RSS

นโยบายพัฒนา ที่จะลดผลกระทบทางลบของทุนนิยมโลก และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์และยั่งยืนกว่า

22 ก.ย.

วิทยากร เชียงกูล

1) แทนที่จะมอง “ทุน” ในแง่การสะสมหรือกู้ยืมเงินมาลงทุน เพื่อการผลิตสินค้าและบริการไปขาย ตามแบบที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมอง ประเทศกำลังพัฒนาควรตระหนักถึงทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital) เช่น ป่าไม้ ทรัพยากรต่างๆ ความหลากหลายทางชีวภาพ ธรรมชาติและความสวยงาม ฯลฯ ทุนทางปัญญาและวัฒนธรรม (Intellectual and Cultural Capital) เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะวัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ช่วยให้ชุมชนอบอุ่น เข้มแข็ง มีวินัย มีจริยธรรม มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมร่วมกัน ทุนนิยมเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นทุนของสังคม (Social Capital) โดยส่วนรวม ไม่ใช่ของเจ้าของคนใดคนหนึ่ง วัดได้ยากแต่มีอยู่จริง และเป็นทุนที่ให้ประโยชน์ต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจริง ทุนประเภทนี้มีอยู่มากมายในชุมชนเกษตรแบบดั้งเดิม และในประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ช้าหน่อย เช่น ภูฏาณ แต่ถูกทำลายไปมากในชุมชนและประเทศที่พัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมมาก


เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของทุนประเภทนี้ ปกป้องการถูกทำลาย โดยการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบสุดโต่ง และฟื้นฟูขึ้นใหม่ถ้าทำได้ เช่น การปลูกหรืออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าของชุมชน การจัดตั้งสหกรณ์และองค์กรชุมชน การอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ฯลฯ

2) ในด้านนโยบายการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ประเทศกำลังพัฒนา ต้องพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ด้วยนโยบายการผลิตสินค้าจำเป็นภายในประเทศทดแทนการนำเข้า การเก็บภาษีและกำหนดโควต้าการสั่งเข้า และการให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตภายในประเทศ เพื่อช่วยให้คนในประเทศพัฒนาความเข้มแข็งขึ้นได้ก่อน ชะลอการเปิดรับการลงทุนและการค้าเสรีออกไป เพื่อป้องกันการที่บรรษัทข้ามชาติจะเข้ามาทำลายผู้ผลิต และธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมในประเทศ รวมทั้งป้องกันไม่ให้ประเทศต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศ เพราะประชนชนหลงใหลการซื้อสินค้าต่างประเทศ ที่เข้ามาตีตลาดในราคาต่ำมากเกินไป
นักเศรษฐศาสตร์และนักวางแผนในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก และถูกทำให้เชื่อว่า การเปิดการลงทุนและการค้าเสรี จะนำไปสู่การแข่งขัน และการเพิ่มประสิทธิภาพที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนา แต่นั่นเป็นเพียงทฤษฎีที่วางอยู่บนสมมติฐานว่า ระบบเศรษฐกิจโลกมีการแข่งขันที่เป็นธรรมจริง มีผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขายมากราย ทุกคนรู้ข้อมูลพอๆกัน มีสินค้าหลากหลายใช้แทนกันได้ ไม่มีใครมีอำนาจผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นทางใดๆ
แต่สมมติฐานนี้ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะเศรษฐกิจโลกถูกควบคุมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัท ซึ่งมาจากประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยเพียงไม่กี่ประเทศ  พวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด ที่สามารถผลิตสินค้าและบริการได้กำไรอย่างมหาศาล มิหนำซ้ำ ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้ ยังตั้งกำแพงภาษีโควตากีดกันสินค้าต่างประเทศ และให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ผลิตในประเทศของตน เช่น ผู้ผลิตเหล็กกล้าในสหรัฐฯ เกษตรกรในยุโรป ผู้ประกอบกิจการรถไฟและสาธารณูปโภคอื่นๆ
ดังนั้น ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา จึงไม่ควรหลงเชื่ออย่างผิวเผิน ว่าทฤษฎีการค้าเสรีจะให้ประโยชน์ทุกคนเท่าเทียมกัน โลกนี้เป็นโลกของการแข่งขัน ต่อรองผลประโยชน์จากกันและกัน รัฐบาลที่ดีต้องรู้จักต่อรองกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างชาญฉลาด เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ใช่เป็นตัวแทนของนายทุนและคนชั้นกลางส่วนน้อย ไปสมคบลงทุนร่วมกับต่างชาติ เพื่อหาผลประโยชน์จากคนส่วนใหญ่ในชาติ อย่างหากำไรหรือเอาเปรียบมากไป

3) นโยบายการพัฒนาเกษตรและชนบท ต้องเน้นการผลิตอาหารโดยเกษตรกรขนาดเล็ก และสหกรณ์เพื่อคนในประเทศก่อน ไม่ใช่การส่งเสริมฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อไปมุ่งผลิตสินค้าเกษตรแบบอุตสาหกรรมเพื่อตลาดส่งออก ซึ่งดูเหมือนจะทำเงิน ทำรายได้ได้ดีในช่วงแรกๆ แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง เกษตรกรต้องลงทุนใช้ปุ๋ย ยา อุปกรณ์สมัยใหม่ต่างๆที่ต้นทุนสูง และต้องขาดทุนเพราะขายผลผลิตได้ราคาต่ำ ประชาชนของประเทศต้องหาซื้ออาหารในราคาสูงขึ้น มาตรฐานการกินอยู่ของประชาชนลดลง
ทางเลือกจึงต้องพยายามรักษา หรือฟื้นฟูการเกษตรและหัตถกรรมแบบพึ่งตนเอง แต่มีการช่วยเหลือจากรัฐ ให้เกษตรกรรู้จักวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพขึ้น นโยบายใหม่ที่จะทำให้คนในชนบทมีงานทำและมีผลผลิตพออยู่ได้ ชาวชนบทไม่ต้องอพยพไปเป็นแรงงาน และผู้ประกอบอาชีพอิสระในเมือง ซึ่งมีชีวิตที่ยากลำบาก ยิ่งกว่าเกษตรกรที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองในชนบท
การเกษตรและหัตถกรรมเพื่อการค้า ในบางกรณีที่เป็นสินค้าที่ได้ราคาสูงคุ้มการลงทุน ก็ควรส่งเสริมให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง มีความรู้เรื่องประสิทธิภาพในการผลิต การเก็บรักษา การจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น จัดตั้งสหกรณ์ สมาคม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับนายธนาคาร พ่อค้าคนกลางได้เพิ่มขึ้น

4) นโยบายพัฒนาระบบขนส่ง ควรเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสังคมสูง และส่งเสรมการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟ รถไฟลอยฟ้า รถไฟใต้ดิน ฯลฯ ที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำ และทำลายสภาพแวดล้อมน้อยกว่า การสร้างถนนและทางด่วน เพื่อขยายการใช้รถยนต์ส่วนตัว การใช้รถยนต์ส่วนตัว จะทำให้ประเทศต้องสิ้นเปลืองทั้งน้ำมัน สิ้นเปลืองการสั่งเข้ารถยนต์ส่วนตัว และวัตถุดิบที่สั่งเข้ามาประกอบรถยนต์ส่วนตัว มากกว่าการขนส่งสาธารณะหลายเท่า ส่วนในเรื่องการขนส่งสินค้า ก็ต้องหาวิธีจัดการลดต้นทุนลง ลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งทางเรือและทางรถไฟ ส่งเสริมให้มีการผลิตและการบริโภคแบบเศรษฐกิจพึ่งตนเอง / พอเพียงในระดับท้องถิ่น ลดการขนส่งสินค้าทางไกลที่ไม่จำเป็น

5) ประเทศกำลังพัฒนา ควรหลีกเลี่ยงการกู้เงินดอลลาร์สหรัฐจากธนาคารโลกหรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาทำโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะประสบการณ์ในรอบ 50 ปี ชี้ให้เห็นว่า การทำเช่นนี้มีผลเสียต่อประเทศผู้กู้มากกว่าผลดี กล่าวคือ การเป็นหนี้ต่างประเทศมาก ทำให้ประเทศต้องใช้นโยบายการพัฒนาที่เอาใจใส่การส่งออกเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ต้องถูกเจ้าหนี้ต่างชาติเข้ามาบีบให้ดำเนินนโยบายลดกฏเกณฑ์ ด้านการลงทุนการค้าการเงิน เพื่อเปิดเสรีให้ทุนต่างชาติเข้ามาหาผลประโยชน์จากทรัพยากร แรงงาน และตลาดของประเทศกำลังพัฒนาได้สะดวกขึ้น
นโยบายการเป็นหนี้ต่างประเทศ นำไปสู่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศกำลังพัฒนาตกต่ำลง ค่าเงินในประเทศลดลง ประเทศต้องขายทรัพย์สินดีๆให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ เมื่อประเทศไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็ต้องเจรจากู้ต่อ  แต่หนี้ต่างประเทศก็ยังค้างอยู่ และสะสมเพิ่มขึ้น
ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกในปัจจุบัน มีการแข่งขันกันในการส่งออก เพื่อเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างเอาเป็นเอาตาย ตลาดส่งออกเป็นตลาดที่ไม่แน่นอน และประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะเสียเปรียบ ดังนั้น แม้โครงการลงทุนบางโครงการ จะประสบความสำเร็จทางด้านบัญชีรายรับรายจ่าย แต่ประเทศกำลังพัฒนาก็ยังล้มเหลวด้านการเงิน คือ การเป็นหนี้ระหว่างประเทศสูงขึ้นมากอยู่ดี
ตัวอย่างของประเทศกำลังพัฒนา ที่ใช้นโยบายทางด้านการเงินสวนทางกับธนาคารโลก/IMF ซึ่งครอบงำช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในไทยและประเทศเอเชียอื่นๆ ในปี พ.ศ.2540 คือ มาเลเซีย แทนที่มาเลเซียจะกู้เงิน และทำตามคำแนะนำกึ่งบังคับของ IMF เช่น ให้ลดค่าเงิน ให้เปิดการลงทุนและการค้าเสรีต่อต่างประเทศเพิ่มขึ้นแบบไทย มาเลเซียกำหนดค่าเงินคงที่ ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา ไม่ปล่อยให้มีการแปลกเปลี่ยนเงินตราอย่างเสรี ควบคุมการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น กำหนดให้เงินจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ต้องอยู่ในมาเลเซียอย่างน้อยนานเท่าไร ผู้ลงทุนถึงจะขนเงินกลับไปได้ ปกป้องตลาดหลักทรัพย์ในประเทศ ส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้เครื่องมือของธนาคารกลางของตนเอง ผลก็คือ มาเลเซียสามารถฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วเอเชียได้ค่อนข้างเร็ว เศรษฐกิจภายในประเทศเข้มแข็งขึ้น โดยไม่ได้มีภาวะหนี้ต่างประเทศเพิ่มไปจากเดิม
ตอนที่รัฐบาลมาเลเซีย ดำเนินนโยบายสวนทางกับ IMF ธนาคารโลก (รวมทั้งนายกฯ ชวน หลีกภัย ของไทย) วิจารณ์ว่า มาเลเซียจะไปไม่รอด แต่เมื่อมาเลเซียสามารถก้าวข้ามวิกฤติไปได้ รวมทั้งต่างชาติก็ไม่ได้ถอนการลงทุนจากมาเลเซีย แม้แต่ธนาคารโลกก็ต้องยอมรีบว่ามาเลเซียประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างน่าทึ่ง (Remarkable)
นอกจากมาเลเซียแล้ว ประเทศอื่นเช่น ชิลี ก็ดำเนินนโยบายปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตนเอง โดยไม่ทำตามกรอบของ IMF ในทุกเรื่อง เช่น การควบคุมการลงทุนจากต่างชาติว่า จะต้องเป็นการลงทุนระยะยาวพอสมควร การส่งเสริมการออมและการลงทุนภายในประเทศ โดยการเพิ่มการออมภาคบังคับ ให้ผู้มีเงินเดือนประจำ หักเงินออมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสัดส่วนสูงขึ้น เป็นต้น
ประเทศกำลังพัฒนา ควรจะหาแหล่งเงินทุนจากภายในประเทศเพื่อการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่จำเป็นอย่างน้อยก็บางส่วน ในเมื่อธนาคารโลกและ IMF เอง สามารถสร้างเงินขึ้นมาเพื่อปล่อยกู้ได้ ธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนาเอง ก็สามารถสร้างเงินขึ้นมาเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนภายในประเทศได้เช่นกัน การหาเงินจากแหล่งกู้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น แทนการกู้จากต่างประเทศทางเดียว จะช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมการไหลเข้าออก ของเงินตราต่างประเทศให้สมดุลเพิ่มขึ้น และจะสามารถระดมการใช้ทรัพยากร แรงงานในประเทศได้ดีขึ้น
อีกทางเลือกหนึ่งคือ ใช้นโยบายพัฒนาแบบค่อยๆสะสมทุนของตนเอง และค่อยๆทยอยลงทุนไป ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการกู้ยืมหนี้ต่างประเทศ อย่างไรเสีย ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศก็ยังคงเหลืออยู่ ถ้ายังไม่ลงทุนตอนนี้ จะลงทุนภายหลัง เมื่อประเทศมีความพร้อมเรื่องทุน เทคโนโลยี แรงงาน และอื่นๆ ประเทศก็อาจจะได้ประโยชน์เต็มที่ กว่าการรีบลงทุนด้วยการกู้หนี้ต่างประเทศ ซึ่งมีเงื่อนไขมาก และนำไปสู่การเสียเปรียบตามมา
การส่งเสริมพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน สหกรณ์ ธนาคารคนจน ฯลฯ เป็นหนทางที่สำคัญในการระดมเงินออมและการกู้ยืม การลงทุนกันภายในประเทศ ที่เข้าถึงคนได้อย่างทั่วถึงและยุติธรรมมากกว่าระบบธนาคารพาณิชย์แบบทุนนิยม

6) ประเทศกำลังพัฒนาควรปฏิรูประบบการเงินของตน เพื่อแก้ปัญหาความล้มเหลวของระบบการเงิน ที่มีฐานอยู่ที่การเป็นหนี้แบบเก่า ด้วยการใช้ระบบธนาคารกลางของตนเอง สร้างเงินรวมทั้งการออกพันธบัตรเอง แทนการกู้เงินจากธนาคารสถาบันการเงินต่างประเทศ เพียงแต่ต้องสร้างปริมาณเงินในสัดส่วนที่เหมาะสมและกระจายออกไป เพื่อใช้จ่ายในกิจกรรมที่เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศ เพื่อสร้างผลผลิตและบริการที่จำเป็น เช่น ลงทุนเรื่องการศึกษา สาธารณสุข องคารสงเคราะห์ การเกษตร การพัฒนาชนบท ฯลฯ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เหมาะสม ป้องกันการบริโภคที่มากเกิน และปัญหาเงินเฟ้อ

ระบบการเงินที่ช่วยให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ อาจรวมทั้งการส่งเสริมให้ชุมชนใช้ระบบเงินตราท้องถิ่น ระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของ การให้สินเชื่อขนาดย่อมโดยสหกรณ์ ธนาคารท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน การใช้แรงงาน และทรัพยากรท้องถิ่นได้เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันกับระบบการเงินของเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เป็นระบบที่เอาเปรียบประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา

การที่ประเทศกำลังพัฒนา  ตกอยู่ในกรอบการพัฒนาแบบพึ่งพาทุนและการค้ากับต่างประเทศ ทำให้พวกเขาเป็นหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินตราในประเทศเขาลดลงโดยตลอด พวกเขาต้องส่งสินค้าออกจำนวนมาก แต่ได้มูลค่าคิดเป็นเงินต่างประเทศลดลง เมื่อเทียบกับการสั่งเข้าที่พวกเขาต้องจ่ายในราคาสูงขึ้น ทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีทางใช้หนี้ได้

ประเทศกำลังพัฒนากลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม (และที่ทิ้งขยะและระบาลมลภาวะ) ของโลกที่เจ้าของเป็นนายทุนต่างชาติ ที่จ้างแรงงานท้องถิ่นในราคาต่ำ ผลิตสินค้าราคาต่ำไปให้คนรวยในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมบริโภคอย่างเหลือเฟือ แต่มีราคาสูงสำหรับคนในประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ ประเทศกำลังพัฒนาเองได้แค่ผลตอบแทนจากการจ้างแรงงาน และขายวัตถุดิบเพียงเล็กน้อย แถมทรัพยากรสภาพแวดล้อมยังถูกทำลายอย่างมาก นี่คือกับดักของการพัฒนาในกรอบของการเป็นหนี้ต่างประเทศ ที่ประเทศพัฒนาจะต้องหาทางออกใหม่ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง ในระดับประเทศเป็นสัดส่วนสูงขึ้นแทน

7) ปฏิรูประบบการเก็บภาษีและให้เงินอุดหนุน ด้วยการเก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินและรายได้ในอัตราก้าวหน้า ภาษีการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย น้ำมันและสินค้าที่ทำลายสภาพแวดล้อม ภาษีกำไรของนักลงทุนต่างชาติ ภาษีจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ภาษีจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ภาษีการซื้อขายที่ดินแบบเก็งกำไรระยะสั้น และลดภาษีที่เก็บจากคนจนลง ตลอดจนการใช้เงินอุดหนุนเศรษฐกิจ สาขาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม เช่น การทำฟาร์มแบบไม่ใช่สารเคมี หัตถกรรมและธุรกิจขนาดย่อม ศูนย์เลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลภาคเอกชนหรือของชุมชน ธุรกิจกำจัดของเสีย ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ฯลฯ เพื่อที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคม และช่วยพัฒนาคุณภาพของประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน

8) ปฏิรูปที่ดิน โดยการจำกัดขนาดการถือครองที่ดิน ไม่ให้เอกชนรายหนึ่งรายใดเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่เกินไป เก็บภาษีที่ดินตามมูลค่าในอัตราก้าวหน้า ที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เสียภาษีสูงขึ้น กำหนดโซนที่เหมาะสมกับการเกษตรห้ามเอาไปทำอย่างอื่น เพื่อป้องกันการเก็งกำไรและที่ดินมีราคาสูงเกินไป ตั้งธนาคารที่ดินรับซื้อที่ดิน ที่เจ้าของไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาจัดสรรให้เกษตรกรเช่าซื้อ หรือเช่าทำกินในราคาที่เกษตรกรพออยู่ได้

9) ส่งเสริมธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยว ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก มากกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งบางทีเป็นทุนของต่างชาติด้วย ทั้งนี้ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กมีที่ทางทำมาหากิน รวมทั้งจัดฝึกอบรมส่งเสริมยกระดับการบริการโรงแรม ภัตตาคาร การท่องเที่ยว ให้มีคุณภาพมาตรฐาน เช่น ในกรีกและยุโรปบางประเทศ

10) ปฏิรูปการจัดการศึกษา สื่อมวลชนและศิลปวัฒนธรรมให้มีคุณภาพ ทั้งในแง่ช่วยให้เด็กและเยาวชน ประชาชน พัฒนาความฉลาดทางปัญญา อารมณ์ และจิตสำนึก รู้จักชุมชน รู้จักท้องถิ่น มีความรักและจิตสำนึก ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาครอบครัว  ชุมชน ประเทศชาติ และโลกของเรา ให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม ประชาชนมีความสุขความพอใจ อยู่ในสภาพแวดล้อมน่าอยู่และพัฒนาเศรษฐกิจโดยเน้นคุณภาพชีวิต และการพัฒนาที่หลีกเลี่ยงการทำลายสภาพแวดล้อม

การปฏิรูปด้านการศึกษา สื่อมวลชน ศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างพลเมืองที่มีความรู้ความสามารถ และจิตสำนึกเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะต้องพัฒนาไปพร้อมๆกัน กับการพัฒนาใน 9 ข้อแรก เพราะการปฏิรูปด้านการเรียนรู้ของประชาชน จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและภูมิปัญญาของเด็ก เยาวชน ประชาชน ไม่ให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อการครอบงำของวัฒนธรรมทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกที่มุ่งครอบงำความคิดค่านิยมให้คนแข่งขันกันหาเงิน เพื่อมาบริโภคให้มากที่สุด วัฒนธรรมทุนนิยม เน้นความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของปัจเจกชน เพื่อตอบสนองการขายสินค้าและบริการ เพื่อความร่ำรวยของบริษัทยักษ์ใหญ่ทุนข้ามชาติ และบริษัทนายทุนเป็นหลัก

ประเด็นสำคัญ คือ ต้องเปลี่ยนทัศนคติให้ประชาชนได้คิดใหม่ว่าการร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน และการแข่งขันเพื่อพัฒนาตนเอง ชุมชนและประเทศชาติ ในรูปของกลุ่มสหกรณ์ สหภาพแรงงาน สมาคม องค์กร ชุมชน ฯลฯ เพื่อสร้างการกินดีอยู่ดีแบบพอเพียง สภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมที่ดี และเพื่อความสุขของคนส่วนใหญ่ เป็นทางออกที่ดีกว่า และเป็นไปได้มากกว่า การแข่งขันสร้างความร่ำรวยแบบตัวใครตัวมัน ตามแนวทางระบบทุนนิยมโลก

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย. – – กรุงเทพฯ
บ้านพระอาทิตย์, 2550
176 หน้า.
ISBN 978-974-13-0621-3



Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

One response to “นโยบายพัฒนา ที่จะลดผลกระทบทางลบของทุนนิยมโลก และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์และยั่งยืนกว่า

  1. stemis

    มิถุนายน 22, 2009 at 5:45 pm

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: