RSS

ทางที่ไม่ตัน

13 มิ.ย.

“มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนเกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งนั้น จงอยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้จองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันเลย”

ขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ประเทสไทยเรากำลังอยู่ในสภาวะข องสังคมที่ยังไร้ความสงบสุข มีการเผชิญหน้ามีการแยกฝ่าย แยกข้าง เป็นฝ่ายธรรมะ ฝ่ายอธรรม กันอย่างสุดโต่ง

เมื่อมีการแยกฝ่ายแยกพวกอยู่กันคนละขั้วตามกฎของธรรมชาติก็น่าห่วงว่ าเหตุการณ์มันบานปลาย เป็นสังคมที่ไร้ความสงบสุขมากยิ่งขึ้นไปอีก คนไทยเราที่รักสันติ รักความสงบ รักการมีชีวิตอยู่ในสังคมที่อยู่ดี มีสุขกันอย่างยั่งยืน เห็นจะต้องทำใจเสียแล้วว่าทุกอย่างมันต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามหลักธรรมะที่ว่าด้วยอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้ๆจึงเกิดขึ้น

บ ทเรียนในอดีตทั้งภายในและภายนอกประเทศมีอยู่มากมายที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าสังคมใดที่สมาชิกในสังคมแยกออกเป็นฝ่ายธรรมะ ฝ่ายอธรรมกันสุดโต่งแล้วสุดท้ายก็จะยุติลงด้วยการใช้ความรุนแรง
ในประเทศสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดี ลินคอร์น ก็เกิดวิกฤติการณ์บ้านที่แตกแยกออกเป็น 2 ขั้วสุดโต่งคือฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ฝ่ายเหนือต้องการเลิกทาส แต่ฝ่ายใต้ไม่ต้องการ ก็ขัดแย้งกันจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองดังที่รู้ๆกัน

เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สร้างความพินาศ ฉิบหายแก่มวลมนุษยชาติมากมายเหลือที่จะพรรณา ก็เพราะการแบ่งขั้วกัน ขัดแย้งกันในทางความคิดและผลประโยชน์แบบ “มึงอยู่ กูไป” ต้องตายกันไปข้างหนึ่งเรื่องมันถึงจะจบ

ดูเหมือนว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นจากความขัดแย้งแบบสุดโต่งระหว่างฝ่ายที่เรียกว่าประชาธิปไตย กับฝ่ายที่เรียกว่าเผด็จการ ซึ่งสุดท้ายก็ลงเอยด้วยระเบิดปรมณู

สงครามอีกหลายสงครามที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ฯลฯล้วนแล้วแต่เกิดจากแนวคิดการมองโลกแบบสุดโต่ง ฝ่ายหนึ่งเป็นค่ายนายทุน ที่ยึดมั่นในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีประชาธิปไตย ขวาตกขอบ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นค่าคอมมิวนิสต์ เผด็จการ ซ้ายตกขอบ และทั้งสองฝ่ายยืนกันอยู่คนละขั้ว แยกเขี้ยว ยิงฟันเข้าใส่กัน สุดท้ายก็เข้าสู่ยุควิกฤตจนเกือบเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หวุดหวิดจะทำล้ายล้างโลกให้หมดสิ้นกันไป

ก ารเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในกรณีของบ้านเราก็เช่นเดียวกัน วิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้าด้วยวิธีคิดแบบสุกโต่ง แยกขั้ว ประจัญหน้ากันไม่เคยยุติลงด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง และแม้เหตุการณ์จะคลี่คลายลงไปหลังจากความรุนแรงหมดไปในแต่ละครั้งแต่ปัญหาใ นเชิงโครงสร้างก็ยังมิได้หมดสิ้นไปเพราะสังคมของเรายังขาดการแก้ไขปัญหาในเช ิงระบบ ในเชิงโครงสร้าง

ภาวะวิกฤติโลกร้อนที่ทำให้ลม ฟ้า อากาศ มันปรวนแปรสร้างทุกข์เข็ญให้แก่มวลมนุษยชาติอย่างแสนสาหัสมีให้เห็นกันอยู่ท ั่วไป ไม่รู้ว่ากี่หน กี่ครั้ง ในรอบ 4-5 ปี ที่ผ่านมา จนสุดท้ายก็เห็นอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง

สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งมันเกิดจากวิธีคิดของมนุษย์แบบสุดโต่ง แยกส่วน เอาแต่ประโยชน์ของตัวเองเอาตัวเองเป็นพระเจ้าอยู่เหนือธรรมชาติไม่เห็นความเ ชื่อมโยงพึ่งพิงอิงกันของสรรพสิ่งตามกฎธรรมชาติ

ขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ก็ชักกลุ้มใจหาหนังสือธรรมะเรื่องอิทัปปั จจยตาของท่านพุทธทาสมาอ่านดูเพื่อสงบสติอารมณ์ ผมพบข้อเขียนของท่านในหน้าที่ที่ท่านเขียนในคำอนุโมทนาหรือคำนำของหนังสือท่ านปรารภว่า

“โลกมนุษย์ในยามนี้กำลังต้องการธรรมะเป็นอย่างยิ่ง องค์การโลกยังไม่สามารถตั้งอยู่ในฐานะพิทักษ์สันติภาพของโลกได้แต่กลายเป็นเ วทีที่ยื้อแย่ง ฉกฉวยเอาความได้เปรียบ แก่กันและกันเสียมากกว่า ศาสนาเหลืออยู่เป็นที่พึ่งด่านสุดม้ายที่จะเป็นความหวังหรือที่พึ่งของโลกแต ่ก็ไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างเพียงพอยังจะต้องทำความเข้าใจกันและประสานงานกั นอีกมาก”

นอกจากนี้แล้วยังมีข้อความที่น่าสนใจในย่อหน้าหนึ่งซึ่งท่านได้เขียน ไว้ว่า “สิ่งที่ต้องระมัดระวังตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษอย่างหนึ่งก็คือ เรากำลังทำกันได้แค่เพียง “รู้” ธรรมะแต่ธรรมะยังไม่มีธรรมะในการใช้แก้ปัญหานั้นๆอย่างเพียงพอ เราไม่บังคับตัวเองให้มีธรรมะอย่างที่เราได้เรียนรู้ เรายังไม่ละอายในการที่เราไม่มีธรรมะ เรายังไม่กลัวอันตรายอันเกิดจากที่เราไม่มีธรรมะ การสอนและการเรียนธรรมะยังเป็นสิ่งที่มีผลไม่คุ้มทุน กิจกรรมธรรมจึงมุ่งไปในการกระทำให้มีธรรมะยิ่งกว่าที่จะเพียงรู้ธรรมะเท่านั ้น”

ถ้าหากว่านำคำอนุโมทนาของท่านพุทธทาสมาพิจารณาวิเคราะห์ให้ดีๆแล้วผู ้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อความเป็นความตายของบ้านเมืองคือรัฐบาล จำเป็นที่จะต้องทำตัวให้อยู่ในฐานะผู้พิทักษ์ความสุขของสังคมให้ได้ จะต้องไม่กลายเป็นเวทีที่ยื้อแย่ง ฉกฉวยเอาความได้เปรียบในการยืนยันที่จะดำเนินการตามความประสงค์หรือจุดมุ่งห มายของตนแต่ฝ่ายเดียว ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีเจตนาอันบริสุทธิ์ ไม่ตีความตามกฎหมายแบบสุดโต่ง หาแง่มุมทางกฎหมายมายื้อแย่งฉกฉวยเอาความได้เปรียบเสียเปรียบแก่กันและกัน

แท้ที่จริงแล้วระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลก ถ้าเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็ย่อมจะต้องยอมรับสิทธิเสรีภาพของพลเมืองใน การชุมนุมกันโดยสงบปราศจากอาวุธ

ประเด็นมีอยู่ว่าการชุมนุมโดยสงบหมายความว่าอย่างไร ปราศจากอาวุธหมายความว่าอย่างไร มีกฎกติกามารยาทในการชุมนุมกันอย่างไรบ้าง เข้าใจว่าคงไม่มีถ้ามีก็มีแต่กฎหมายหมิ่นประมาทซึ่งบางครั้งมันก็คาบลูกคาบด อก ด่ากันฟรีๆก็มี ไม่ถึงขั้นหมิ่นประมาท แต่ก็เกิดการยั่วยุทำให้เกิดการแบ่งข้าง แบ่งฝ่าย เคียดแค้นซึ่งกันและกันมากขึ้น

การชุมนุมกั้นขวางถนน ปิดถนน ทำได้แค่ไหนแม้มีโทษแค่ปรับ ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรเท่านั้นแต่เป็นเรื่องที่ผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมควรกระทำหรือไ ม่

ว ิธีคิดแบบสุดโต่งเช่นนี้ไม่มีทางจะสร้างสังคมที่สงบได้ เพราะแต่ละฝ่ายย่อมหาช่องทางเอาชนะคะคานกันด้วยเพทุบายทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ ชัยชนะ บางอย่างอาจไม่ผิดกฎหมายแต่ควรกระทำหรือไม่ เช่นปิดถนน หรือยกกำลังเข้าสลายการชุมนุมเป็นต้น

เรื่องของจิตสำนึก ค่านิยม รวมทั้งธรรมะคำสั่งสอนทางศาสนาเป็นเรื่องนามธรรมที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของแต่ ละคนมิใช่แค่เรื่องของการถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายกันเท่านั้น

บ ้านเมืองไม่มีทางอยู่รอดอย่างสงบสุขกันได้ถ้าแต่ละฝ่ายไม่าใช้ธรรมะมาชี้นำใ นทางปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นทางเดินที่ไม่มีทางตันสำหรับบ้านเมืองของเรามีทางเดียวคือทางสาย กลางเท่านั้น เดินตามทางสายกลางแล้วจะปลอดภัยเพราะทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ ไม่มีผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ บ้านเมืองเราก็จะพบกับความสงบสุขได้

บทความจากคอลัมภ์ สู่วิสัยทัศน์ใหม่
จาก นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: