RSS

การใช้กำลังทำร้ายกลุ่มพันธมิตรดาวกระจาย : จัดตั้งหรือความขัดแย้งในสังคม!

07 ส.ค.

ปรากฎการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ใช้กำลังอาวุธทำร้ายกลุ่มดาวกระจายของพันธมิ ตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในจังหวัดทางภาคอีสานอย่างรุนแรง ทำให้เกิดคำถามตามมาในสังคมไทยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงกลุ่มจัดตั้งของ ฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ยุทธวิธีการต่อสู้ด้วยกำลังเพื่อเอาชนะกลุ่มพันธมิตรฯ หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นและกำลังรุกลามไปสู่ค วามรุนแรง

อย่างไรก็ตามมีความเห็นของบรรด านักสิทธิมนุษยชนผู้เคลื่อนไหวในสังคมรวมถึงกลุ่มก้าวหน้าต่าง ๆ ว่า รัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงตั้งข้อกังขากับกลไ กรัฐที่ไม่สามารถจะพิทักษ์ปกป้องดูแลกลุ่มดาวกระจายและตรงข้ามกลับปล่อยให้ก ลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ประท้วงต่อหน้าต่อตา โดยไม่ดำเนินการอะไรเลยหรือหากมีการดำเนินการก็เสมือนหนึ่งว่าขาดแรงจูงใจ ความตั้งใจจริงที่จะทำหน้าที่ในความรับผิดชอบของตน

ในส่วนของฝ่ายรัฐยังคงไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ออกมาต่อกรณีดังกล่าวและหากรับฟังเอาจากการออกรายการโทรทัศน์ของ 3 พิธีกร โดยใช้สถานีของรัฐเป็นเครื่องมือสื่อสารในตอนกลางคืนกลับจะได้รับคำตอบและกา รวิเคราะห์ว่า……

“การทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงนี้จะต้องมองถึงสาเหตุและที่ มาของปัญหาว่าอันที่จริงแล้วเป็นเพราะกลุ่มพันธมิตรฯ เองละเลยและไม่เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของประชาชนรากหญ้าที่มีความรักและ ยังสนับสนุนแนวทางการพัฒนาในรูปแบบนี้รวมถึงยังภักดีต่อพรรคและบุคลากรของพร รคโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวหัวหน้าพรรคคนเก่า

นอกจากนั้นการกระทำของพันธมิตรฯ เองต่างหากที่ทำให้เกิดความรุนแรงโดยตัวของมันเอง เพราะใช้วาจาก้าวร้าวกับคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างไม่จำแนก ทำตัวเหมือนเป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่เหนือกฎหมายอยากปิดถนนที่ไหนก็ปิด ที่แรงที่สุดก็ตรงเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เอง กดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีกล่าวข่มขู่ว่าหากไม่ให้คุณสนธิฯ ประกันตัวแล้วผู้ชุมนุมทั้งหมดก็จะกล่าวข้อความหมิ่นฯ ร่วมกันด้วย เพื่อจะได้ตกเป็นผู้ต้องหาไปพร้อม ๆ กัน หรือกล่าวว่าหากอยากให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟก็ให้ส่งสนธิฯ เข้าคุกเสีย”

ข ้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่ายจะมีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใดคงอยู่ที่การตีความแล ะรูปธรรมความเป็นจริง แต่สิ่งที่น่าคิดคือเหตุใดกลไกรัฐจึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภ าพ ทำไมตำรวจจึงปล่อยให้ประชาชนใช้ความก้าวร้าวรุนแรงจนถึงขั้นใช้กำลังกับกลุ่ มพันธมิตรฯ นั้นเป็นข้อน่าจะตั้งคำถามมากกว่า

เพราะในความเป็นจริงแล้วกลไกรัฐต้องอยู่ในลักษณะเป็นกลาง ในทางทฤษฎีสากลโดยเฉพาะประเทศต้นแบบของทฤษฎีดังกล่าวเช่นเยอรมันนั้นยอมรับก ันว่า กลไกรัฐควรมีความเป็นกลางเพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ดังนั้นรัฐจึงควรเป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างให้กับบุคลากรเหล่านี้ทำงานให้กับผู ้มีอำนาจรัฐเสียแทนที่จะปล่อยให้คนเหล่านี้ไปหาเงินเอาจากสังคม เหมือนยุโรปสมัยก่อนเกิดข้าราชการ

กลไกรัฐต้องเป็นกลางและรับใช้ผู้มีอำนาจรัฐจึงเป็นลักษณะสากลของข้าราชการในโลกนี้!

อย่างไรก็ตามพัฒนาการของกลไกรัฐไทยกลับเป็นไปในทางตรงข้ามกับแนวทางส ากลกล่าวคือกลไกรัฐไทยก้าวเข้ามาเป็นผู้ถือครองและมีอำนาจรัฐเสียเองตั้งแต่ สมัย พ.ศ.2475 ที่กระทำการยึดอำนาจรัฐด้วยความหวังดี อยากเปลี่ยนแปลงรัฐไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยแต่ใช้วิธีนอกระบบ

มาภายหลังเกิดความแตกแยกในคณะราษฎร์ผู้ก่อการปฏิวัติระหว่างแกนนำสาย พลเรือนและสายทหารซึ่งอย่างไรก็ตามยังคงต้องปล่อยให้เดินแนวทางการปกครองประ เทศแบบภายใต้รัฐธรรมนูญต่อไปเพราะตอนยึดอำนาจก็มีข้ออ้างเรื่องเปลี่ยนแปลงเ พราะอยากให้ประเทศชาติมีการปกครองโดยระบอบรัฐธรรมนูญ

หลังจากนั้นมาประวัติศาสตร์บ่งบอกไว้ชัดเจนว่าการเมืองไทยอยู่ภายใต้ การครอบงำเชิงอำนาจของข้าราชการ โดยที่กลไกราชการได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะการได้อำนาจรัฐด้วยวิธีนอกระบบ ที่ผิดกฎหมาย ทำให้นักการเมืองต้องจัดวางลูกสมุนของตนเองที่สามารถสั่งให้ทำผิดกฎหมายเหล่ านี้ได้ไว้ในตำแหน่งหลัก ๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลาโหมและมหาดไทย

ผ ลพวงดังกล่าวทำให้กลไกรัฐสูญเสียความเป็นกลาง ไม่มีความเป็นวิชาชีพ มีสถานภาพทางด้านการเมืองควบคู่กับตำแหน่งราชการ จนผู้ที่ศึกษารัฐศาสตร์ทั่วโลกพากันกล่าวถึงทหารการเมืองของประเทศไทยหรือที ่มีลักษณะใกล้เคียงกันนี้

การจะทำให้กลไกรัฐมีความเป็นกลาง จึงต้องเริ่มจากการที่ต้องยอมรับในพัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์ดังกล่าวเสียก่ อน ในเวทีพันธมิตรเช่นกันผู้นำกลุ่มคนสำคัญคงต้องถกแถลงกันเองว่า การที่ให้ พลเอก ปฐมพงษ์ฯ ขึ้นเวทีพันธมิตรทั้งเครื่องแบบ ทั้ง ๆ ที่ยังมีสถานภาพเป็นข้าราชการประจำและขึ้นเวทีโดยกล่าวโจมตีผู้ถือครองอำนาจ รัฐในปัจจุบันนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใดแม้จะคิดว่ารัฐนี้เป็นรัฐที่ไม่ชอบใ นความรู้สึกของตนเอง

แต่ปรากฏการณ์ปฐมพงษ์เป็นคำถามสมบูรณ์ในตัวเองที่ว่า ” กลไกรัฐมีสิทธิ์ปฏิเสธและตีความคำสั่งของรัฐ ปฏิเสธบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็นและเลือกปฏิบัติให้กับฝ่ายหรือข้างที่ตนเองต ้องการสนับสนุนได้หรือไม่เพียงใด”

ในทำน องเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ต้องถามตนเองอีกต่อไปว่า การกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจและด่าทออย่างหยาบคายโดยไม่จำแนกเมื่อคราวล้อมกองบ ัญชาการตำรวจนครบาลในวันที่คุณสนธิฯ เข้ามอบตัวข้อหาหมิ่นฯ นั้น เป็นการกระทำที่ทำให้กลไกรัฐกระอักกระอ่วนสูญเสียความเป็นกลางในการทำหน้าที ่ หรือพันธมิตรฯ เองสามารถนำสืบพิสูจน์ทราบได้อย่างชัดเจนแทนกระบวนการยุติธรรมว่าเหตุการณ์ท ั้งหมดเป็นการจัดฉาก

เมื่อทุกฝ่ายในสังคม หันกลับมาตั้งต้นตอบคำถามหลาย ๆ อย่างที่ผู้เขียนยกมาเป็นกรณีตัวอย่างได้แล้ว อาจจะมีแสงสว่างหรือคำตอบในตนเองได้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่ชาวบ้านกระทำต ่อดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเป็นการจัดฉากหรือความขัดแย้งจริงที่เกิดขึ้นในสั งคมกันแน่

บทความจากคอลัมภ์ ดอกไม้ปลายปืน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: