RSS

บทสรุป ปฏิรูปการเมือง มองให้ไกลกว่ารัฐธรรมนูญ

18 มิ.ย.

วิทยากร เชียงกูล

    สังคมไทยในรอบ 50 ปี ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และวิถีชีวิต ตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นแต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาอยู่ทั่วไป นักการเมืองซื้อสิทธิ์ขายเสียง เล่นเกมการเมืองยื้อแย่งอำนาจกันอย่างไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ หรือ จริยธรรม ศีลธรรม ผู้บริหารสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงมากให้บริษัทตนเองและพรรคพวกจนฐานะซวนเซ รัฐบาลต้องเข้าไปโอบอุ้ม เกษตรกรและประชาชนต่างจังหวัดเดินขบวนมาร้องเรื่องความเดือดร้อนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า สินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะอาหารมีราคาสูงขึ้นมาก สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ปัญหามลพิษที่เพิ่มขึ้นทั้งที่กรุงเทพฯ แม่เมาะ ชายทะเล แม่น้ำลำคลอง ฯลฯ ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ปัญหายาเสพย์ติด โสเภณี การเอาเปรียบแรงงานผู้หญิงและเด็ก ปัญหาอาชญากรรมความรุนแรง การลอบสังหาร การปล้นจี้ ข่มขืนและปัญหาทางสังคมอื่นๆ เพิ่มจากเมื่อ 50 ปีที่แล้วมากมาย

เช่น สังคมไทยส่วนที่เจริญเติบโตขึ้นหรือดีขึ้นโดยเปรียบเทียบกันเมื่อ 50 ปีที่แล้วก็มีอยู่ การคมนาคม การสื่อสาร การสาธารณสุข การศึกษาและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ควบคู่กันไปกับส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเลวลงและมีปัญหามากขึ้น บางปัญหา เช่น การทุจริตฉ้อฉล การเอาเปรียบก็เป็นปัญหาทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ขยายใหญ่และสลับซับซ้อนขึ้นที่เป็นปัญหาใหม่เลยก็มี เช่น ปัญหาโรคเอดส์ สถาบันครอบครัวล่มสลายอ่อนแอมากขึ้นเพราะสังคมเปลี่ยนรวดเร็วมาก การที่เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ และพัฒนาให้สังคมดีขึ้นสำหรับคนส่วนใหญ่ได้ อยู่ที่การจะต้องมองปัญหาเหล่านี้อย่างซื่อตรง อย่างกล้าวิพากษ์วิจารณ์ และอย่างสร้างสรรค์ คือ การเสนอทางออกด้วย ไม่ใช่วิจารณ์แบบกล่าวโทษคนอื่นเพื่อหาคะแนนเสียงให้ตนเอง โดยไม่ได้เสนอทางออกที่แตกต่างออกไป

ปัญหาหลักของสังคมไทย คือเราพัฒนาแต่ทางด้านวัตถุ (เช่น เศรษฐกิจ รูปแบบสถาบันการเมือง) ไม่ได้พัฒนาระบบคิด วิธีคิด อุปนิสัยใจคอของคนไทยส่วนใหญ่ ระบบคิดที่มีลักษณะศักดินา อำนาจนิยม จารีตนิยม แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในปัจจุบัน  เป็นเพียงการปรับโฉมระบบเศรษฐกิจการเมือง จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นอมาตยาธิปไตย (ขุนนาง) ร่วมกับธนาธิปไตย  (นายทุน) เท่านั้น ทั้ทหาร ข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ ที่ร่วมกันปกครองอยู่ในปัจจุบันยังคงมีระบบคิดแบบ ศักดินา-อำนาจนิยม คือ นิยมในอำนาจวาสนา ระบบอภิสิทธิ์ ระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก จิตใจคับแคบไม่มีจินตภาพเห็นการณ์ไกล ไม่มีความคิดเสรีประชาธิปไตย (สิทธิเสมอภาค ภราดรภาพ) อย่างแท้จริง พวกเขาถือว่าอำนาจคือความถูกต้อง ตัดสินใจปัญหาด้วยการใช้อำนาจบารมีซึ่งรวมทั้งอำนาจเงิน ยกย่องประจบสอพลอคนมีอำนาจ เหยียบย่ำหรือดูถูกไม่ให้ความสำคัญประชาชนที่ด้อยอำนาจ

คำว่าประชาธิปไตย ถูกพวกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือเพื่อไต่เต้าไปสู่การเป็นขุนนางยุคใหม่ ที่เป็นทั้งขุนนาง เป็นทั้งเจ้าพ่อ เป็นทั้งนายทุน นักการเมืองผสมกัน ทำให้พวกเขามีอำนาจเบ็ดเสร็จ ชนิดที่ถ้าหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฏหมายเลือกตั้งและการปฏิรูปทางการเมืองด้านอื่นๆแล้ว ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่กี่ครั้งใน 10-20 ปีข้างหน้า พวกเขาก็ยังคงได้รับเลือกกลับเข้ามา หรือนักการเมืองหน้าใหม่ที่เข้าไปในวงการเลือกตั้ง ก็ยังคงจะถูกกลืนโดยระบบเจ้าพ่ออุปถัมภ์ใ ห้ต้องประนีประนอม ยอมเป็นลูกน้องสมัครพรรคพวกของขุนนางยุคใหม่ ขณะที่ประชาชนก็ถูกกล่อมเกลาทางสังคมให้ยอมรับระบบโครงสร้างการเมืองปัจจุบั น ว่าถูกต้องชอบธรรมแล้ว  เพราะประชาชนถูกปิดกั้นหรือถูกครอบงำไม่ให้มีความรู้ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์แล ะไม่ให้มีความตื่นตัวมากพอที่จะแสวงหาประชาธิปไตยแบบอื่นที่ประชาชนควรจะมีส ิทธิ มีส่วนร่วม มีส่วนในการควบคุมได้มากกว่าระบบโครงสร้างการเมืองปัจจุบัน

อำนาจไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการฉ้อฉลเท่านั้น อำนาจยังนำไปสู่การตอกย้ำของระบบคิดวิธีคิดแบบจารีตนิยม รักษาสถานะสภาพเดิม ต่อต้านความคิดใหม่ๆ ที่พวกมีอำนาจอยู่เกรงว่าจะนำไปในทางที่ทำให้พวกเขามีอำนาจลดลง ด้วยเหตุนี้ความคิดเสรีนิยมก้าวหน้า จึงไม่ค่อยมีที่จะเผยแพร่ และยากที่จะเติบโตได้ในสังคมไทย ความคิดในเชิงอภิวัฒน์ ปฏิวัติ ปฏิรูป เปลี่ยนแปลงใดๆเพื่อให้สังคมเปลี่ยนในทางที่เจริญงอกงาม มีความเป็นประชาธิปไตยขึ้น เป็นธรรมขึ้นมีสันติสุข สภาพแวดล้อมที่ดี จะถูกชนชั้นนำขัดขวางเสมอ หรือถูกบิดเบือนไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ชนที่มีอำนาจอยู่เดิมมากกว่า เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แม้แต่ในองค์กรของกลุ่มคนที่มีความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นธรรมขึ ้นบ่อยครั้งที่ผู้นำและการจังองค์กรเองกลายเป็นพวกอำนาจนิยม-จารีตนิยม ทำให้ไม่สามารถทำให้องค์กรเจริญเติบโต หรือเผยแพร่ความคิดเสรีนิยมก้าวหน้า ที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างได้ผลได้

ยอร์ช ซันตามายา  นักปรัชญาและกวีชาวอเมริกัน เชื้อสายสเปนเคยกล่าวไว้ว่า “คนที่จดจำอดีตไม่ได้  คือคนที่ถูกสาปแช่งให้ต้องพลาดซ้ำรอยประวัติศาสตร์”

    ชนชั้นนำไทยที่จดจำประวัติศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้ทำผิดพลาดซ้ำซาก ในการใช้ความรุนแรงปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2535 มาแล้ว อย่างคนที่ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์เลย วันข้างหน้าคนไทยเราอาจจะยังขัดแย้ง และเข่นฆ่าทำลายล้างกันอีก ยกเว้นเสียแต่ว่าคนไทยในวันนี้ จะสามารถช่วยกันหาทางปฏิรูปทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมแบบอำนาจนิยม อภิสิทธิ์นิยม ซึ่งเป็นที่มาของความขัดแย้ง การเอาเปรียบ และความรุนแรงให้เป็นสังคมสันติประชาธรรม ที่เชื่อในสิทธิเสมอภาค การนับถือสิทธิของกันและกัน และเป็นสังคมที่เปิดให้มีช่องทาง มีวิธีการที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาวได้ ก่อนที่ความหายนะจะคืบคลานมาถึง

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

One response to “บทสรุป ปฏิรูปการเมือง มองให้ไกลกว่ารัฐธรรมนูญ

  1. stemis

    มิถุนายน 22, 2009 at 5:44 pm

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: