RSS

คนอื่นมองว่าประเทศไทยควรจะพัฒาอย่างไร

18 ก.ค.

วิทยากร เชียงกูล

    สถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการ (IMD) ได้วิเคราะห์ว่า การที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลงจากปี พ.ศ.2548 หลายอันดับในปี พ.ศ.2549 ส่วนหนึ่งมาจากการที่แนวนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจไทยพึ่งการใช้น้ำมันสูง และต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาที่สูงขึ้นด้วย ทำให้ระดับราคาและค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทย ยังไม่สามารถแก้จุดอ่อนที่สะสมมานานได้ เช่น ผลิตภาพ ทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนาอยู่ในระดับต่ำ การนำเข้าสินค้าที่มูลค่าสูง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งพัฒนาการส่งออกสินค้าเพียงบางอย่าง ขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัว ขณะที่ปัจจัยสนับสนุน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และประสิทธิภาพภาครัฐมีอันดับลดลง เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

    หากประเทศไทยยังไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว ความสามารถในการแข่งขันของไทย ไม่เพียงแต่ลดลง แต่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศโดยรวม เพราะความสามารถในการแข่งขัน หมายถึงโอกาสที่จะมีการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนา หรือความมั่งคั่งสู่ประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย

    นอกจากจุดอ่อนของปัจจัยภายในประเทศแล้ว ไทยซึ่งเป็นประเทศเปิดเสรี ที่พึ่งพาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นสัดส่วนสูง ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ความต้องการวัตถุดิบจำนวนมากของจีนและอินเดีย ซึ่งส่งผลให้ราคาวัตถุดิบ สินค้าและพลังงานสูงขี้น ปัจจัยด้านการแข่งขันจากแรงงานฝีมือค่าจ้างต่ำของต่างประเทศ และประเทศที่กำลังขยายตัวในเอเชีย รัสเซียและประเทศในแถบลาตินอเมริกา รวมทั้งแอฟริกา ซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า

    ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย อันได้แก่ การปฏิรูปโครงสร้างการส่งออกและการนำเข้า การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม การพัฒนาคุณภาพแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภารอุตสาหกรรม ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับปรุงกฏหมายและระเบียบการปฏิบัติเพื่อรักษาและพัฒนาอันดับความสามารถใ นการแข่งขัน ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยมาโดยตลอด ที่ต้องให้ความสำคัญในการปรับปรุงแก้ไข ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกฏหมาย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและผลิตภาพแรงงาน

    โดยสรุป คือ สถาบัน IMD มองว่า ไทยจะต้องปรับปรุงในประเด็นปฏิรูปการศึกษาเชิงคุณภาพ กระจายการศึกษาและการฝึกอบรม การพัฒนาด้านต่างๆให้ทั่วถึง ลดการบริโภคพลังงานที่ฟุ่มเฟือย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาพลังงานทางเลือก พัฒนาการขนส่งสาธาณะ  เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพิ่มงบประมาณและบุคลากรในการวิจัยและพัฒนา บุคลากรทางการแพทย์และการให้บริการสาธารณสุข แก้ไขปัญหามลพิษ กฏหมายสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิลและบำบัดน้ำเสีย

    องค์กร World Economic Forum ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลที่จัดประชุมสุดยอดผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกเป็นประจำ ได้ทำรายงานประเมินความสามารถ ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก 125 ประเทศ รวมทั้งประเทศพัฒนาขนาดใหญ่และขนาดกลางด้วย องค์กรนี้จัดอันดับให้ไทยอยู่ในลำดับค่อนข้างต่ำคล้ายๆกับของสถาบัน IMD กล่าวคือ จัดให้ไทยอยู่อันดับ 33 ในปี พ.ศ.2548 และ อันดับ 35 ในปี พ.ศ.2549 ในขณะที่ปี พ.ศ.2549 สิงคโปร์อยู่อันดับ 5 ญี่ปุ่นอยู่อันดับ 7 ไต้หวัน อันดับที่ 13 เกาหลีไต้ อันดับที่ 24 และมาเลเซีย อันดับที่ 26 (WORLD ECONOMIC FORUM GLOBAL COMPETETIVENESS REPORT 2006-2007)

 

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย. – กรุงเทพ ฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2550.
176 หน้า.
ISBN 978-974-13-0621-3

+++

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

One response to “คนอื่นมองว่าประเทศไทยควรจะพัฒาอย่างไร

  1. แรนเถื่อน

    มิถุนายน 20, 2009 at 11:19 am

    Thank for content kubb….

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: