RSS

ปัญหาผลกระทบต่อสังคมของโรคเอดส์

11 มิ.ย.

วิทยากร เชียงกูล

    สถานการณ์โรคเอดส์ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 มีคนไทยป่วยเป็นโรคเอดส์ประมาณ 5 หมื่นคน ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส HIV ที่ยังไม่มีอาการ แต่อาจนำไปสู่โรคเอดส์ได้ มีมากกว่า 8 แสนคน ที่น่าห่วงคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นวัยทำงาน ทำให้หลายครอบครัวประสบปัญหาทั้งทางจิตใจ และทางเศรษฐกิจ โครงการเข้าถึงเอดส์ (ACESS) เคยคาดว่าในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.2000) คนไทยอาจต้องติดเชื้อเอดส์ถึง 1,380,000 ราย แบะประเทศไทยจะมียอดสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคเอดส์สูงถึงประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 275,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 5 พันคน คาดว่าแนวโน้มผู้ติดเชื้อเอดส์จะเจ็บป่วยมากขึ้น และทยอยเสียชีวิตปีละ 2-3 หมื่นคน

การที่โรคเอดส์จะมีผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากโรคเอดส์ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายได้ มีแต่ยาชะลอชีวิตผู้ป่วยให้ยืนยาวออกไปได้บ้าง ซึ่งเป็นยาที่แพงมาก นอกจากนั้นการป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้ หมายถึงว่า ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคอื่นๆได้อีกมากมาย จึงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลดูแลผู้ป่วยกันมาก คนที่เคยทำงานได้ก็ไม่ได้ทำงาน คนที่ต้องเสียชีวิตไปก็เป็นการสูญเสียทรัพยากร ทำให้การออม การลงทุนในการสร้างสรรค์ประเทศลดลง

โรคเอดส์เป็นโรคที่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว ผ่านทางเพศสัมพันธ์ การถ่ายเลือด และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การป้องกันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากพอสมควร ในประเทศไทยที่มีโสเภณีมาก มีคนชอบเที่ยวโสเภณีมากชอบสำส่อนทางเพศ รวมทั้งรักเพศเดียวกันมาก มีคนติดยาเสพย์ติดมาก แต่คนมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคเอดส์น้อย และรัฐบาลเองก็ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาหรือตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาอย่างเพียงพอ

รัฐบาลส่วนที่เป็นผู้นำ คือ นักการเมือง ห่วงแต่เรื่องการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ยุ่งกับการแก้ปัญหาขัดแย้งประจำวัน จนไม่มีจินตภาพในการมองการณ์ไกล ความคิดแบบเน้นการหาเสียง ทำให้พวกเขามักจะเลือกมองหรือเสนอแต่ภาพในแง่ดี เช่น เสนอว่าไทยจะเป็นประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่  เป็นศูนย์กลางการเงินการลงทุนในภูมิภาคนี้ในปี ค.ศ.2000 และไม่มองหรือกล้าเผชิญปัญหาที่เป็นจริง เช่น สถานะการณ์ของโรคเอดส์ในปี ค.ศ. 2000  สถานการณ์ความเลวร้ายของการทำลายสิ่งแวดล้อม การแย่งใช้ที่ดิน ป่า น้ำ พลังงาน ฯลฯ ในปี ค.ศ. 2000 แต่อย่างใด ขณะที่ข้าราชการก็สนใจแต่ทำงานประจำไปวันๆ ไม่ริเริ่มคิดการณ์ไกล ไม่มองปัญหาอย่างวิพากษ์วิจารณ์

    ในเมื่อรัฐบาลไม่กล้ามอง ไม่กล้าเผชิญปัญหาที่เป็นจริง ก็ยากที่จะเข้าใจปัญหา ยากที่จะมีเจตจำนงและความเอาจริงเอาจังในการหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องโรคเอดส์ได้ บางคนก็ยังมีทัศนคติว่าไม่ควรพูดเรื่องเอดส์มาก เดี๋ยวต่างชาติจะไม่มาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบหลบปัญหาอย่างคนที่ไม่ค่อยฉลาดนัก

รัฐบาลยังมองอย่างง่ายๆว่า เรื่องโรคเอดส์เป็นปัญหาของสาธารณสุข เหมือนโรคอื่นๆและคิดว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น นายกฯและรัฐมนตรีคนอื่นๆไม่เกี่ยวเท่าไหร่ มีเกี่ยวข้องก็ตรงที่หน่วยงานอื่นๆอยากได้งบประมาณมาใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อต้านโรคเอดส์ จะได้ทำให้หน่วยงานของตนมีเงิน มีเครื่องมือเครื่องใช้ มีส่วนได้ประโยชน์จากงบประมาณมากขึ้น แต่หน่วยงานอื่นๆของรัฐบาลนอกจากสาธารณสุขไม่ได้คิดเรื่องประสานงานกัน ผนึกกำลังกัน เพื่อรณรงค์ต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจังแต่อย่างใด กลายเป็นเรื่องต่างหน่วยงาน ต่างก็ใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์กันไปหลายกรณี เป็นการใช้เงินอย่างไม่คุ้มค่าเพราะโฆษณาประเภททำป้ายออกโทรทัศน์พูดซ้ำๆซากๆ ฯลฯ ไม่ได้ให้ความรู้ประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

การวิจัยของนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ พบว่าผู้ชายไทยจำนวนมากยังชอบเที่ยวโสเภณี และมีสัดส่วนที่สูงไม่ชอบใช้ถุงยางอนามัย โดยเฉพาะในหมูผู้มีการศึกษาต่ำและโสเภณีโดยเฉพาะระดับล่าง ก็ไม่กล้าหรือไม่มีสิทธิปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ยอมใช้ถุงยางอนามัย แม้การประชาสัมพันธ์เรื่องเอดส์จะทำให้ปัญหานี้ลดลงบ้าง แต่ก็ยังไม่ลดลงมากเท่าที่ควร นโยบายรัฐบาลที่มุ่งแต่เรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้แรงงานย้ายถิ่นไปหากินที่อื่นมากขึ้น  ทำให้เกิดปัญหาตามมา คือ ผู้ชายที่เที่ยวโสเภณีนำเชื้อไปติดต่อภรรยาและผู้หญิงอื่นที่เขามีเพศสัมพันธ์ด้วย และติดต่อไปถึงเด็กเกิดใหม่ด้วย กระทรวงสาธารณสุขพบว่า หญิงมีครรภ์ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นอย่างน่าห่วงใย การปล่อยให้แรงงาน และโสเภณีจากประเทศข้างเคียงเข้ามาในประเทศมากก็ยิ่งทำให้การแพร่ระบาดของโรคเอดส์เพิ่มขึ้น (รวมทั้งจะทำให้เกิดโรคติดต่ออื่นๆ เช่น มาลาเรีย เท้าช้าง ด้วย)

ปัญหาอื่นๆ คือ มีการสัมพันธ์ทางเพศในวัยรุ่น และคนทั่วไปมากขึ้น โดยไม่มีการป้องกัน เช่น การใส่ถุงยางอนามัย เพราะความเข้าใจว่าโรคเอดส์คงจะติดด่อเฉพาะจากโสเภณีหรือหญิงบริการเท่านั้น ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับคนไม่มีอาชีพนี้จะไม่เป็น ดังนั้นโรคเอดส์จึงแพร่ระบาดแม้ในกลุ่มที่ไม่ได้ไปเที่ยวผู้หญิงบริการด้วยเช่นกัน และแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เพราะคนประมาทและมีความเชื่อผิดๆ

ปัญหาโรคเอดส์ไม่ใช่ปัญหาทางสาธารณสุขล้วนๆ ที่จะแก้ได้ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้รู้จักป้องกันเท่านั้น แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองด้วย เป็นปัญหาเศรษฐกิจในแง่ที่ว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวและโสเภณีเป็นธุรกิจท ี่สำคัญที่มีคนได้ผลประโยชน์มากจำนวนหนึ่งพวกเขาจึงพยายามทำให้ธุรกิจนี้ขยา ยตัวรวมทั้งโสเภณีเองก็มีความเดือดร้อนจากปัญหาความยากจนและความอยากได้รายไ ด้สูงขึ้น เนื่องจากค่าจ้างแรงงานบ้านเรายังต่ำมาก ประชาชนมีความแตกต่างทางฐานะรายได้มาก ทำให้คนรวยซ้อคนจนได้

โรคเอดส์เป็นปัญหาสังคม ในแง่เกี่ยวกับอุปนิสัย ทัศนคติ ค่านิยมของผู้ชายไทย ในเรื่องการเที่ยวโสเภณีที่นิยมเรื่องการมีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อน ค่านิยมของลูกสาวเรื่องการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ถึงต้องยอมเป็นโสเภณี ความเชื่อผิดๆเรื่องเพศ ปัญหายาเสพย์ติดและเรื่องเกี่ยวข้องอื่นๆ

โรคเอดส์เป็นปัญหาทางการเมืองในแง่รัฐบาลและชนชั้นนำในสังคมไทย เป็นพวกคิดอะไรสั้นๆ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว และพรรคพวก (บางคนอาจไม่คิดกอบโกย แต่ก็อยากได้อำนาจ หวงอำนาจ) ไม่คิดยาว ไม่คิดการณ์ไกล มัวแต่ขัดแย้งแย่งผลประโยชน์และอำนาจกัน ไม่คิดปฏิรูประบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมให้เป็นประชาธิปไตย และเป็นธรรมอย่างแท้จริง ไม่คิดหรือพยายามทำให้ประชาชนมีความรู้มีฐานะดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนจะได้สามารถช่วยกันแก้ปัญหาโรคเอดส์ และปัญหาอื่นๆ ในสังคมได้มากกว่าสภาพที่เป็นอยู่

ถ้าประชาชนยังไม่ตื่นตัวผลักดันให้เกิดรัฐบาลและชนชั้นนำที่ฉลาดเห็นการณ์ไกล และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ใน 4 ปีข้างหน้าเมื่อคนไทยติดเชื้อเอดส์ 1.4 ล้านคน ก็คือการเริ่มต้นไปสู่โลกาวินาศนั่นเอง ไม่ใช่โลกานุวัตร โลกาภิวัฒน์ อย่างที่พร่ำเพ้อกัน การรีบป้องกันในปัจจุบันจะเสียต้นทุนต่ำกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าการตามแก้ปัญหาภายหลังหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

3 responses to “ปัญหาผลกระทบต่อสังคมของโรคเอดส์

  1. ยัยมิ้ว...

    สิงหาคม 25, 2009 at 10:38 pm

    เรื่องเอดส์ในปัจจุบันส่งผลต่อการเป็นอันตรายต่อสภาพของร่างกาย มิ้วนะคร้า….คิดว่าถ้าจะทำอะไรกันก็ควรใส่ถุงยางป้องกันไว้ก่อนนะคร้าเพื่อนๆๆ…

    ประวัติผู้ใส่ความคิดเห็น ชื่อเล่นมิ้ว อายุ 12 ปีคร้า อยู่ป.6/—-
    ชื่อจริง ด.ญ. กมลวรรณ พลแสง

    ไปแล้วนะคร้าบ่าย55555+

     
  2. ็๋HJM

    ตุลาคม 24, 2014 at 6:51 pm

    ขอบคุณสำหรับเนื้อหา หรือ ข้อมูลมากเลยค่ะ
    ขออนุญาต จะนำข้อมูยไป อ้างอิง ทำการวิเคราะห์ส่งอาจารย์น้ะค้ะ
    ขอบคุณมากจริงๆค่ะ ได้ความรู้เพิ่มด้วยค้ะ
    ขอบคุณค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: