RSS

โลกาภิวัฒน์ หรือการครอบครองโลกโดยอภิมหาอำนาจ

27 มิ.ย.

วิทยากร เชียงกูล

    คำว่า โลกาภิวัฒน์ เริ่มใช้ในทางเศรษฐกิจ ในความหมายว่า ทำให้เป็นการผลิตและการบริโภคแบบเดียวกันทั่วโลก เป็นคำที่ทำให้ดูสวยงามกว่าคำว่าทุนนิยมโลก ฟังดูเหมือนกับว่าเศรษฐกิจทุกประเทศกำลังพัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน เป็นระบบเศรษฐกิจเดียวกัน ที่เจริญก้าวหน้าทันสมัยและดีสำหรับทุกคน แต่จริงๆแล้ว เศรษฐกิจโลกปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมที่ผูกขาด และบงการโดยบรรษัทข้ามชาติจากนายทุนของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม คือ อเมริกาเหนือ (สหรัฐฯและแคนาดา) สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็นส่วนใหญ่ ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งมีอยู่ราว 30 ประเทศ มีประชากรรวมกันแค่ร้อยละ 15 ของประชากรโลก แต่พวกเขาควบคุมการผลิต การบริการ การค้ามากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งโลก

ประเทศมหาอำนาจควบคุมการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญๆ การธนาคาร สถาบันการเงิน กิจการค้า การขนส่ง การประกันภัยระหว่างประเทศ โดยผ่านบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า บริษัทลงทุนข้ามชาติ (Transnation Corporation) ซึ่งถือหุ้นโดยนายทุนของประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ ฯ ญี่ปุ่น ยุโรป ประมาณพันกว่าแห่ง แต่ที่ใหญ่จริงๆ มีเพียงราว 500 แห่ง บริษัทข้ามชาติแต่ละบริษัทมีสาขาในการผลิตและการค้าตามประเทศต่างๆทั่วโลก

    บริษัทที่มียอดขายสูงที่สุด คือ ห้างสรรพสินค้า Wal-Mart ซึ่งมีสาขาทั่วโลก ขายสินค้าและบริการได้ปีหนึ่งๆ มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของประเทศไทยทั้งประเทศ บริษัทนี้มีพนักงานทั่วโลก 1.14 ล้านคน และได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีนโยบายเล่นงานสหภาพแรงงานอย่างรุนแรง และชอบใช้วิธีจ้างแรงงานบางเวลา เพื่อที่ทางบริษัทจะได้ไม่ต้องจ่ายสวัสดิการให้พนักงาน

    บริษัทข้ามชาติที่นิยมไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา เพราะนอกจากค่าแรงต่ำ ต้นทุนทรัพยากรต่ำ และเป็นตลาดใหญ่ด้วยแล้ว ยังเป็นประเทศที่มีกฏหมายแรงงาน และกฏหมายสภาพแวดล้อมอ่อนแอกว่าประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทข้ามชาติสามารถเอาเปรียบแรงงาน และขูดรีดการใช้ทรัพยากรได้สะดวกกว่าในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม (http://En.Wikipedia.Org/wiki/transnational_corporation)

    ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี ออสเตรเลีย ฯลฯ ยังเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ พวกเขาใช้แรงงานภาคเกษตรน้อย เพียงราว 3-5% ของแรงงานทั้งหมด แต่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รัฐบาลให้ทุนอุดหนุนภาคเกษตร และใช้นโยบายกีดกันสินค้าเกษตรจากประเทศอื่นๆ ทำให้ประเทศเหล่านี้ทำรายได้ทั้งจากการส่งออก ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม รวมทั้งภาคการค้าและบริการด้วย

เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับผลกำไรที่ได้จากการลงทุนและการค้า รวมทั้งการให้บริการด้านธนาคาร การลงทุน การประกันภัย การขนส่ง การศึกษาและศิลปวัฒนธรรม การขายลิขสิทธิ์ต่างๆ กับต่างประเทศมาก ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมสามารถขายสินค้าอุตสาหกรรม หรือแม้แต่สินค้าเกษตรกรรมบางอย่างของตนในตลาดโลก ได้ราคาสูงกว่าที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถขายวัตถุดิบและสินค้าเกษตรของตนได้ เพราะประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นผู้ผูกขาดกลุ่มด้านการผลิตและการตลาด มีอำนาจต่อรองในตลาดโลกสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนามาก

    นอกจากนี้ ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐฯ ยังสามารถขายสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ สินค้าและบริการด้านการศึกษา  ภาพยนตร์ ดนตรี การแข่งกีฬา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การธนาคาร การเงิน การประกันภัย การท่องเที่ยว ยา อาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ ให้ประเทศอื่นๆได้จำนวนมหาศาล รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องเก็บเงินทุนสำรองเป็นเงินสกุลดอลลาร์ ยูโร หรือเยนของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม (ด้วยการไปฝากธนาคารหรือซื้อเป็นพันธบัตร) ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นฝ่ายเสียเปรียบประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องซื้อสินค้าและบริการเข้าเป็นมูลค่าสูงกว่าที่ส่งออกไปขายได้ และต้องเป็นหนี้สินต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ

    การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมกัน ช่องว่างการพัฒนาหรือความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ในจำนวนพลเมืองโลก 6 พันล้านคน เกือบครึ่งหนึ่ง (2.8 พันล้านคน) มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 2 ดอลลาร์สหรัฐ (70 บาท) และในจำนวนนี้ 1.2 พันล้านคน มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (35 บาท) คนจนส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียใต้ แอฟริกาและลาตินอเมริกา (World Bank World Developement Report 2000/2001: Attacking Poverty: Oxford University Press, 2001.)

    แม้จะมีประเทศกำลังพัฒนาฐานะปานกลางบางประเทศที่พัฒนาได้ดี ยกฐานะเป็นประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ หรือประเทศตลาดเกิดใหม่ได้บ้าง เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน บราซิล  แต่ก็เป็นส่วนน้อย หรือถึงประเทศที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจได้ในอัตราสูง เช่น จีน อินเดีย จะช่วยลดปัญหาคนจนได้บ้าง ก็เป็นเพียงคนส่วนหนึ่งและยังมีปัญหาความยากจน โดยเปรียบเทียบในกลุ่มชนต่างๆในจีน อินเดีย และประเทศทั่วโลกอยู่มาก

   

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย. – กรุงเทพ ฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2550.
176 หน้า.
ISBN 978-974-13-0621-3

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: