RSS

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับการต่อสู้ที่แท้จริง!

13 มิ.ย.

ความเข้าใจในสังคมไทยส่วนใหญ่ต่อประเด็นประชาธิปไตยยังคงติดยึดอยู่ก ับประชาธิปไตยในรูปแบบ คือการมองประชาธิปไตยแค่เพียงตัวแปรระบบ องค์กรหรือสถาบันเท่านั้น สิ่งที่ฝ่ายพันธมิตรกำลังพยามกระทำอยู่ก็สะท้อนว่าพยายามอธิบายถึงสาเหตุแห่ งปัญหาที่ระดับโครงสร้าง หากแต่ความรับรู้ของสังคมไทยยังอยู่ในระดับต่ำและไม่มีความชัดเจนในหนทางที่ จะแก้ปัญหาที่ระดับโครงสร้างเหล่านั้น


ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ การต่อสู้ในครั้งนี้กลับทำให้เข้าใจว่าเป็นการขับไล่ตัวบุคคล แม้ว่าพันธมิตรจะใช้คำว่า “ระบอบทักษิณ” ก็ตาม แต่ความพยายามทั้งหมดหรือการอธิบายความพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลจนเกิดคำถามและ ข้อโต้แย้งว่า ทำไมไม่ปล่อยให้กระบวนการเช่น ศาล เป็นคนจัดการความผิดของคนชื่อทักษิณเองด้วยเล่า

น อกจากนั้นพลังกลุ่มก้าวหน้าเช่นพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางกลุ่มที่มีความคิ ดเป็นนักเทคนิคกลไก มองประชาธิปไตยที่ระบบและระบอบ เช่น กลุ่มริบบิ้นขาวที่ไม่นิยมความรุนแรงก็เสนอแนะแนวทางแต่เพียงการแก้ปัญหาโดย ไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งท้ายที่สุดกลับไม่ได้เสนอการแก้ปัญหาใด ๆ ที่ลึกไปถึงขั้นการมองปัญหาระดับโครงสร้างที่ดำรงอยู่ ข้อเสนอซื่อบริสุทธิ์เหล่านี้ในอีกด้านหนึ่งกลับเอื้ออำนวยให้กับฝ่ายรัฐยกม าเป็นข้ออ้างความชอบธรรมที่จะใช้กฎหมาย กฎเกณฑ์ ในการแก้ปัญหาบนความไม่เท่าเทียมกันของสังคมที่ถูกมองข้ามไปเช่นเดิม

การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรเหล่านี้ก็ถูกลดทอนเป้าหมายที่แท้จริงเชิง โครงสร้างลงไปสู่การใช้ระบบหรือองค์กรหลักอีกประเด็นหนึ่งคือ ทางพรรคฝ่ายค้านร่วมกับรัฐบาลใช้กลไกรัฐสภาเป็นที่แก้ไขปัญหาในด้านรัฐธรรมน ูญโดยยินยอมให้มีการเสนอรายชื่อคนนอกเข้าร่วมในกระบวนการแก้ไขในครั้งนี้ด้ว ย เจอเข้าแบบนี้การทำงานของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คงจะมีข้อจำกัดในเรื่องความชอบธรรม รวมถึงข้อจำกัดอันเกิดจากความเข้าใจของคนไทยที่มีต่อประชาธิปไตยในระดับกลไก มาต่อเนื่องยาวนาน

ข้อคิดเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือการมองว่าความขัดแย้ง เป็นสรณะของสังคม สังคมใดไม่มีความขัดแย้งเช่นคิดเหมือนกันไปหมด ก็จะไม่เกิดสิ่งใหม่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้สังคมก้าวหน้า ความเชื่อของคนบางคนในจุดนี้จึงมองว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งสวยงาม ความขัดแย้งของคนในสังคมอาจทำให้มีการเผชิญหน้า แต่ไม่จำเป็นต้องจบด้วยความรุนแรง เพราะจะมีการใช้ตัวกลางที่สองฝ่ายเชื่อถือเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอ ม จนข้อขัดแย้งดังกล่าวของคนสองกลุ่มสามารถตกลงกันได้

แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นหากจะมองการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุโรปที่เคลื่อ นไหวเปลี่ยนแปลงจากรัฐในระบอบศักดินามาสู่ประชาธิปไตยเช่นประเทศอังกฤษก็จะพ บว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรัฐยุค ศักดินาของอังกฤษ คู่ขัดแย้งหลักเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตเอาไว้ใน มือกับอิสระชนชั้นกลาง ในประเด็นการครอบครองปัจจัยการผลิต การกระจายรายได้และความมั่งคั่ง เมื่อสังคมอังกฤษต้องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว โดยอิสระชนเหล่านี้มีความต้องการเพิ่มผลผลิตของตนเช่นการผลิตสินค้าของยุคสม ัย แต่ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เพราะปัจจัยการผลิตตกอยู่ในมือของอีกชนชั้ นหนึ่งดังกล่าวแล้ว ความขัดแย้งทวีความรุนแรงเพิ่มปริมาณสูงขึ้นจนนำสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู ่คุณภาพใหม่

ที่ยกตัวอย่างมาให้ฟังนี้ก็เพื่อจะบอกว่าหนทางไปสู่ความเป็นประชาธิป ไตยของอังกฤษนั้นเกิดขึ้นได้เพราะประเด็นปัจจัยภายในสังคมนั้นมีความขัดแย้ง ผ่านการต่อสู้ในสังคมจนเกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ในขณะที่สังคมไทยสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น แต่ตรงข้ามประชาธิปไตยของไทยเราเกิดจากชนชั้นนำเป็นผู้นำเสนอแนวคิดเข้ามาสู ่สังคมเสียเอง

ที่สำคัญในสังคมที่ก้าวหน้าเช่นในปัจจุบันมีตัวลดทอนความขัดแย้งอย่า งได้ผลชะงัด เช่น ระบบสวัสดิการต่าง ๆ ในสังคมที่ถูกหยิบยื่นให้กับผู้ถูกกดขี่จากฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายรัฐ หรือลักษณะการผลิตเชิงเกษตร ภาคบริการ ทำให้คนงานหรือพนักงานเหล่านั้นไม่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้เสียเปรียบหร ือถูกกดขี่เพราะวิชาชีพเหล่านี้มีรายได้ค่อนข้างดี ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

ส ำนึกของผู้คนในระบบเหล่านี้จึงไม่รู้สึกถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่ มองไม่เห็นความขัดแย้ง ไม่เห็นความจำเป็นในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงใด ๆ และท้ายที่สุดบางคนเข้าไปสู่กระบวนการการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทแบบมักง ่ายหวังรายได้จากนักเรียน แต่ไม่ยอมสอนให้นักเรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ไม่สอนให้นักเรียนใช้ทุกระดับทฤษฎีเพื่อวิเคราะห์สังคม ผู้คนเหล่านี้จึงตายซากทางการเมือง เฉยเมยต่อปัญหาในสังคม แม้จะมองปัญหาก็มองออกแค่เพียงระดับพื้นผิวมองไม่ถึงระดับโครงสร้างเป็นต้น

บทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกทำให้ไขว่เขวและทำให้เข้าใจผิดอีกประเด็นหนึ่งก็ด้วยเหตุการณ์ของชัยชนะใ นขวบปีที่ผ่านมา ที่ไม่สามารถจะแสดงให้สังคมเห็นว่าได้สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากกว่าขับไล่ ตัวบุคคลคนหนึ่งออกไป เปลี่ยนแปลงเทคนิคกลไกการเมือง เช่น แก้รัฐธรรมนูญ แก้ไขตัวบุคคลที่เป็นสมาชิกองค์อิสระสำคัญ จัดการบุคคลแค่เพียงข้อหาทุจริตแต่ที่พลาดไปอย่างน่าเสียดายคือการไม่สามารถ วางแนวทางแก้ไขปัญหาความเลื่อมล้ำที่ระดับโครงสร้างได้อย่างเป็นมรรคผล

ผลงานการบริหารที่ผิดพลาดและไร้สาระของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เพียงทำให้ คนเบื่อขิงแก่เท่านั้น หากแต่ผลกระทบอันรุนแรงทำให้ความชอบธรรมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เกิดข้อกังขาและประชาชนก็คงเข็ดขยาดที่ว่าแม้จะต่อสู้เรียกร้องได้สำเร็จจริ ง แล้วหลังจากนั้นจะทำอะไรหรือจะให้ใครทำ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการนอกระบบ กองทัพวันนี้ก็ฉลาดมากโดยเฉพาะ ผบ.ทบ. ที่กล่าวว่า จะไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการนอกระบบอย่างแน่นอน

ห นทางที่เหลืออยู่จึงควรเป็นการยึดกุมที่ระดับแนวความคิดและจิตสำนึกของผู้คน โดยเฉพาะเน้นที่ชนชั้นกลางในเมืองก่อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาหลักของชาติในเ ชิงโครงสร้างให้ตรงกัน ส่วนข้อเสนอแนะในการแก้ไขอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายนั้น หนทางแห่งความสำเร็จยังอยู่อีกยาวไกลแต่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงโดยการยึดกุมความคิดและจิตสำนึกนี้ถูกพิสูจน์ในสังคมไทย แล้วว่าทำสำเร็จได้เช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นต้น

บทความจากคอลัมภ์ ดอกไม้ปลายปืน
จาก นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: