RSS

ทฤษฎีสองสูง : “นโยบายราคาและรายได้”

12 มิ.ย.

โดย ดร.พิสิฎฐ ภัคเกษม
อดีตเลขาธิการสำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แนวคิด “ทฤษฎีสองสูง” ที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวไว้คือ : สูงแรก :เน้นว่า “ราคาสินค้าเกษตรจะต้องสูง” เพราะเหตุผลที่ว่าราคาสินค้าเกษตรจะเป็นแรงขับเคลื่อนตัวสำคัญต่ออุปสงค์/อุ ปทาน หรือ Demand/Supply ของสินค้าเกษตร โดยการอาศัย “กลไกลตลาด” เป็นหลัก แต่ที่ผ่านมากล่าวได้ว่า ราคาสินค้าเกษตรในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปตามหลักดังกล่าว แต่ราคาถูกกระทบและบิดเบือน ด้วยสาเหตุ 4 ประการ ดังนี้ :-

ประการแรก “การที่ Demand สูง แต่ Supply สินค้าเกษตรผลิตไม่ทันหรือไม่เพียงพอ โ ดยเฉพาะในซีกโลกตะวันออก ได้แก่ จีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกมีเศรษฐกิจและรายได้เติบโตขึ้นอย่างต่ อเนื่องและมีการบริโภคอาหารเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ประเทศกลุ่มนี้กลายเป็นประเทศที่นำอาหารและสินค้าเกษตรเข้าสุทธิ และทำให้ราคาสูงขึ้นทั่วโลก

เช่นเดียวกับปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกมีเพียง 80 ล้านบาเรลล์/วัน แต่มีความต้องการใช้มากถึง 83 ล้านบาเรลล์/วัน ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้น และอาจจะถึง $200 ต่อบาเรลอีกในไม่ช้า หรือกล่าวโดยสรุปได้ว่า โลกจะไม่มี “ยุคอาหารและน้ำมันถูกอีกต่อไป”

ในการนี้ทำให้รัฐบาลหลายประเทศดำเนิน “นโยบายเข้า
มาแทรกแซงและบิดเบือนกลไกตลาด” ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่เป็นไปตามกลไกตลาด จึงมีปัญหาขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขายข้าว “ราคาถูก” หรือ “กดราคาพลังงานให้ถูก” ซึ่งจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทำให้เกิดปัญหาตามมามากยิ่งขึ้นในอนาคต

ประการที่ 2 “การเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์ ของกองทุน Hedge Fund” ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมันสูงขึ้น ไม่ต่ำกว่า 30% ทั้งนี้เพราะว่ากองทุน Hedge Funds เหล่านี้ได้เปลี่ยนจากการเก็งกำไรใน “ตลาดหุ้นและตลาดเงินตรา” มาเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์มากขึ้นในปัจจุบัน เพราะเล็งเห็นว่าอนาคตของสินค้าเกษตรมีแนวโน้มราคาที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่ อง จึงส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวมีราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการเก็งกำไรของกองทุนซื้ออนาคตเหล่านี้ได้สร้างความบิดเบือนราคาสินค้า โภคภัณฑ์เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ประการที่ 3 “การที่นโยบายของรัฐเข้าแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร” โดยรัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่ร่ำรวยต่างก็ดำเนินนโยบายอุดหน ุน (Subsidies) และแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรในรูปแบบต่างๆ ขึ้น จึงทำให้เกิดการบิดเบือนราคา และสร้างความวุ่นวายให้กับกลไกตลาดโดยพยายามจะกดดันให้ราคาสินค้าถูกไว้

ตัวอย่างเช่น ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่เดิมสามารถส่งออกข้าวออกไปต่างประเทศ แต่เนื่องจากรัฐบาลได้เข้ามาแทรกแซงราคาข้าว ทำให้ข้าวในประเทศมีราคาถูก ส่งผลให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว จนทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่นำเข้าข้าวอันดับ 1 ของโลก คือประมาณ 2 ล้านตันต่อปี

ท ั้งนี้ นายโรเบิร์ต โซลลิค (Robert B. Zoellick) ประธานธนาคารโลก เป็นอีกคนหนึ่งที่กล่าวว่ารัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศ “ไม่ควรใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้าเกษตรและอาหาร” เพราะนั่นหมายถึง “การฝ่าฝืนกลไกตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดการบิดเบือนราคาไปเป็นอย่างมากจึงเกิดการขาดแคลนขึ้น”

ประการสุดท้าย ผลกระทบจาก “ภาวะโลกร้อน (Global Warming)” ใ นปัจจุบันส่งผลให้ภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวน (Climate Change) กระทบต่อผลิตผลด้านเกษตรกรรมโดยเฉพาะการผลิตอาหารลดน้อยลง และไม่เพียงพอต่อ ความต้องการในตลาดโลก จึงส่งผลให้พืชเกษตรและอาหารมีราคาเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่เค ยปรากฏมาก่อน

ดังนั้นสูงที่ 1 คือ “ราคาสินค้าเกษตรสูง” คือ การปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรเป็นไปตาม Demand &Supply และกลไกตลาด รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงหรือควบคุมราคาทำให้เกิดการบิดเบือนและไม่ได้ผล

สูงที่ 2 คือ “รายได้หรือค่าจ้างของประชาชนจะต้องสูง” ให้สัมพันธ์กับราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่สูงขึ้น ทั้งนี้ตามแนวคิด “ทฤษฎีสองสูง” จะมุ่งเน้นรายได้ประชาชน 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1) เกษตรกรในชนบท ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะต้องทำให้มีรายได้สูงขึ้น 2) รายได้ ข้าราชการและผู้ใช้แรงงานในเมืองก็จะต้องสูงขึ้นเช่นกัน

การเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรใน “ชนบท” นั้น หากปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น รายได้ของเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น จะมีกำลังซื้อมากขึ้น มีการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจส่วนรวมของไทยขับเคลื่อนได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะต้องมีนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมด้าน “การยกระดับภาคเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” รัฐควรให้ความสำคัญกับการทำ “เกษตรแบบดั้งเดิม” คือ เกษตรกรรายย่อย โดยการเข้าไปลงทุนพัฒนาบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเกษตร เช่น ขยายระบบชลประทาน ให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และจัดระบบโลจิสติกส์ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยง และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรให้ได้ราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้ “เกษตรแบบดั้งเดิม” ได้พัฒนา ควบคู่กับ “การเกษตรแบบก้าวหน้า” ที่ภาคเอกชนดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ก็จะส่งผลให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยเข้มแข็งและมีฐานะรายได้ดีขึ้น

ในส่วนการเพิ่มรายได้ให้กับคน “ในเมือง” หมายถึง รายได้ของผู้ใช้แรงงาน และข้าราชการที่มีรายได้ต่ำมากและไม่สัมพันธ์กับภาระด้านรายจ่ายตามค่าครองช ีพที่เพิ่มสูงขึ้นจากการที่ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น “จึงควรเน้นพิจารณา “ปรับรายได้” ให้ “สัมพันธ์” กับ “ราคา” ที่สูงขึ้น” เพื่อให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถอยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะเดียวกันประชาชนในช่วงนี้ก็จำเป็นจะต้องปรับวิถีชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องกา รใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายได้และค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยยึดระบบเศรษฐกิจแบบ “พอเพียง” มาใช้

นอกจากนี้ถ้าเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้สูงขึ้น ก็จะมีพลังการจับจ่ายใช้สอยเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ เราได้มี “การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน” ต่อไป

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “ทฤษฎีสองสูง” เป็น “กฏเหล็ก” ทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้หรือใช้ได้จริง ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำแนวคิดทฤษฎีสองสูงมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มราคาสูง เพราะไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม คนส่วนใหญ่ของประเทศก็มีอาชีพเป็นเกษตรกร รัฐควรให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมากขึ้นกว่าปัจจุบัน เพื่อให้ประเทศไทยจะได้รักษาฐานะเป็น “อู่ข้าว” หรือ “ผู้ผลิตอาหารที่สำคัญของโลก” ต่อไป เพื่อนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

จากคอลัมภ์ เวทีทัศนะ
บทความที่ตีพิมพ์ใน นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

3 responses to “ทฤษฎีสองสูง : “นโยบายราคาและรายได้”

  1. ฟิวส์

    มิถุนายน 27, 2008 at 9:52 am

    ขอให้รัฐบาลเห็นแนวคิดแล้วนำไปปฏิบัติด้วยเถอะนะ

    เฮ่อ ประเทศไทย

    —-
    ผมก็เขียนไว้เหมือนกัน แต่เป็นสรุป

    ทฤษฎีสองสูง ของ เจ้าสัวซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ ตอนที่ 1 by LAB.TOSDN
    http://lab.tosdn.com/?p=178

    ทฤษฎีสองสูง ของ เจ้าสัวซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ ตอนที่ 2 by LAB.TOSDN
    http://lab.tosdn.com/?p=179

     
  2. ปณดา

    กรกฎาคม 9, 2011 at 1:30 pm

    เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องกลไกตลาดของราคาสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามภาวะตลาด ไม่ต้องมาคุมราคาสินค้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องราคาของสินค้าอื่น ไม่เคยสนใจราคาสินค้าเกษตร มีแต่ให้เหตุผลว่า ถ้าราคาสินค้าเกษตรแพงจะทำให้สินค้าบริโภคอื่นแพงตาม ซึ่งจริงแล้ว ไม่ใช่ที่สินค้าเกษตรเป็นตัวเหตุ แต่เป็นเพราะกลไกของราคาน้ำมันในตลาดโลกต่างหาก ทุกวันนี้สินค้าเกษตรถูกกดราคา จนเกษตรกรต้องเปลี่ยนอาชีพตนเองเพี่อความอยู่รอด แต่ถ้าหากประเทศไทย ละทิ้งอาชีพเกษตรกรแล้ว เราคนไทยยิ่งต้องซื้อของต่างชาติทุกอย่างและราคาแพงมหาศาล ขอรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังกันเสียที เพื่อคนไทยทุกคน

     
  3. ปณดา

    กรกฎาคม 9, 2011 at 1:34 pm

    คนไทยควรมองประเทศอื่นบ้าง เขาไปไกลกันแล้ว มัวแต่ทเลาะกันให้ต่างประเทศเขาหัวเราะ
    อะไรที่เป็นประโยชน์ของคนไทยควรที่จะรักษาไว้ ถ้าเรารักษาอาชีพเกษตรกรไม่ได้ก็เหมือนกันลืมรากเหง้าของตน ไร้จุดยืน….ต่อไปก็จะไม่ผืนดินไว้ให้ยืน

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: