูกต้อง ปัญหาความด้อยพัฒนาทางด้านไอทีของไทยจึงอยู่ที่ตัวบุคคล ไม่ใช่อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี

ถ้าหากเราไม่มีการปฏิรูปทางการเมือง ปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคม ให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตย เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพอย่างจริงจัง ความก้าวหน้าทางไอทีก็จะก้าวไปอย่างลุ่มๆดอนๆ และไอทีก็จะเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ และนายทุน ผูกขาดที่มุ่งโฆษณาความคิดแบบจารีตนิยมและบริโภคนิยมเท่านั้น ถึงเราจะมีทีวี 100 ช่อง หากมีแต่โฆษณา มีแต่ความบันเทิงซ้ำๆซากๆ ก็ไม่มีประโยชน์ เท่ากับการมีทีวีที่เสนอรายการดีสัก 4-5 ช่อง หรือการมีคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ถ้าคนมีไว้เพื่อใช้เล่นเกมรุนแรง หรือดูหนังโป๊ภาพลามกต่างๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร อาจเป็นโทษมากขึ้นด้วย

การที่จะให้ประชาชนมีสิทธิและโอกาสในการสื่อสารมากขึ้น นอกจากควรมีนโยบายเปิดเสรีวิทยุและโทรทัศน์แล้ว รัฐควรสนับสนุนให้องค์กรประชาชนหรือชุมชนเป็นเจ้าของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ หรือมีตัวแทนเข้าไปบริหารในสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่เป็นของภาคสาธารณะ ในลักษณะของคณะกรรมการบริหารที่เป็นองค์กรอิสระของรัฐบาลแบบ บีบีซี ของอังกฤษ เพื่อที่เราจะได้มีรายการวิทยุโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาสาระประเทืองปัญญาและรสนิยมเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่เปิดเสรีให้ดำเนินเป็นธุรกิจก็ควรจะเป็นรูปบริษัทมหาชนจริงๆ และมีคณะกรรมการด้านวิชาชีพเป็นผู้ดูแลด้านนโยบายไม่ใช่ให้ขึ้นต่อหน่วยงานของรัฐหรือเป็นธุรกิจเพื่อการค้าล้วนๆ และรัฐควรสนับสนุนให้องค์กรประชาชน สมาคม สถาบันการศึกษาต่างๆเข้ามามีส่วนจัดรายการทางวิทยุโทรทัศน์ได้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นรายการเหล่านี้ก็จะถูกครอบงำโดยรัฐที่มุ่งผลทางการเมือง และนักธุรกิจเอกชนทึ่มุ่งผลกำไรมากเกินไป

ส่วนกิจการด้านหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นๆ เช่น มัลติมีเดีย การขายข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รัฐควรสนับสนุนผู้ประกอบการหรือธุรกิจขนาดย่อม ขาดกลางด้วย เช่น ลดภาษีกระดาษ ภาษีคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ ฯลฯ ให้เงินทุนกู้ยืม ให้ทุนสนับสนุน รางวัล แรงจูงใจต่างๆ เพื่อส่งเสริมการสร้างข้อมูลข่าวสื่อสารที่มีเนื้อหาสาระสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ และป้องกันการผูกขาดหรือการครอบงำข้อมูลข่าวสารโดยธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ของต่างชาติ ซึ่งนับวันจะมีบทบาทสูงขึ้นและเข้ามาถึงประชาชนทุกครัวเรือนได้ง่ายขึ้น ในโลกยุคไร้พรมแดนนี้

ทั้งรัฐและเอกชนควรจะสร้างฐานข้อมูลความรู้ที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อาทิเช่น ความรู้เรื่องวิธีการเรียน การหาความรู้ด้วยตัวเอง การรู้จักหัดคิดวิเคราะห์ การรู้จักดูแลชีวิตและครอบครัว สุขภาพอนามัย สาธารณสุข จิตวิทยา สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจการเมือง สังคม ศิลปะวัฒนธรรม การบริหารจัดการ การพัฒนาชีวิตและอาชีพการงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศต่างๆ กลุ่มต่างๆ ศิลปะวัฒนธรรม บันเทิงคดีที่สร้างสรรค์และมีรสนิยมจากประเทศต่างๆ ฯลฯ และสนับสนุนให้มีการสื่อสาระเหล่านี้ผ่านสื่อสารมวลชน และเครื่องมือทางการสื่อสารต่างๆ เช่น เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบอินเตอร์เนต ซึ่งควรมีองค์กรที่ไม่เน้นการค้ากำไรพัฒนาให้มีองค์ความรู้ภาษาไทยอยู่ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ประชาชนจากทุกมุมของประเทศจะหาความรู้ได้ฟรี หรือเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ (เช่น ค่าโทรศัพท์ทางไกล) ค่อนข่างถูก สามารถปฏิสัมพันธ์ตอบโต้แบบสื่อ 2 ทาง คือ ประชาชนสามารถสื่อสารถึงกัน และสื่อถึงรัฐบาล ถึงองค์กรต่างๆได้ด้วย

    ในสภาพที่สังคมไทยยังมีความแตกต่างกันเรื่องฐานะรายได้และการศึกษาสูง จะต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจการเมืองเพื่อลดช่องว่างดังกล่าวลง ประชาชนถึงจะมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงได้ ขณะเดียวกันก็ต้องรณรงค์ให้ประชาชนขวนขวายศึกษาหาความรู้ หาข้อมูลข่าวสารหลายๆด้านและมองปัญหาต่างๆอย่างวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะรู้จักเลือกข้อมูลข่าวสารและตีความ เพิ่มความเข้มแข็งในการสร้างอำนาจต่อรองให้กับตนเองได้มากขึ้น

สิ่งที่เรียกกันว่า “การปฏิวัติทางด้านการสื่อสาร” นั้น จริงๆแล้วในขณะนี้ยังเป็นแค่การปฏิวัติทางเทคนิค เพื่อประโยชน์ของคนที่มีอำนาจในการกุมการสื่อสาร เช่น บริษัทโทรคมนาคมและธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐและคนที่มีอำนาจมากกว่า เป็นการปฏิวัติเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง การปฏิวัติทางด้านการสื่อสาร จะเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงก็ต่อเมื่อ เราต้องปฏิวัติทางการศึกษา ปฏิวัติทางการเมืองและเศรษฐกิจ ให้ประชาชนมีสิทธิ์และโอกาสทางเศรษฐกิจและอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง การได้รับการศึกษาและข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เมื่อนั้นเราจึงจะก้าวไปกับยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร หรือสังคมสารสนเทศที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: