RSS

มาตรการในการปฏิรูปการศึกษา

30 พ.ค.

วิทยากร เชียงกูล

    1.พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็กไทย ตั้งแต่อยู่ในท้องมารดาจนถึงวัยเข้าเรียน โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่และโดยเฉพาะคู่สมรสใหม่และคนหนุ่มสาว เรื่องการวางแผนครอบครัว เรื่องสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก เรื่องการกระตุ้นสมองและการให้อาหารให้การเรียนรู้ที่ดีแก่เด็ก ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงวัยก่อนเข้าเรียน ต้องแก้ปัญหาเด็กในชุมชนแออัด และชนบท ขาดสารอาหารอย่างเร่งด่วน ส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองและให้เด็กทุกวัยบริโภคนมและอาหารที่มีคุณค่าในการบำรุงสมองและร่างกาย ขยายและปรับปรุงศูนย์เลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลเตรียมความพร้อมให้ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อฝึกให้เด็กฉลาดมีพัฒนาการที่ดีทั้งทางร่างกาย และจิตใจมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในชนบท ยังขาดการศึกษาระดับอนุบาลอยู่มาก

2.ปฏิรูปการพัฒนาครูอาจารย์ทุกระดับ สร้างแรงจูงใจและสร้างค่านิยมให้คนเก่งคนดีสนใจมาเป็นครูอาจารย์และมีความพอใจ มีความก้าวหน้าในอาชีพนื้ เพื่อต้านทานกับกระแสที่ครูอาจารย์เก่งๆดีๆถูกดึงตัว โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจเอกชนให้ไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่ครูอาจารย์กันเพิ่มขึ้นทุกที สถานการณ์เช่นนี้เป็นผลเสียต่อการพัฒนาบุคลากรของชาติมาก เพราะถ้าเปรียบครูอาจารย์เหมือนแม่พิมพ์  เราก็ต้องหาทางให้ได้คนที่เก่งที่สุด ดีที่สุดในแต่ละรุ่น ในแต่ละสาขาความรู้ ความถนัดมาเป็นแม่พิมพ์ให้ได้ เพราะถ้าแม่พิมพ์ไม่ดีพอ การผลิตลูกศิษย์ออกมาก็จะยิ่งด้อยลงไปเรื่อยๆ

ดังนั้น จึงเป็นความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องมีการปฏิรูปการฝึกหัดครูและการเตรียมคนที่จะไปเป็นครูอาจารย์ให้ทันสมัยและมีคุณภาพมากขึ้น  และจะต้องปฏิรูปการบริหาร การคัดเลือกคนมาเป็นครูอาจารย์ การให้ผลตอบแทน การสร้างแรงจูงใจต่างๆ ให้ทันสมัยแข่งกับธุรกิจเอกชนได้เช่น มีทุนเรียนต่อ ทุนวิจัย ปรับเงินเดือน ค่าตอบแทนและสร้างโอกาสความก้าวหน้าในการงานให้สูงขึ้น จัดระบบบริหารสถาบันศึกษาให้มีอิสระคล่องตัว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยุติธรรม ให้ผลตอบแทนคนตามผลงาน ไม่ใช่ผูกขาดอำนาจเล่นพรรคเล่นพวก ปฏิรูประบบการคัดเลือกและตรวจสอบผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม มากกว่าระบบแต่งตั้ง ผู้บริหารโดยผู้มีอำนาจหรือระบบหาเสียงเลือกตั้งแบบนักการเมือง นอกจากนี้แล้วควรจะจัดระบบบริหารให้ยืดหยุ่นคล่องตัว สามารถระดมผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านต่างๆมาช่วยเป็นครูอาจารย์บางเวลาด้วย

3.ปฏิรูปปรัชญาการศึกษา หลักสูตร วิธีการเรียนการสอนให้ทันสมัย สนองความต้องการการแก้ปัญหาพัฒนาประเทศในยุคข้อมูลข่าวสาร ให้นักเรียนรนักศึกษามีแรงจูงใจ ความสนอกสนใจในการใฝ่เรียนรู้ รู้จักคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติ การทดลอง การประยุกต์ใช้กับสภาพที่เป็นจริงได้เพิ่มมากขึ้น เน้นการแข่งกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นและส่งเสริมการทำงานเป็นทีมมากกว่าการแข่งขันแบบตัวใครตัวมัน การเรียนรู้จริยธรรม จิตสำนึกค่านิยมเรื่องประชาธิปไตย จะต้องเรียนรู้จากภาคปฏิบัติและกระบวนการใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่จากการท่องจำเพื่อสอบ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ครูอาจารย์ควรจะสอนแบบบรรยายน้อยลง ชี้แนะให้นักเรียนนักศึกษา ศึกษาด้วยมีภาคปฏิบัติ การไปดูงาน ฝึกงานภายนอก การสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้และทัศนะมากขึ้น ส่งเสริมแกมเรียกร้องให้นักเรียนต้องอ่านหนังสือและเรียนค้นคว้าด้วยตนเอง โดยใช้คอมพิวเตอร์สื่ออิเล็กทรอนิกต่างๆมากขึ้น

     การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั้น ควรจะต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะของเรายังอ่อน ยังล้าหลังมากทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ในด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ก็ต้องปรับปรุงหลักสูตรวิธีการเรียนการสอนให้ทันสมัยและมีคุณภาพสนองความต้องการของสังคมที่มีปัญหาได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ปริมาณของนักเรียนนักศึกษาด้านนี้ สังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์อาจมีสัดส่วนมากเกินไปแล้ว แต่ด้านคุณภาพยังปรับปรุงได้อีกมาก สังคมไทยยังต้องการนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารจัดการ นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยา นักนิติศาสตร์  นักอักษรศาสตร์ ฯลฯ ที่ฉลาดรอบรู้และมีจิตสำนึกทางสังคมอยู่อีกมาก ขณะเดียวกันก็ต้องการนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักวิชาชีพ ฯลฯ ที่เก่งในสาขาของตน แต่ก็เป็นคนที่มีความรู้พื้นฐานทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เข้าใจปัญหาสังคม มีจิตสำนึกทางสังคมด้วย นอกจากนี้แล้วหลักสูตรการศึกษาไทยทุกระดับชั้น โดยเฉพาะชั้นมัธยมขึ้นไปควรเตรียมคนให้สามารถเรียนรู้ต่อ หรือเปลี่ยนไปเรียนวิชาใหม่ ทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิตเพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

4.กระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เปลี่ยนระบบการสอบเลื่อนชั้น และสอบเข้าเรียนต่อขั้นสูงแบบใครแพ้คัดออก เป็นระบบให้นักเรียนนักศึกษามีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ โดยมีการจัดการศึกษาหลายแบบ ที่นักเรียนสามารถเลือกได้ ขยายการศึกษาพื้นฐานให้นักเรียนได้เรียนถึงชั้น ม.3 โดยไม่ควรเรียกว่าการศึกษาภาคบังคับ ควรเรียกว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จำเป็น และรัฐควรใช้วิธีให้แรงจูงใจพ่อแม่สนใจส่งลูกเรียนมากกว่า การเน้นว่าเป็นการศึกษาที่รัฐบังคับ สำหรับเขตชนบทยากจนหรือสลัมในเมือง รัฐควรจะต้องให้การอุดหนุนแก่ผู้มีรายได้น้อยในด้านตำราเรียน อุปกรณ์การศึกษา เสื้อผ้านักเรียน รวมทั้งแม้แต่อาหารกลางวัน คนจนจึงจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือมากขึ้น

นอกจากนี้รัฐก็ควรให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา ในชนบทและจังหวัดต่างๆที่เรียนเก่ง แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้ศึกษาในสาขาที่ขาดแคลนทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่น เช่น แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ โดยมีข้อผูกพันให้กลับไปทำงานสร้างความเจริญในท้องถิ่นหรือภูมิภาคของตน  รวมทั้งควรขยายการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนให้ทั่วถึง และควรปรับปรุงขยายการศึกษาแบบต่อเนื่องเพื่อให้คนที่ออกไปทำงานแล้ว สามารถจะกลับมาศึกษาเพิ่มเติมได้อยู่เรื่อยๆ แบบการศึกษาตลอดชีวิต เปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ และเพิ่มจำนวนการรับนักศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่อยากเรียนและมีความถนัดพร้อมได้เรียนในสาขาวิชาที่ตนต้องการมากขึ้น

5. ปฏิรูปการบริหารการศึกษาให้มีการกระจายอำนาจการบริหารไปสู่องค์กรท้องถิ่นและให้ตัวสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งให้มีความอิสระ คล่องตัว ในการบริหารงานมีประสิทธิภาพและทันสมัยทำนองเดียวกับภาคธุรกิจเอกชน ให้ชุมชนท้องถิ่นและภาคเอกชน มีบทบาททางการศึกษามากขึ้น ให้มหาวิทยาลัย วิทยาลัยของรัฐบริหารงานได้ มีการดำเนินการที่เป็นอิสระจากระบบราชการได้มากขึ้น  เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการบริหาร มาเป็นอาจารย์พิเศษ หรืออาจารย์ชั่วคราวสอนอยู่เทอม 2 เทอม หรือปีสองปี ได้คล่องตัวเพิ่มขึ้น ร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนในการฝึกงานและการป้อนแรงงานที่มีความสามารถและทักษะสู่ภาคธุรกิจเอกชน มากขึ้น

การบริหารราชการส่วนกลางควรกระจายอำนาจการบริหารให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง มีอิสระในการเป็นผู้กำหนดนโยบายและการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและความต้องการของประชาชนมากขึ้น  ด้านโรงเรียนและสถาบันการศึกษาเอกชน รัฐก็ควรช่วยส่งเสริมประคับประคองให้เติบโตด้านคุณภาพมากขึ้น เช่น ควรมีการให้ทุนการศึกษา ฝึกอบรมทุนวิจัยแก่ครูอาจารย์ สนับสนุนด้านการพัฒนาอุปกรณ์เทคนิคการเรียนการสอน  ให้ทุนคูปองการศึกษาและทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน-นักศึกษาที่ขัดสน เพื่อให้นักเรียน-นักศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ที่ไม่ได้เรียนสถาบันของรัฐมีโอกาสและทางเลือกหลากหลายมากขึ้น  เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาได้แข่งขันกันในทางคุณภาพอย่างสร้างสรรค์

6. ปฏิรูปการบริหารจัดการคณะสงฆ์ ให้เป็นประชาธิปไตยและมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับเณร สงฆ์ และแม่ชี ควรพัฒนามหาวิทยาลัยและโรงเรียนของสงฆ์ให้มีพระสงฆ์ที่มีคุณภาพและสามารถเข้ าใจติดตามโลกสมัยใหม่ได้ทัน เช่น มีความรู้ด้านจิตวิทยาสังคม สภาพแวดล้อม ศิลปะวัฒนธรรม กฏหมาย สาธารณสุข ฯลฯ มากพอที่ทำให้พระสงฆ์เป็นปัญญา เป็นผู้นำชุมชน ให้คำปรึกษาช่วยแก้ปัญหาชีวิตของประชาชนและช่วยพัฒนาสังคมได้เพิ่มขึ้น

7. สนับสนุนการใช้ทรัพยากรและการสื่อสารสมัยใหม่ เพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องมากขึ้น เช่น ปรับปรุงขยายรายการทางโทรทัศน์และวิทยุเพื่อการศึกษาและความบันเทิงที่มีเนื้อหาสาระ มีรสนิยม ช่วยยกระดับสติปัญญา ศิลปะวัฒนธรรมของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เป็นสื่อเพื่อการค้า และความบันเทิงที่ไม่ค่อยมีสาระ ซึ่งทำให้ประชาชนยิ่งงมงาย  ถูกครอบงำมากขึ้น นอกจากนี้ก็ควรพัฒนาการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สนับสนุนการเพิ่มและขยายห้องสมุด ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาแบบต่อเนื่อง พิพิธภัณฑ์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์กีฬา ฯลฯ โดยควรกระจายทรัพยากรเหล่านี้ไปสู่ต่างจังหวัดให้มากขึ้น อาจจะร่วมมือกับวัดก็ได้  ถ้าหากวัดไหนมีพระที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากพอ และควรจะจัดรูปแบบการบริหารงานแบบองค์กรอิสระ ไม่ใช่ตามระบบราชการแบบตายตัว เพื่อจะได้บริหารได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

8. สนับสนุนให้รัฐสภา (และต่อไปคือสภาจังหวัดหรือประชาคมจังหวัด) มีบทบาทในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น เช่น มีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของตนเอง มีสำนักงานสาขาในภูมิภาค ให้บริการทางด้านห้องสมุดและการค้นคว้าข้อมูลข่าวสารต่างๆ การรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ปัญหาข้อเสนอแนะจากประชาชนส่งถึงผู้บริหาร ฯลฯ

9. ลดหรือยกเลิกภาษีกระดาษพิมพ์หนังสือ ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การศึกษาต่างๆ เพื่อให้หนังสือและอุปกรณ์การศึกษามีราคาต่ำ  การอ่านหนังสือและการศึกษาจะได้มีโอกาสเจริญเติบโตมากขึ้น ลดหย่อนภาษีให้องค์กรธุรกิจที่ทำการวิจัย และจัดการศึกษาอบรมให้แก่พนักงานหรือประชาชน หรือบริจาคเพื่อสถาบันการศึกษา และมูลนิธิด้านการพัฒนาการศึกษา

10. สนับสนุนการตั้งสถาบันเพื่อการพัฒนาภาพยนตร์ ละคร ศิลปะวรรณกรรม ศิลปะพื้นบ้าน ฯลฯ ที่มีคุณภาพ รวมทั้งการให้ทุน สนับสนุนหรือรางวัลแก่ผู้สร้างสรรค์งานด้านศิลปะวรรณกรรมดีๆ งานด้านวิชาการ วิจัยต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม โดยสถาบันเหล่านี้ควรมีการบริหารแบบองค์กรอิสระ โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และเงินบริจาคจากองค์กรธุรกิจเอกชนที่สามารถนำไปหักค่าลดหย่อนภาษีได้

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

One response to “มาตรการในการปฏิรูปการศึกษา

  1. แม่และเด็ก

    ตุลาคม 9, 2010 at 5:40 pm

    แม่และเด็ก น่าสนใจมากเลย ขอบคุณค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: