RSS

วิกฤตเงินเฟ้อระดับโลก ประเทศไทยควรดำเนินนโยบาย “ระดับชาติ”รับมืออย่างไร!?

28 ก.ค.

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 18 กรกฎาคม 2551 09:52 น.

ดร.พิสิฎฐ ภัคเกษม
อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ความกดดันเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้มาจากปัจจัยภายในประเทศ หรือ ปัญหาระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น แต่เป็นภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจาก “ปัจจัยภายนอกประเทศ” เป็นหลัก และเป็นมาจาก “ฝีมือมนุษย์” เอง และเป็นเงินเฟ้อในระดับสากลหรือระดับโลก (Global Inflation) ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่อย่างถ้วนหน้ากันแทบทุกหนทุกแห่ง ฉะนั้น การแก้ปัญหาเงินเฟ้อ “ระดับโลก” โดยการใช้ “นโยบายระดับประเทศ” หรือ “ระดับชาติ” นั้นโดยเฉพาะการมีการจัดการ “นโยบายมหภาค” หรือ Macro Economic Management สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น ประเทศไทย และผู้นำของโลก จะต้องหันหน้ามาร่วมมือปรึกษาหารือถึงมาตราการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อร่วมกัน โดยเฉพาะในการประสานนโยบายในหมู่ G8 และระดับภูมิภาคเดียวกันโดยเฉพาะประเทศใน “กลุ่มอาเซียนบวกจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี” ซึ่งมีกลไกความร่วมมือในนโยบายการเงินการคลังและการค้าเพื่อจัดกติกาการบริห ารการแก้ปัญหาเงินเฟ้อร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมอย่างสอดคล้องกันก็คงจะบรรเทา ความเดือดร้อนลงได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อในระดับโลกอย่างรุนแรงครั้งนี้มาจาก

(1) แรงกดดันด้านราคา (Cost Push) โดยเฉพาะจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันและรวดเร็วซึ่งทำให้ “ดัชนีค่าครองชีพ” หรือ Consumer Price Index-CPI สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “แรงกดดันด้านการบริโภค” ที่สร้างความต้องการ (Demand Pull) ในประเทศที่กำลังเติบโตใหม่ (Emerging Economics) เช่น จีน อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่ม ASEAN บวก 3 ทั้งนั้น ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมีลักษณะคล้ายฟองสบู่ได้สร้างความกดดันต่อ “อุปสงค์และอุปทาน” ด้านพลังงานและอาหารให้ชาวโลกพอสมควร

(2) การ เก็งกำไรราคา ของพวกกองทุนประกันความเสี่ยงอนาคต หรือ Hedge Funds ต่างๆ จากทั่วโลก มีบทบาทสำคัญต่อราคาพลังงานและอาหารของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือประมาณถึง 30-40% ของราคาพลังงานและอาหารโลกในปัจจุบัน เพราะกองทุน Hedge Funds เหล่านี้ “อยู่นอกระบบการควบคุมของทางการ” ซึ่งขณะนี้ทางการในสหรัฐและกลุ่มสหภาพยุโรปกำลังมุ่งที่จะให้มีการควบคุมบทบ าทและพฤติกรรมของกองทุนเหล่านี้มากขึ้น

(3) การแทรกแซง “การค้าระหว่างประเทศ” โดยใช้วิธีการ “อุดหนุน” ภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่ม EU ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างการบิดเบือนให้ระบบการค้าและราคาในระดับโลกได้พอสมควรและทำลายกลไก การค้าเสรีพอสมควร นอกจากนั้นยังมีการ “เก็บภาษีส่งออก” จึงมีผลทำให้มีการเก็งกำไรขึ้น องค์การการค้าโลกหรือ WTO ก็ดูแลหรือแก้ไขได้บางเรื่องเท่านั้น ฉะนั้นข้อตกลงของ Doha Round เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับประเทศไทยเราเอง นอกเหนือจากการร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อระดับโลกร่วมกันแล ้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะต้องมีการประสานนโยบายระดับ “มหภาค” (Macro Economic Management) เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมเพื่อ “ให้เกิดความสมดุลระหว่างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพควบ คู่กันไป” อย่างที่เคยมาในอดีต โดยจัดให้มีการดำเนิน “นโยบายด้านการเงินและการคลัง” ให้สอดคล้องกันในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ โดยเฉพาะนโยบายการเงินที่ต้องพิจารณา “เรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นการเร่งด่วน เพื่อลดภาวะเงินเฟ้อและลดอุปสงค์ในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำที่สุดในภูมิภาคและระดับสากล คือ ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อซึ่งต่อไปจะส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและการไหลออกของทุน จะมีมากขึ้น นอกจากนั้นส่งผลต่ออัตราการ “ออมทรัพย์” ในประเทศลดน้อยลง และมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

ส่วนการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อแก้เงินเฟ้อ ต้องรักษาวินัยทางการคลังโดยไม่ให้มีการขาดดุลการคลัง และมีการก่อหนี้มากเกินไปในระยะนี้ และไม่ควรให้ความสำคัญกับ “การใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ให้มีอัตราการเติบโตสูงเป็นหลัก หรือ Pro-Growth Policy และควรหันมาดูว่าเราควรมี “ลักษณะการเติบโต” ที่สมดุลอย่างไรมากกว่าเพื่อลดแรงกดดันกับภาวะเงินเฟ้อให้น้อยลงและหันมาดูด้าน “รายจ่ายภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะ “ภาคเกษตร และภาคพลังงาน” มากขึ้นกว่าปัจจุบัน

น อกจากนี้รัฐไม่ควรแก้ไขเงินเฟ้อในระดับ “จุลภาค” โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงพาณิชย์มาเน้น “การควบคุมราคาสินค้า”และใช้ “มาตราการแทรกแซงราคา” ในตลาดหรือให้ “การอุดหนุนสินค้าราคาถูก” เพราะจะยิ่งสร้างความสับสนและอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อมากขึ้น อย่างที่จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ประสบอยู่ คือ มีการอุดหนุนภาคพลังงานมากไป ควรอิงราคาพลังงานกับราคาเศรษฐกิจในตลาดโลกเป็นหลักมากกว่า

ขณะเดียวกันรัฐบาลควรหันมาเน้นการใช้ นโยบาย “ราคาและรายได้” ให้สัมพันธ์กันโดยมุ่งเพิ่มรายได้ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ข้าราชการ ไม่ให้มีฐานะความเป็นอยู่ทรุดโทรมลงมากมาเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันมีความ “สมดุล” และ “แข็งแรง” พอสมควรในระดับหนึ่งอยู่แล้วอย่างที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้เพราะอย่างน้อยเราเป็นประเทศส่งออก “อาหาร” สุทธิอยู่แล้ว แต่ “นำเข้า” พลังงานสุทธิค่อนข้างสูงตามข้อสังเกตดังกล่าวยืนยันอยู่แล้ว หากรัฐบาลผนึกกำลังความสามารถในการจัดการ “นโยบายเศรษฐกิจมหภาค” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถลดแรงดันจากภาวะเงินเฟ้อในระดับสากลและระดับชาติได้ระดับหนึ่ง โดยสรุป รัฐบาลไทยจะต้องกลับมาประสานงานในนโยบายเศรษฐกิจ “มหภาค” และหารือกับ “ภาคเอกชน” อย่างใกล้ชิดอย่างที่เคยปฏิบัติมาในช่วง 10-15 ปีก่อนก็คงจะดียิ่ง

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: