RSS

ภัยจักรวรรดินิยมใหม่รุกอุตสาหกรรมเหล็ก

06 ก.ย.

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองคุกรุ่น ความเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเปิดเผย เพียงแต่รอจังหวะเหมาะ ของกลุ่มทุนข้ามชาติในการยึดกุมภาคธุรกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาณา จักรทุนยังดำรงอยู่ต่อเนื่องและน่าเกรงขาม

ข่าวที่แพร่ในตลาดหุ้น และเป็น “จิ๊กซอ” สำคัญ นั่นก็คือ การเข้ามาของคือ อาซีลอร์-มิตตาล (Arcelor Mittal) ของ “ลักษมี มิตตาล” เจ้าพ่อวงการเหล็กเบอร์ 1 ของโลก เพื่อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะเข้ามาซื้อหุ้น บริษัท จี สตีล ของ “สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล”

ลักษมี มิตตาล เป็น 1 ในเจ้าของ 4 บริษัทเหล็กชั้นนำของโลกที่ ยื่นความเจตจำนงจะตั้งโรงงานผลิตเหล็กต้นน้ำ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) หลังจากที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ มีมติเห็นชอบกำหนดแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นคุณภาพ สูงแต่สิ่งที่ลืมไม่ได้เป็นอันขาดก็คือ แม้ ลักษมี มิตตาล ต้องการสร้างอาณาจักรเหล็กของตน เมื่อหลายปีก่อน แต่เขาก็เรียนรู้ว่า ระหว่างการสร้างด้วยตัวเองกับการซื้อกิจการของคนอื่น แนวทางประการหลังทำได้รวดเร็วและง่ายกว่า

โดยเฉพาะการซื้อในช่วง 30 ปีที่โรงงานเหล็กย่ำแย่ (คศ.1970-2000)สร้างเป็นอาณาจักรมีกำลังผลิตประมาณ 60 ล้านตันต่อปี หลังจากนั้นก็ซื้อ Arcelor ซึ่งมีกำลังผลิตประมาณ 60 ล้านตัน เปลี่ยนชื่อเป็น Arcelor Mittal ทำให้ปัจจุบันนี้อาณาจักรเหล็กของเขาใหญ่ขึ้นประมาณ 4 เท่า

ArcelorMittal แสดงตัวเลขรายรับประจำปี 2007 มีถึงกว่า หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐและผลิตเหล็กต้นน้ำออกสู่ตลาดโลกถึง 116 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวม

ดังนั้นการมีแผนเข้าซื้อ จี สตีล ก็เป็นกลยุทธอันเป็นลักษณะเด่นของลักษมี มิตตาล ซึ่งไม่ได้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์หุ้นจีสตีล ในช่วงปี 2549-2550 ตกจาก 1.60 บาท ลงไปต่ำสุด 0.62 บาท แต่ไม่นานมานี้ Mr. Shadow อย่าง สมศักดิ์ เคยออกมาให้ข่าวว่า อีกไม่นานหุ้นของเขาจะวิ่งอย่างผิดหูผิดตา ซึ่งแน่นอน สมศักดิ์ไม่ปฏิเสธ แนวทางการหาพันธมิตรเพื่อเดินไปถึงจุดนั้น

การเข้ามาของ Arcelor Mittal จึงเป็นคำเฉลย แต่จะในสัดส่วน 10-15 เปอร์เซ็นต์ตามที่แหล่งข่าวในบริษัท จีสตีล ระบุหรือไม่ ยังไม่สรุป เพราะในแง่นักลงทุนก็ย่อมปรารถนาสัดส่วนที่มากกว่านั้นเพื่ออำนาจในการบริหา ร

แม้ข่าวดังกล่าวจะเป็นผลบวกต่อจีสตีล แต่ประเด็นน่าสนใจก็คือ ก่อนหน้านี้ จีสตีล ถือหุ้น บมจ.นครไทยสตริปมิล ของ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ผ่านบริษัท โอเรียลทัล แอ็กเซส จำนวน 49.5% จากปัจจุบันถืออยู่ 40.12%

หากพิจารณาแผนของจีสตีล ที่สมศักดิ์เคยระบุว่า ในช่วงปลายปี 2552 อาจมีกำลังการผลิตรวมกันถึง 6 ล้านตันต่อปีก็ย่อมหมายความว่า Arcelor Mittal ได้สยายปีกเข้ามามีส่วนในส่วนแบ่งตลาดนี้โดยไม่จำเป็นต้องรอตั้งโรงงานเอง ซึ่งยังมองไม่เห็นอนาคต เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน แก้ไม่ตก ดังกรณีของเครือสหวิริยา

นี่ยังไม่พูดถึงเจ้าพ่อวงการเหล็กอันดับรองๆลงมา ไม่ว่าจะเป็น Shoji Muneoka ประธานบริษัท Nippon Steel ,Hajime Bada ของ JFE Steel Corporation,Ku-Taek Lee ของ Posco ,Xu Lejiang ของ baosteel และ Mr Ratan Tata ของบริษัท TATA ที่ต่างก็พยายามช่วงชิงการนำในวงการ

ภาพในระดับโลก ก็คือ กำลังการผลิตซึ่งกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนไม่กี่คน ทำให้อำนาจต่อรองของกลุ่มทุนเหล่านี้ค่อนข้างสูง

ภาพในระดับประเทศ กลุ่มทุนเหล่านี้ก็กำลังจะเข้ามาสยายปีกเข้ามาสร้างเมืองขึ้นในประเทศไทยโดย เป็นบริษัทที่ล้วนเสนอตัวเข้ามาทำอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ

หากคาดการณ์อนาคตของอุตสาหกรรมเหล็กภายใต้การผูกขาดของทุนข้ามชาติ อาจต้องมองบทเรียนการผูกขาด ของกลุ่มทุนแร่เหล็ก ซึ่งอยู่ในมือคนเพียง 3 คน และเป็นการผูกขาดในขั้นสุดยอด หรือ Oligopoly ใน end stage โดย คุมแร่เหล็กในโลกถึง 75 เปอร์เซ็นต์

เบอร์ 1 คือ Roger Agnelli ของบริษัท Vale ซึ่งคุมการส่งออกแร่เหล็ก 35 เปอร์เซ็นต์ และในการเจรจาราคาแร่เหล็กแต่ละจำปี Roger Agnelli คือ คนกำหนดราคา

ส่วนเบอร์ 2 คือ Marius Kloppers ของบริษัท BHP Billiton บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย และ Tom Albanese ของบริษัท Rio Tinto

เวลานี้ มีข่าวว่า BHP Billiton จะเข้า take over บริษัท Rio Tinto ซึ่งหากสำเร็จก็จะกลายเป็นว่า อำนาจกุมตลาดแร่เหล็กจะอยู่ในมือแค่ 2 คน

ต้นทุนแร่เหล็ก ตั้งแต่ปี 1995 ราคาอยู่ที่ 25-30 เซ็นต์ หลังจากปี 2004 เป็นต้นมา ราคาขึ้นมาเรื่อยๆ โดยปี 2008 ขึ้น 65-71 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาเกือบ 6 เท่า

แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนของเหมืองปรับตัวขึ้น แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการกำหนดราคาโดยกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งนั่นคือสิ่งที่จะได้เห็นในกรณีการผูกขาดของเจ้าพ่อบริษัทเหล็กข้ามชาติ

วิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า เคยระบุว่า แนวโน้มอีก 3-4 ปีข้างหน้าความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านตัน/ปีเป็น 17-18 ล้านตัน/ปี ซึ่งในจำนวนนี้ใช้เศษเหล็กในประเทศ 3 ล้านตัน/ปี ที่เหลืออีก 10 ล้านตันเป็นการนำเข้า
เม็ดเงินนำเข้าที่ประเทศต้องเสียไปนั้นปัจจุบันประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มเป็น 5-6 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า

นั่นย่อมหมายความว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทกำลังถูกรุกคืบโดยทุนข้ามชาติ

เป็นภัยจักรวรรดินิยมใหม่ ซึ่งคนในประเทศไม่ตระหนักรู้เท่าทัน

บทความจากคอลัมภ์ เวทีทัศนะ
นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 4 กันยายน 2551 09:02 น.

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

One response to “ภัยจักรวรรดินิยมใหม่รุกอุตสาหกรรมเหล็ก

  1. รักเมืองไทย

    มีนาคม 15, 2009 at 5:07 pm

    ประเทศไทย มีการบริโภคเหล็ก คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าถึง ห้าแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสินค้านำเข้าที่มีมูลค่า สูง รองจากน้ำมัน

    หมายความว่าทุกวันนี้เรามีเงินไหลออก ประมาณ ห้าแสนล้านบาทต่อปี

    หากว่าคนไทยสามารถมีอุตสาหกรรมเหล็กเป็นของชาติได้ เราจะประหยัดเงินตราต่างประเทศ หลายล้านล้าน บาทในระยะเวลาสิบปีข้างหน้า ประเทศไทย อาจจะกลายเป็น ยักษ์ ที่คุกคามต่อเศรษฐกิจของบางประเทศได้

    เกมส์ ล่าอานานิคมทางเสรษฐกิจ ยังดำเนินต่อไป ประเทศไทยจะรอดพ้นจากรับเป็นรุกหรือไม่ คงจะแล้วแต่วาสนาของ คนไทยทั้งปวง ว่าจะมีความสามมัคคี หรือมัวแต่ทะเลาะกัน เอง

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: