RSS

3 ข้อเสนอเพื่อการใช้ทรัพยากรส่วนรวมโดยเสมอภาค

18 ส.ค.

วิทยากร เชียงกูล
ข้อเสนอเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์ได้ใช้ทรัพยากรส่วนรวม โดยเสมอภาคกันเพิ่มขึ้น

1) เปลี่ยนกฏกติกาขององค์การด้านการค้าโลก เช่น ข้อตกลงว่าด้วยภาษีและการค้า (GATT) และองค์การค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นตัวการในการเปิดทางให้บรรษัทข้ามชาติเข้าไปครอบครอง ใช้ทรัพยากรส่วนรวมของประชากรและชุมชน โดยให้มีข้อยกเว้น ห้ามบรรษัทข้ามชาติเข้าไปลงทุนและค้าขาย หรือบีบบังคับให้รัฐบาลประเทศนั้น เข้าไปแทรกแซงในการจัดการทรัพยากรส่วนรวม ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของชุมชน ห้ามมีข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ในเรื่องที่เป็นทรัพยากรส่วนรวมของชาติและของชุมชน

    การตัดสินใจในเรื่องทรัพยากรของส่วนรวม และเรื่องที่เกี่ยวกับบริการสาธารณะ เช่น การสาธารณสุข  โรงพยาบาล การบริหารจัดการเรื่องน้ำ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา การสื่อสารมวลชน การเกษตรและอาหาร วัฒนธรรม ความมั่งคงทางสังคม กิจการทหาร ตำรวจ ควรเป็นเรื่องของชุมชนและประเทศที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

หากชุมชนหรือรัฐบาลประเทศไหน ต้องการให้มีการบริหารจัดการทรัพยากร ที่เป็นของส่วนรวมบางอย่างโดยภาคธุรกิจเอกชน ก็ให้เป็นการตัดสินใจของชุมชน หรือรัฐบาลของประเทศนั้นๆบนพื้นฐานของประชาธิปไตย มีกฎระเบียบเพื่อส่วนรวมที่ชัดเจน เช่น ต้องขายในราคายุติธรรม มีคุณภาพ ความปลอดภัย และประชาชนเข้าถึงได้โดยเสมอภาคกัน ในหลายประเทศมีการแก้ไขปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ เรื่องบริการสาธารณะ เช่น ประปา การแพทย์ โดยจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค แทนที่จะปล่อยให้มีการแปรรูปให้เป็นธุรกิจเอกชน

บางเรื่อง เช่น ยีน เมล็ดพันธุ์ สายพันธุ์ของพืชและสัตว์ ไม่ควรให้มีการวิจัยและจดสิทธิบัตรเป็นของเอกชน ควรวิจัยโดยองค์กรเพื่อส่วนรวม เช่น รัฐบาล หรือ องค์กรที่ไม่ค้ากำไร  และถือเป็นทรัพยากรของส่วนรวมเท่านั้น แม้แต่เรื่องสิทธิบัตรยา ถ้าเป็นกรณีของยาที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ ใช้สิทธิบัตรเหนือสิทธิบัตรยา คือ ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ยาแพงและผลิตยาเองได้ เพื่อที่จะทำให้ยาดังกล่าวมีราคาต่ำพอที่ประชาชนส่วนใหญ่จะซื้อหาและมีชีวิตอยู่ต่อได้

2) ทำให้ข้อตกลงเรื่องสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ ขององค์การสหประชาชาติ (MEAS) มีความเข้มแข็ง และมีผลบังคับใช้เพิ่มขึ้น เพราะแม้ประเทศต่างๆจะลงนามตกลงกันในสนธิสัญญา และข้อตกลงหลายฉบับ เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม แต่องค์การค้าโลก (WTO) ก็อ้างว่า กฏระเบียบของตนที่ตกลงกันโดยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์มีความสำคัญเหนือกว่าข้อตกลงของสหประชาชาติ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการใช้ทรัพยากร มากกว่ารัฐมนตรีกระทรวงสภาพแวดล้อม

การที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เคารพข้อตกลงเรื่องสภาพแวดล้อม อาจจะยังได้ผลไม่เพียงพอ ต้องให้การศึกษา และระดมข้อเรียกร้องจากขบวนการของการเกษตร ชาวพื้นเมือง ชาวประมงและองค์กรคนรากหญ้าทั้งหลาย ที่ชีวิตของพวกขึ้นอยู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรของส่วนรวมด้วย ปัจจุบันกลุ่มองค์กรต่างๆเรียกร้องว่า ต้องให้สหประชาชาติเป็นเวทีในการถกเถียงปัญหานี้ ไม่ใช่ให้องค์การค้าโลก (WTO) ที่เห็นแก่เรื่องการค้าเพื่อผลกำไรของบรรษัทข้ามชาติ เป็นผู้ตัดสินใจ

พวกเขายังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง ศาลโลกต้านสภาวะแวดล้อม เพื่อที่จะแก้ไขข้อพิพาท ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายสภาพแวดล้อมของโลก  เพราะแม้แต่ข้อตกลงเรื่องสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศของสหประชาชาติก็ไม่ครอบคลุมทุกเรื่อง  และบางเรื่องก็ยังมีช่องโหว่อยู่มาก นอกจากนี้พวกเขาก็ได้มีการเสนอให้มีการเพิ่มความเข้มแข็งของโครงการสภาพแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program – UNEP) โดยให้ทุกประเทศต้องบริจาคเงินให้โครงการนี้ คิดเป็นสัดส่วนตามผลิตภัณฑ์มวลรวมของแต่ละประเทศ และต้องมีองค์กรผู้ปฏิบัติงานจริง ไม่ใช่กิจกรรมแค่จัดประชุม โดยควรจะให้องค์กรนี้มีสิทธิ์อำนาจ เท่าๆกับองค์การค้าโลก (WTO) และสามารถคว่ำบาตรหรือลงโทษรัฐบาลหรือบรรษัท ที่ละเมิดข้อตกลงเรื่องสภาพแวดล้อมได้

3) จัดตั้งกองทุน (Trust) เพื่อปกป้องดูแลทรัพยากรส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของชุมชน ทั้งในปัจจุบันและตลอดถึงชนรุ่นหลัง กองทุนนี้อาจจะตั้งโดยรัฐ หรือปะชาชนร่วมกันจัดตั้งก็ได้ ตังอย่างเช่น กองทน Pacific Forest Trust ใช้วิธีการซื้อสัมปทานป่าไม้ภาคเอกชน แล้วมาดำเนินการป่าไม้ในเชิงอนุรักษ์ กองทุน Marine  Agriculture Land Trust ในแคลิฟอร์เนียร์ ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ และการบริจาคของเอกชน ทำหน้าที่ปกป้องอนุรักษ์วิถีชีวิตชุมชนเกษตรท้องถิ่นไว้ด้วยการรับซื้อที่ดินของเกษตรกรขนาดเล็กที่ยากจน และช่วยให้เกษตรกรได้ทำอาชีพต่อไปได้

กองทุน Alaska Permanent Fund เป็นกองทุนของรัฐอลาสก้าที่ใช้ส่วนแบ่งจากการให้สัมปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ มาจ่ายเป็นเงินปันผลรายปีให้ชาวอลาสก้า แม้จะมีข้อดีในแง่ที่ว่า ชาวชุมชนได้รับส่วนแบ่งคืน แต่ก็อาจจะมีส่วนเสียในแง่อาจเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนสนับสนุนการผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นได้

มีผู้เสนอให้จัดตั้งกองทุนดูแลท้องฟ้า Sky Trust เพื่อเก็บภาษีจากโรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ ที่ปล่อยคาร์บอนซึ่งเป็นมลภาวะขึ้นไปในบรรยากาศ เพราะปัจจุบันพวกเขาทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย จะได้เป็นการลดการสร้างมลภาวะ และนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ชุมชน ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนต่อไป

 

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย. – กรุงเทพ ฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2550.
176 หน้า.
ISBN 978-974-13-0621-3

+++

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: