RSS

ทำไมไทยจึงไม่ควรพัฒนาประเทศตามสหรัฐ

04 มิ.ย.

บทความของวิทยากร เชียงกูล
ที่ตีพิมพ์ใน นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์

จักรวรรดิยุคใหม่

สหรัฐอเมริกาเ ป็นประเทศมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร เพราะเป็นประเทศกว้างใหญ่ที่เป็นดินแดนใหม่ มีทรัพยากรทางเกษตร แร่ธาตุ น้ำมัน แก๊ส มาก ขนาดของประชากรใหญ่ (300 ล้านคน) เป็นประเทศได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 น้อยกว่าประเทศในยุโรป รวมทั้งได้ประโยชน์จากการขายสินค้าทั้งในช่วงสงครามและหลังสงครามด้วย จึงทำให้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจและการเมือง

สหรัฐฯเป็นผู้นำในการสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารโลกและกองทุนเงินระหว่างประเทศให้เงินกู้ฟื้นฟูบูรณะยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก เพื่อผนวกประเทศเหล่านั้นเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกขณะเดียวก็ต่อต้านการแพร่ขยา ยของคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมที่ในยุคนั้นมีโซเวียตรุสเซีย เป็นผู้นำ (ต่อมาก็มีจีนด้วย)

การพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในสหรัฐฯ ทำให้เกิดการรวมศูนย์ทุนและการผลิตขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เกิดเป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ไปลงทุนและค้าขายทั่วโลกสามารถใช้ประโยชน ์จากพลังงานวัตถุดิบ แรงงาน และตลาดได้จากทุกประเทศ เกษตรกรขนาดเล็ก ผู้ผลิตขนาดเล็กทั้งในสหรัฐและประเทศอื่นๆ แข่งขันสูงบริษัทข้ามชาติไม่ได้ ต้องล้มละลาย ไปเป็นลูกจ้างตามพันธสัญญาหรือคนงาน

การเติบโตของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ซึ่งกว่าครึ่งค่อนมาจากนายทุนสหร ัฐได้เปลี่ยนโฉมหน้าของสหรัฐฯ จากประเทศที่มีกำเนิดจากอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ขนาดย่อมขนาดกลางเมื่อ 200 ปีที่แล้ว กลายเป็นประเทศจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจที่บริษัทข้ามชาติที่มีอิทธิพลทางกา รเมืองต่อทั้งรัฐบาลสหรัฐและต่อรัฐบาลทั่วโลก บรรษัทข้ามชาติสามารถกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้เอื้อต่อการขยายตัวของบรรษัทข้ามชาติ เช่นสนับสนุนให้เก็บภาษีน้ำมันต่ำ เพื่อให้น้ำมันมีราคาถูก สนับสนุนการสร้างถนนและทางด่วนเพื่อส่งเสริมการผลิต การขนส่ง และการบริโภคสินค้าบริการต่างๆรวมทั้งการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาก (ซึ่งต่างจากยุโรปที่พัฒนาการขนส่งสาธารณะมากกว่าสหรัฐ) บรรษัทข้ามชาติผลักดันให้รัฐบาลประเทศต่างๆต้องเปิดเสรีทางการลงทุนและการค้ าให้บริษัทข้ามชาติเข้าไปลงทุนได้สะดวก และในหลายกรณีได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีและอภิสิทธิ์ต่างๆ

โครงสร้างการผลิต การค้า การขนส่ง แบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่รวมศูนย์การผลิตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้ชาวอเมริกันเป็นชนชาติที่นิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่าการขนส่งสา ธารณะ นิยมมีบ้านใหญ่โตอยู่ชานเมือง มีเครื่องไฟฟ้าและเครื่องใช้ไม้สอยอำนวยความสะดวกสมัยใหม่มาก คนอเมริกันมีเพียง 4 % ของประชากรโลก แต่เป็นเจ้าของทรัพย์สินราว 30% และเป็นผู้บริโภคทรัพยากรและน้ำมันราว 40 % ของโลก เวลานี้สหรัฐกลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่กำลังสร้างวิกฤติเศรษฐกิจชะลอตัวทั่ว โลก คนอเมริกันไม่เพียงแต่สร้างมลภาวะและปัญหาโลกร้อนมากที่สุดเท่านั้น การพัฒนาที่เน้นความมั่งคั่งส่วนตัวมาก ยังทำให้คนอเมริกันที่ร่ำรวยทางวัตถุในรอบ 40 ปี ที่ผ่านมาต้องแข่งขันแบบตัวใครตัวมัน ทำงานหนักเครียดเพิ่มขึ้น มีปัญหาชีวิตและสังคมเพิ่มขึ้น และมีความสุขความพอใจลดลง

ความเห็นแก่ตัวและการบริโภคแบบฟุ้งเฟ้อนำไปสู่ความขัดแย้งและวิกฤติ

การผลิตและการค้าแบบรวมศูนย์ในธุรกิจขนาดใหญ่ระดับบริษัทข้ามชาติขยายไปทั่วโลก นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” แต่น่าจะเรียกว่า “การผูกขาดครอบงำเศรษฐกิจสังคมโลกโดยกลุ่มบริษัทข้ามชาติ” มากกว่า ประเทศทั่วโลกดำเนินนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตามสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมในช่วง 20 ปีหลังนี้ก็เปลี่ยนมาใช้ระบบตลาดหรือทุนนิยม ทุกประเทศเปิดรับการลงทุนและการค้าเสรีจากบริษัทข้ามชาติหรือร่วมลงทุนด้วย บางประเทศเช่น จีน อินเดีย บราซิล สร้างบริษัทข้ามชาติของตนเอง เน้นการขยายการลงทุน การเพิ่มการเจริญเติบโตของสินค้าและบริการ การค้าระหว่างประเทศ คนรวยคนชั้นกลางทั่วโลกเลียนแบบการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยแบบคนอเมริกันที่พวกเข าเห็นทางสื่อต่างๆ

การพัฒนาเศรษฐกิจโลกในแนวเน้นการเจริญเติบโตและการบริโภคทางวัตถุนี้ สร้างปัญหาความไม่สมดุล ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างกลุ่มคน การทำลายสภาวะแวดล้อม และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่รุนแรงยิ่งขึ้น การมองแบบผิวเผินว่า จีน อินเดีย บราซิล ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตอยางรวดเร็วเป็นการมองแบบผ ิวเผิน มีคนรวยและคนชั้นกลางส่วนน้อยเท่านั้น ที่รำรวยขึ้น แต่คนจนลำบากมากขึ้น เพราะค่าครองชีพแพงขึ้น สภาพแวดล้อมถูกทำลายมากขึ้น

ระบบทุนนิยมโลกที่ครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติ ทำให้การผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนเปลี่ยนเป็นการผลิตรวม ศูนย์ในฟาร์มและโรงงานขนาดใหญ่ เพราะทุนขนาดใหญ่แข่งขันทำกำไรได้มากกว่า สะสมความมั่งคั่งได้มากกว่า ทุนขนาดใหญ่ได้เปรียบผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม เพราะต้นทุนการเงินต่ำ (กู้ธนาคารหรือออกหุ้นขายโดยมีอำนาจต่อรองสูงกว่า) ได้เปรียบจากขนาดการผลิตที่ใหญ่ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ รวมทั้งการมีอำนาจกึ่งผูกขาดในด้านการตลาด ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน แต่พวกเขาได้กำไรสูง เอาเปรียบแรงงานและธรรมชาติสภาพแวดล้อม ไม่ได้มีประสิทธิภาพจริง มองในแง่ส่วนรวมและการพัฒนาแบบยั่งยืน
ทั้งการที่รัฐบาลสหรัฐและหลายประเทศมีนโยบายสนับสนุนให้พลังงานราคาต ่ำ ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมสามารถส่งสินค้าจำนวนมา กไปขายไกลๆได้โดยยังมีต้นทุนต่ำกว่าผู้ผลิตอาหารและสินค้าอื่นในท้องถิ่น ในภาคการค้าและบริการบริษัทห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ก็ได้เปรียบร้านค้าขนาดย่ อมเช่นกัน บางครั้งพวกเขาใช้วิธีทุ่มตลาด ขายสินค้าบางอย่างราคาต่ำกว่าทุน เพื่อบีบให้คู่แข่งล้มละลายไปก่อน ตนจะได้มีอำนาจผูกขาด ขึ้นราคาสินค้าทีหลังได้ โดยผู้บริโภคไม่มีทางเลือก

ปรากฏที่เห็นได้ชัด เช่นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ขยายสาขาเข้าไปขายแข่งขันตามเมืองและชุมชนต่างๆจ นร้านค้าขนาดเล็กในท้องถิ่นสู้ไม่ได้ เกษตรกรขนาดเล็ก ผู้ผลิตขนาดเล็กแข่งขันสู้บริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอาชีพไปเป็นแรงงานรับจ้าง เกษตรกรหรือผู้ผลิตตามพันธะสัญญาให้กับบริษัทนายทุน ช ุมชนท้องถิ่นที่เคยพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ และอยู่กันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีความรับผิดชอบร่วมกัน เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นชุมชน/เมืองบริวาร ต้องพึ่งพาบริษัททุนนิยมจากศูนย์กลางที่เน้นการหากำไรของปัจเจกชน คนในชุมชนซึ่งเคยมีความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบบคำนึงถึงชุมชนหรือส่วนรวม เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายแรงงานสินค้าและบริการแบบต่า งคนต่างมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว
จักรวรรดิสหรัฐกำลังเสื่อม เพราะคนอเมริกันไม่ออมแต่บริโภคเกินตัว ทุนทางธรรมชาติและความสามารถในการแข่งขันลดลง มีปัญหาเป็นหนี้สิน ปัญหาการขาดดุลการค้า ขาดดุลงบประมาณรายจ่ายของรัฐมากขึ้น ความเสื่อมของสหรัฐทำให้เศรษฐกิจทุนนิยมโลกชะลอตัว ยุโรป ญี่ปุ่น การเติบโตของจีน อินเดีย บราซิล ฯลฯ ช่วยยุยงเศรษฐกิจทุนนิยมโลกให้เติบโตต่อไปได้อีกระยะ แต่ก็จะสร้างปัญหาการใช้น้ำมันสิ้นเปลืองจนน้ำมันราคาแพง ปัญหาอาหารราคาแพง การแย่งน้ำมันและทรัพยากรอื่น ทำให้เกิดความขัดแย้งและวิกฤติที่ใหญ่โตเพิ่มขึ้น

ทางออกคือระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ และการพัฒนาแนวพุทธ

ประเทศไทยไม่ควรพัฒนาตามแนวทุนนิยมโลกที่ครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติ ที่ทำให้ไทยเป็นหนี้มาก ทรัพยากรถูกทำลายมาก เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมาก แต่ควรสร้างความเข้มแข็งของประชาชนและเศรษฐกิจภายในประเทศให้คนไทยสามารถผลิ ตอาหารและปัจจัยที่จำเป็นเลี้ยงตัวได้มากขึ้น พึ่งการลงทุนและตลาดภายในประเทศ (ซื้อขายกันเอง) มากขึ้น เน้นการประหยัดพลังงาน การพัฒนาพลังงานทางเลือก เกษตรทางเลือก สาธารณสุขทางเลือก ฯลฯ พึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศลดลง เลือกเฉพาะที่จำเป็นและที่คนไทยได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน มีการควบคุมการผูกขาดอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้บริษัทขนาดกลางขนาดย่อม สหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภคแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม เป็นประโยชน์ต่อการจ้างงาน ต่อผู้บริโภค พัฒนาระบบรัฐสวัสดิการและระบบประกันสังคมที่กระจายรายได้และคุณภาพชีวิตสู่ป ระชาชนโดยเฉพาะผู้ยากจนอย่างเป็นธรรมเพิ่มขึ้น

ทางออกที่สำคัญโดยสรุป คือการพัฒนาระบบสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค สังคมนิยมแบบประชาธิปไตย และการพัฒนาแนวพุทธ เศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาแนวยั่งยืน ใช้ชีวิตเรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอาเปรียบคน สัตว์ ธรรมชาติ อนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรมและศีลธรรม

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: