RSS

ทางออกแบบไหนจึงจะปฏิรูปการเมืองได้

06 ก.ค.

บทความของวิทยากร เชียงกูล
ใน นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์

ประเทศไทยในยุคที่มีนายกฯและคณะรัฐมนตรีเป็นเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อตั วเองและพวกพ้อง การเมืองภาคประชาชนโดยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีส่วนผลักดันให้เกิดการตรวจสอบรัฐบาลและการอภิปรายเพื่อหาความจริงและทางออ กที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หากนายกฯจะลาออกหรือยุบสภาหลังการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่นจะเป็นทางออกชั่วคราวที่ยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชา ธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนกำหนดอย่างแท้จริงได้

หากรัฐบาลยังคงดื้อดึงใช้อำนาจเผด็จการรัฐสภาต่อไป การเติบโตและการรุกคืบของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งอาจตามมาด้วยการปราบหรือการก่อกวน การต่อต้านแบบรุนแรง อาจจะนำไปสู่การรัฐประหารหรือรัฐประหารเงียบแบบจี้ให้นายกฯ ยุบสภา ลาออก เกิดสภาพไม่มีสภา ไม่มีรัฐบาล มีการอ้างและนำมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาใช้ก็ได้ ความจริง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านอาจจะผลักดัน เช่นถอนตัวจากรัฐบาล ประท้วงด้วยการลาออกก็ได้ แต่พวกเขาคงไม่ทำ

มาตรา 7 ระบุสั้นๆว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตร ิย์ทรงเป็นประมุข” รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกชัดว่าให้ใครเป็นผู้วินิจฉัย ถ้ายังมีวุฒิสภาอาจจะเป็นวุฒิสภา เป็นไปได้ว่าอาจจะมีการยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญบางมาตรา (เช่น ยกเลิกมาตรา 171 ที่กำหนดว่านายกต้องมาจาก ส.ส.) เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งควรเป็นรัฐบาลแห่งชาติเพื่อการปฏิรูปการ เมือง ร ัฐบาลที่ว่านี้ควรจะมาจากคนนอกพรรคการเมืองที่เป็นนักปฏิรูปหัวก้าวหน้าและเ ป็นรัฐบาลรักษาการสัก 1-2 ปี เพื่อผ่าทางตันปัญหาความขัดแย้งแบบ 2 ขั้ว จัดการปัญหาทุจริตฉ้อฉลอย่างเด็ดขาดและเป็นระบบ ปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจสังคม และจัดให้มีการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญกฎหมายการเลือกตั้งใหม่ที่ควรจะก้าวห น้าและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพิ่มขึ้น

ทหารเป็นฝ่ายเดียวที่มีกำลังในการทำรัฐประหารหรือรัฐประหารเงียบ แต่สิ่งที่ทหารขาด คือ สติปัญญาและอุดมการณ์ที่เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง ในการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการที่ฉลาด ก้าวหน้า (เห็นแก่ส่วนรวม มองการณ์ไกล) และสามารถผ่าตัดปฏิรูประบอบการเมืองของไทยได้

รัฐประหารปี 2549 โดย คมช. เห็นได้ชัดว่าล้มเหลว รัฐประหารปี 2534 พอได้คะแนนบ้าง ตอนที่ตั้งรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ที่ฉลาด โปร่งใสและบริหารบ้านเมืองให้เดินหน้าไปได้พอสมควร แต่การเมืองไทยก็ยังอยู่ในกรอบการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการเมือง แบบมีการซื้อเสียงขายเสียง ใช้อำนาจ ระบบอุปถัมภ์ การหาเสียงแบบประชานิยมที่ทำให้เลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้แต่ ส.ส., ส.ว. และรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของนายทุน ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางส่วนน้อย

ปัญหานี้จะโทษแต่ประชาชนที่ยากจนและไร้การศึกษาฝ่ายเดียวคงไม่ถูก ชนชั้นนำและชนชั้นกลางต้องโทษตัวเองด้วยที่ไม่ได้ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสื่อมวลชน และปฏิรูปด้านอื่นๆอย่างจริงจัง ชนชั้นนำของไทยชอบคิดแต่เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งในกรอบของประชาธิปไตยแบบทุนนิยมเป็นใหญ่ ไม่ได้เข้าใจว่าปัญหาที่แท้จริงคือตัวโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมผูกขาด และระบบอภิสิทธิชน ที่จะต้องมีการผ่าตัดปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ให้เกิดความเป็นธรรมและสิทธิเสรีภาพในหมู่ประชาชนอย่างแท้จริง

ทางออกที่สำคัญคือต้อง สร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (การกระจายทรัพย์สิน รายได้ ที่เป็นธรรม การจัดตั้งองค์กรที่กลุ่มต่างๆต่อรองได้อย่างเท่าเทียมกันเพิ่มขึ้น) และประชาธิปไตยทางสังคม (ประชาชนเข้าถึงการศึกษา และสื่อสารมวลชนที่มีคุณภาพ รวมทั้งเข้าถึงกฎหมายได้อย่างเท่าเทียมกัน มีการพัฒนาวัฒนธรรม (วิธีคิด วิธีปฏิบัติ) ประชาธิปไตยในครอบครัว สถานศึกษา ที่ทำงานทั้งระบบราชการและเอกชน ชุมชน และในระดับประเทศอย่างจริงจัง) ประเทศไทยจึงจะมีทางปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้มากกว่าลัทธิเลือกต ั้งและเผด็จการรัฐสภา

การสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองด ้วยการปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง ต้องกล้าคิดในแนวก้าวหน้า มุ่งทำให้ประชาชนมีความรู้ จัดตั้งองค์กร และมีบทบาทเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น อาจจะให้มีสภา ส.ส. สภาเดียวก็ได้ แต่ให้มีที่มา 3 ทางคือ

1. ส.ส. แบบแบ่งเขต น่าจะเป็นเขตเดียว เบอร์เดียว และคนชนะต้องได้คะแนนเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิจึงจะได้เป็น ส.ส. ถ้าเลือกรอบแรก คนที่ได้คะแนนสูงสุดได้ไม่เกิน 50% ก็ต้องคัดคนที่ได้ที่ 1 และที่ 2 มาให้ประชาชนเลือกรอบ 2 วิธีนี้จะซื้อเสียงได้ยากขึ้น

2. ส.ส.แบบสัดส่วน ควรคิดคะแนนรวมทั้งประเทศ และไม่กำหนดคะแนนรวมขั้นต่ำ ถ้าคะแนนรวมเข้าเกณฑ์ เช่น 1% ได้ ส.ส. 1 คน ก็ให้เป็นไปตามนั้น จะได้แข่งขันกันในเรื่องนโยบายและช่วยให้พรรคเล็กที่เป็นตัวแทนเกษตรกร คนงาน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักสังคมนิยม ฯลฯ มีโอกาสเกิดได้ วิธีนี้จะแข่งกันในเรื่องนโยบายมากกว่าตัวคนและ ทำให้ประชาชนรู้ปัญหาสังคมมากขึ้น

3. ส.ส. ที่มาจากกลุ่มอาชีพ น่าจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ 1. เกษตรกร 2.พนักงาน,ลูกจ้างรวมทั้งข้าราชการ ทหารตำรวจ 3. เจ้าของกิจการ 4.ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย 5.ประชาชนกลุ่มอื่น เช่น นักศึกษา แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน พระภิกษุ ฯลฯ ให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งเลือกลงทะเบียนว่าตนอยู่ในกลุ่มไหน และสมัครเลือกตั้งและลงคะแนนเลือกตั้งตามกลุ่ม โดยอาจถือประเทศหรือภูมิภาคเป็นเขตเลือกตั้ง ให้องค์กรต่างๆเป็นผู้เสนอชื่อผู้สนใจลงเลือกตั้งเป็นผู้แทนของแต่ละกลุ่ม จะได้เป็นการคัดเลือกผู้สมัครในระดับหนึ่ง แต่ให้ประชาชนในแต่ละกลุ่มเป็นคนลงคะแนนแบบเลือกได้ทั้งพวง (เช่น มีได้ 20 คน ก็กาได้ถึง 20 คน)

การป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงคือ ต้องแก้ปัญหา กกต. ที่ยังขาดประสิทธิภาพและมีโอกาสถูกซื้อได้ โดยเฉพาะในระดับจังหวัดและเขตเลือกตั้ง ต้องปฏิรูปที่มาของ กกต. และมีระบบตรวจสอบ กกต. ควบคู่ไปด้วย เช่น ให้ค่าตอบแทนคนเป็น กกต. สูงแต่มีบทลงโทษถ้าถูกจับได้ว่าทุจริตสูงเป็น 2 เท่า จัดสรรงบและให้อำนาจหน้าที่ให้องค์กรพัฒนาเอกชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งทำงา นคู่ไปกับ กกต. มีศาลเลือกตั้ง ลงทุนพัฒนาระบบการลงคะแนนด้วยคอมพิวเตอร์ควบคู่ไปกับการใช้การนับบัตร ที่ต้องทำให้โปร่งใสตรวจสอบได้ การกำหนดโทษผู้ซื้อเสียงให้รุนแรงขึ้น เช่น ปรับจำนวนมากขึ้น ถูกจำคุก ถูกตัดสิทธิ 10 ปี การส่งเสริมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผู้สมัครพยายามซื้อเสียงมาเป็นพยานได้ โดยไม่มีความผิด และมีโครงการการปกป้องพยาน เช่น มีงบให้ย้ายที่อยู่ ย้ายงาน ฯลฯ แบบในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม

เ รื่องสำคัญคือต้องส่งเสริมให้ประชาชนตื่นตัวในฐานะพลเมือง ผู้เสียภาษีและเป็นเจ้าของสาธารณะสมบัติของประเทศ รู้ข้อมูลข่าวสารและมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้น ต้องระดมสถานศึกษา หน่วยราชการอื่นๆนอกจากมหาดไทย สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย องค์กรต่างๆ ไปช่วยรณรงค์ให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ข้อเสนอให้จ่ายเป็นเงินหรือคูปองให้ผู้มาใช้สิทธิไปใช้จ่ายค่าธรรมเนียมหรือ ภาษีที่ต้องจ่ายหน่วยงานรัฐ อาจเป็นวิธีการทางบวกที่จะส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะคนจนมาใช้สิทธิได้ดีกว ่าวิธีการทางลบ เช่น การขู่ว่าจะตัดสิทธิบางอย่าง

นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างที่ผู้เขียนลองเสนอ เรายังอาจอภิปรายหาจุดแข็ง จุดอ่อนของกฎหมายและวิธีการเลือก ส.ส. แบบต่างๆได้กว้างขวางรอบคอบกว่านี้ หากเราส่งเสริมให้ประชาชนศึกษาหาความรู้เรื่องการเมือง (รวมทั้งเศรษฐกิจสังคม) เช่น อ่านหนังสือ ฟังปาฐกถา อภิปราย เข้าร่วมชุมนุม ประชุมสัมมนา จัดตั้งกลุ่มศึกษาปัญหา สภาพัฒนาการเมืองหรือสภาชุมชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยการใช้หลักเหตุผล หลักวิชาการเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ

ในช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้ง และประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มตื่นตัวมากนี้ สิ่งที่สำคัญคือ ควรใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เรื่องการเมืองเศรษฐกิจและสังคม และการจัดตั้งองค์กรประชาชน (เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สมาคมอาชีพ สหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค ฯลฯ) ทำให้ประชาชนไทยรู้ มีความคิด สติปัญญา ที่จะแก้ไขและพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวหน้าและสร้างสรรค์ (สังคมนิยมประชาธิปไตย สหกรณ์ เศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองแบบยั่งยืน ฯลฯ) มีการจัดตั้งองค์กรประชาชนที่มีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกชี้นำไปทางใดทางหนึ่งอย่างสุดโต่ง เราจึงจะปฏิรูปให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: