RSS

การพัฒนาเยาวชนคนหนุ่มสาว

06 มิ.ย.

วิทยากร เชียงกูล

    คนหนุ่มสาวจำนวนมากไปเรียนหนังสือ และไปทำงานในตัวเมืองที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาเดิม โดยไมได้ย้ายทะเบียนบ้านไปด้วย ทำให้คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่ง ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัญหาคนไปทำงานที่อื่นแล้วไม่ได้กลับมาใช้สิทธิเลือกตั้งคงมีมากไม่ใช่เฉพาะคนหนุ่มสาวเท่านั้น คนวัยกลางคนที่ย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ โดยไม่ย้ายทะเบียนบ้านก็มีมาก ทำให้คนใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยลงกว่าที่ควรเป็น ควรแก้กฏหมายเรื่องทะเบียนบ้าน และทะเบียนเลือกตั้งให้นักเรียนนักศึกษาและคนทำงานโอนย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่หอพัก บ้านเช่าหรือสถานที่ทำงานได้ หรือไม่ก็อาจจะแก้กฎหมายให้ผู้มีสิทธิยื่นขอใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ณ ที่ตั้งของสถาบันการศึกษา และโรงงานสถานประกอบการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกลับไปเลือกตั้งที่ภูมิลำเนาเดิม เพื่อทำให้คนหนุ่มสาวและประชาชนทั่วไปมีโอกาสที่จะใช้สิทธิและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น (สมัยนี้เราใช้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบล่วงหน้าให้คนลงทะเบียนใช้สิทธิเพียงที่ใดที่หนึ่งได้ ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นห่วงเรื่องว่าใครจะโกงไปใช้สิทธิ 2 แห่งในวันเดียวกันได้)

     การจะส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวสนใจ มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น คงจะต้องปลูกฝังกันตั้งแต่ในครอบครัวและในโรงเรียน ระบอบประชาธิปไตยจะพัฒนาได้ดี เราต้องทำให้ประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คือ สมาชิกทุกคนในครอบครัว ในโรงเรียน ที่ทำงาน สถาบันต่างๆ ต้องมีลักษณะประชาธิปไตย คือ คนมีสิทธิเสมอภาคในการแสดงความคิดเห็น และกระทำการต่างๆและคนที่เป็นหัวหน้าเป็นผู้ดูแลต้องใจกว้างเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวหรือองค์กรได้ใช้สิทธิเหล่านั้น

    พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตยมากขึ้น เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็นหัดตัดสินใจ  หัดรับผิดชอบด้วยตัวของตัวเอง ครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นและมีบทบาทในกิจกรรมต่างๆ หัดรับผิดชอบกันเอง เช่น ทำงานเป็นกลุ่ม เลือกหัวหน้าห้อง  คณะกรรมการนักเรียน ฯลฯ ในโรงงาน สถานประกอบการ เจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร ก็ควรเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความคิดเห็นได้ สามารถจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม สหภาพแรงงานได้ จัดกิจกรรมทางการศึกษา แรงงาน หรือการเมืองได้  ให้โอกาสพนักงานเลือกตัวแทน เข้ามาร่วมในการเสนอแนะ หรือร่วมตัดสินใจในการบริหารงานบางด้านของบริษัทได้เหมือนในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมบางประเทศ ซึ่งการบริหารแบบให้คนงานมีส่วนร่วมบริหารยิ่งทำให้เกิดการร่วมมือที่ดี และการทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

    ครอบครัวและสถาบันการศึกษาของไทย ยังไม่ได้ฝึกฝนให้เด็กและเยาวชนหัดคิดหัดวิเคราะห์เป็นและกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออกด้านต่างๆ อย่างที่ควรเป็น พ่อแม่ ครู อาจารย์ยังปกครองโดยใช้อำนาจ ใช้ระเบียบขนบธรรมเนียม ความอาวุโสต่างๆ มากกว่าที่จะใช้เหตุผล ใช้หลักจิตวิทยา ใช้หลักมนุษยสัมพันธ์ในแนวคิดเสรีประชาธิปไตย การอบรมเลี้ยงดู และการศึกษาของคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงไม่ส่งเสริมบุคลิกแบบประชาธิปไตย

    การอบรมเลี้ยงดูเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ไม่ควรใช้อำนาจมากไป จนเด็กกลัวเก็บกดไม่กล้าแสดงออก และก็ไม่ควรตามใจจนเกินไป จนเด็กไม่รู้จักหัดรับผิดชอบด้วยตัวเอง ไม่รู้จักวินัย การดูแลตัวเอง ไม่ได้พัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์มากพอ

    การที่นิสิตนักศึกษาในประเทศไทยนิยมกิจกรรมรับน้องใหม่ประเภทเล่นสนุกและบังคับน้องใหม่ให้ต้องเชื่อฟ้ง ทำทุกอย่างที่พี่สั่ง แม้จะเป็นเรื่องพิเรนๆไร้เหตุผล เป็นพฤติกรรมที่ไม่ปรากฏในประเทศอื่น นอกจากอาจจะเคยมีบ้างในบางรูปแบบ ในโรงเรียนมัธยมแบบประจำของอังกฤษสมัยก่อน การรับน้องใหม่ที่นิยมทำกัน สะท้อนพฤติกรรมเยาวชนไทยที่ถูกเก็บกดมาตั้งแต่สมัยเด็ก สะท้อนระบบอาวุโส อำนาจนิยม ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

    ที่สำคัญ กิจกรรมรับน้องใหม่ สะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษา ที่สอนให้นักเรียนท่องจำเพื่อสอบเป็นหลัก ไม่สนใจไม่รู้จักอ่านหนังสือ ศึกษาด้วยตนเอง การคิดวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยในเมืองไทยมีบรรยากาศของศูนย์การค้าหรือสวนสนุกมากกว่าสถาบันการศึกษาชั้นสูงเช่นการร้องเพลงเชียร์ การนั่งคุย นั่งกินนั่งดื่ม สูบบุหรี่สรวลเสเฮฮา นั่งเล่นเกมหรือแม้แต่เล่นการพนันกัน ไม่ค่อยมีบรรยากาศที่นิสิตนักศึกษานั่งอ่านหนังสือ นั่งทำรายงานหรือมีกิจกรรมทางการเมือง กิจกรรมทางสังคมที่มีเนื้อหาสาระ เหมือนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ น่าแปลกที่คนไทยยังเห่อไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่สนใจจะทำมหาวิทยาลัยไทยให้มีคุณภาพเท่ากับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ซึ่งเรียกร้องให้นักศึกษาต้องอ่านหนังสือ ค้นคว้าทำรายงานด้วยตนเองอย่างหนัก ไม่ใช่การเรียนแบบเล่นๆ สนุกไปวันๆแบบในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในเมืองไทย

    ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าการปฏิรูปทางการเมือง ก็คือ การปฏิรูปหรือการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทางการศึกษา ทางสื่อสารมวลชน และทางวัฒนธรรมให้มีลักษณะเสรีประชาธิปไตยใจกว้างมากขึ้น มีเนื้อหาสาระในเชิงวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น

    ขนาดนิสิตนักศึกษายังมีการพัฒนาวุฒิภาวะทางสติปัญญาและอารมณ์น้อย คือยังเป็นเด็กกว่าวัยที่แท้จริง วัยรุ่นที่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นสูง ยิ่งมีปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่มีงานทำ หรือมีงานทำแบบไม่แน่นอน จับกลุ่มกันเที่ยวเตร่กินเหล้าเมายา มีโอกาสที่จะถลำไปในทางมิจฉาชีพ หรือทำลายอนาคตของตัวเองได้มาก ดังนั้นรัฐบาลควรสนใจพัฒนาเยาวชนท่าไม่มีโอกาสได้เรียนขั้นวิทยาลัย มหาวิทยาลัยด้วย  โดยควรเพิ่มงบประมาณและกำลังคนในการส่งเสริมการศึกษาผู้ใหญ่ การฝึกอาชีพ การเพิ่มโอกาสการจ้างงานการสร้างศูนย์กีฬา ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรม ห้องสมุดหรือศูนย์สารสนเทศสำหรับเยาวชนอย่างทั่วถึง นอกจากควรจะมีทุกจังหวัดแล้ว ควรจะมีทุกเขตทุกอำเภอด้วย

    เยาวชนคนหนุ่มสาวที่ทำงานแล้วก็ควรได้รับการคุ้มครองดูแลและพัฒนาเรื่องสวัสดิภาพการศึกษาความรู้เพิ่มเติมมากกว่าที่เป็นอยู่ รัฐบาลควรมีนโยบายลดการใช้แรงงานเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง  เพราะเด็กและเยาวชนวัย 10-18 ปี ควรจะได้เรียนหนังสือและเรียนวิชาชีพมากกว่าที่จะต้องมาตรากตรำทำงานแบบแรงงานไร้ฝีมืออย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สำหรับคนอายุ 18 ปีที่ทำงานแล้วก็ควรส่งเสริมให้พวกเขามีโอกาสได้เรียน หรือฝึกอบรมต่อในช่วงกลางคืนและวันเสาร์อาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาโดยตรง หรือโดทางไกลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้น

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: