RSS

วรรณกรรม ช่วงก่อน 14 ตุลาคม

24 ก.ย.

วิทยากร เชียงกูล

บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจเขียนถึงวรรณกรรมช่วงปี 2506-2516 ในลักษณะบันทึกความทรงจำจากประสบการณ์การเป็นนักอ่าน นักเขียน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นหลัก ผู้เขียนเขียนบทความนี้ขึ้น ขณะที่ศึกษาต่ออยู่ที่ประเทศเนเธอแลนด์ และไม่มีเวลาที่จะไปค้นคว้าตรวจสอบหลักฐานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปี พ.ศ.มากนัก แต่ก็หวังว่าข้อเขียนจากความทรงจำในลักษณะนี้จะเป็นภาพคร่าวๆ ที่พอจะเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจและมีเวลาค้นคว้าได้ทำงานต่อไปภายหลังได้

ในช่วงปี 2506-2507 ผู้เขียนศึกษาชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบ การมีโอกาสได้ศึกษาที่โรงเรียนดังกล่าวมีข้อดีสองอย่างคือ ที่นั่นมีห้องสมุดที่ดีมากแห่งหนึ่งในบรรดาห้องสมุดโรงเรียนมัธยมในสมัยนั้น และที่นั่นทำให้ผู้เขียนได้เพื่อนที่เป็นคนสนอกสนใจในวรรณกรรมและกิจกรรมทางสติปัญญาหลายคน อาทิ สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์, สำเริง คำพะอุ, ประเสริฐ จันดำ, วินัย อุกฤษณ์, ปิยพันธ์ จำปาสุต, พิบูลชัย พันธุลี, เถกิง พันเถกิงอมร, มงคล วัชรางค์กุล ฯลฯ คนเหล่านี้ ต่อมาได้ทำงานเขียนหนังสือ หรือเป็นนักหนังสือพิมพ์กันหลายคน

วงวรรณกรรมปี 2506-2507  เป็นผลสะท้อนมาจากการปกครองแบบเผด็จการในสมัยสฤษดิ์-ถนอม เมื่อสฤษดิ์ทำรัฐประหารครั้งที่สอง ในปี 2501 เขาได้กวาดล้างจับกุมนักคิดนักเขียนฝ่ายก้าวหน้าไปหลายคน ปิดหนังสือพิมพ์บางฉบับและทำให้นักคิดนักเขียนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์สังคมต้องเซ็นเซอร์ตัวเองหรือเลิกเขียนไป งานเขียนที่เฟื่องฟูขึ้นมาแทน คือ นวนิยายประเภทบู๊ล้างผลาญหรือเพ้อฝันที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสารรายสัปดาห์ ค่ายหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องที่มีสาระอยู่บ้างมีค่าย สยามรัฐ และ พิมพ์ไทย-สยามนิกร ทางสยามรัฐนอกจากหนังสือพิมพ์รายวันแล้วก็มี สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ที่ตีพิมพ์เรื่องสั้น และ ชาวกรุง รายเดือนที่พิมพ์ทั้งเรื่องสั้นเรื่องแปล วรรณกรรมที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสองฉบับนี้มีส่วนสะท้อนสังคมอยู่บ้าง แต่มักเป็นเรื่องประเภทหักมุมจบ เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านมากกว่าที่จะวิพากษ์วิจารณ์สังคม ส่วนพิมพ์ไทย-สยามนิกร เป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวเป็นส่วนใหญ่  บทความบทวิจารณ์ไม่สู้เด่นนัก ในช่วงหนึ่งมีการวิจารณ์หนังและหนังสือ ซึ่งช่วยให้วงวรรณกรรมคึกคักบ้าง มี เสถียร จันทิมาธร เป็นคนริเริ่มอยู่ในสมัยนั้นการวิจารณ์หนังสือไม่เป็นที่แพร่หลายเอาเสียเลย ทั้งที่เคยมีการวิจารณ์หนังสือกันอย่างคึกคักมาก่อนช่วงปี 2501 แล้ว  แต่นับจากสฤษดิ์ขึ้นมา งานวิพากษ์วิจารณ์ก็ซบเซาไป เคยมีนิตยสารรายเดือนที่ลงวรรณกรรมที่มีเนื้อหาสาระหน่อย ชื่อว่า ขวัญใจ (เชาว์ ภูเจริญยศ เป็น บก) ออกมาในปี 2505 แต่อยู่ได้ไม่นานก็เลิกไป

ในสมัยนั้น นอกจากงานเขียนประเภทเริงรมย์ซึ่งมีสาระน้อยแล้ว งานที่เด่นๆขึ้นก็มี เช่น งานเขียนยุคแรกๆของ รงค์ วงษ์สวรรค์ (พวกบางลำภูสแควร์, สนิมสร้อย, สนิมกรุงเทพฯ) งานของเขามีลักษณะสะท้อนความจริงในสังคมส่วนหนึ่ง และเขาสามารถเขียนหนังสือได้อย่างมีเสน่ห์ พวกนักอ่านวัยหนุ่มสาวสมัยนั้นคลั่งเขามาก เราเคยชวนเขามาพูดที่โรงเรียนครั้งหนึ่ง งานเขียนของเราบางคนสมัยทำหนังสือขายกันในโรงเรียนก็ได้อิทธิพลมาจากเขา นอกจาก รงค์แล้ว อาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็เป็นอีกคนที่เราอ่านกัน เขาเป็นแบบอย่างของคนที่เรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตจริง แม้ว่าเรื่องของเขาจะมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าสนุกๆมากกว่าวิพากษ์วิจารณ์สังคม แต่งานเขาก็สะท้อนความเป็นจริงในชีวิตและมีลักษณะมนุษยธรรมไม่น้อย ในหมู่นักเขียนผู้หญิงก็มี สุวรรณี สุคนธา ที่เขียนเรื่องมีลักษณะสะท้อนชีวิตของคนในสังคมสมัยใหม่ที่แตกต่างไปจากนักเขียนเพ้อฝันคนอื่นๆ

ขณะที่งานเขียนนวนิยายถูกครอบงำด้วยนวนิยายเริงรมย์ งานกวีนิพนธ์ก็ถูกครอบงำด้วยกลอนโรแมนตอก แต่เทียบคุณภาพกันแล้วกลอนโรแมนติกหลายชิ้นก็ยังมีศิลปะมากกว่านวนิยายในสมัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นงานของ ประยอม ซองทอง, มะเนาะ ยูเด็น, ภิญโญ ศรีจำลอง, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, นิภา บางยี่ขัน, ดวงใจ รวิปรีชา, จินตนา ปิ่นเฉลียว และใครต่อใครอีกหลายคน กลอนบางชิ้นยังมีเนื้อหาทางมนุษยธรรมด้วย พวกเราส่วนใหญ่เริ่มฝึกการเขียนด้วยการเขียนกลอน ในสมัยนั้นมีนิตยสารสำหรับเด็กสองเล่ม ที่เป็นเวทีของนักเขียนรุ่นเยาว์ได้ดีพอสมควร คือ ดรุณสาร (ของค่ายสตรีสาร) และ ชัยพฤกษ์ แต่ ดรุณสารอยู่ได้ไม่นานก็เลิกไป  เข้าใจว่าเพราะขาดทุน นอกจากนั้นก็มีการจัดรายการกลอนทางวิทยุที่คนนิยมฟังกันซึ่งรวมทั้งรายการของ นเรศ นโรปกรณ์ ซึ่งพวกเราได้ส่งงานไปร่วม แต่ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าเขาเคยเป็นนักเขียนก้าวหน้ามาก่อน เขาไม่เคยพูดถึงอดีตเมื่อพวกเราไปเยี่ยมเยียนและคุยกับเขาที่สถานีวิทยุ ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งสะพานพุทธฯกับโรงเรียนสวนกุหลาบ

สิ่งที่ต้องควรบันทึกไว้ในที่นี้ คือ พวกเราในสมัยนั้นไม่เคยได้อ่านวรรณกรรมประเภทเพื่อชีวิตเลย แม้เมื่อได้เข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย (ปี 2508) แล้วก็ตาม การกวาดล้างสมัยสฤษดิ์ ทำให้การพัฒนาของวรรณกรรมเพื่อชีวิตตั้งแต่ปลายสมัยสงครามโลกครั้งที่สองถึงปี 2501 หยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง เราไม่พบหนังสือเหล่านี้ในห้องสมุด หรือร้านหนังสือเลย หนังสือของศรีบูรพา ที่เราได้อ่านมีแค่ ข้างหลังภาพ กับ สงครามแห่งชีวิต ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ มีเพื่อนคนหนึ่งได้พบอย่างบังเอิญในช่วงปีท้ายๆของชีวิตในมหาวิทยาลัย  เราไม่รู้จัก จิตร ภูมิศักดิ์, นายผี, เปลื้อง วรรณศรี และนักเขียนเพื่อชีวิตรุ่นก่อนคนอื่นๆเลย จนกระทั่งเราจบมหาวิทยาลัยไปแล้ว และสำนักพิมพ์หนังสือได้นำ ศิลปะเพื่อชีวิต ของ จิตร ภูมิศักดิ์ มาพิมพ์ใหม่ 2515

ช่วงที่ผู้เขียนเรียนชั้น ม.5 มีนิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งริเริ่มโดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนนักเรียนนอกเกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นหนังสือค่อนไปทางวิชาการรายสามเดือนที่ออกจะหนักหัวสำหรับพวกเราไปสักหน่อย แต่ก็เป็นที่ที่ได้รู้จัก อังคาร กัลยาณพงษ์ ซึ่งงานสร้างสรรค์ในช่วงแรกๆ ของเขาเป็นที่ติดอกติดใจพวกเรามาก ในมหาวิทยาลัยก็มีการออกนิตยสารรายสะดวกชื่อว่า เจ็ดสถาบัน จัดทำโดย พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร, ประพันธ์ ผลเสวก และใครต่อใครอีกหลายคน มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สังคมและกล่าวถึงชีวิตในยุคอุดมคติอยู่พอสมควร แต่นิตยสารนี้ทำได้ไม่กี่ฉบับก็เลิกไป เข้าใจว่าถูกเพ่งเล็งจากทางการ ภายหลังเมื่อพวกเราเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกันแล้ว ก็มีคนพยายามรื้อฟื้นนิตยสารแนว เจ็ดสถาบัน มาทำกันใหม่อีกสองครั้ง ครั้งหลังโดยความพยายามของ สำเริง คำพะอุ ในช่วงปี 2514 เนื่องจากกฏหมายการพิมพ์ในสมัยเผด็จการไม่อนุญาตให้มีการจดทะเบียนหัวหนังสือออกนิตยสารใหม่ ผู้จัดทำนิตยสารที่ไม่มีทะเบียนจึงต้องใช้วิธีเลี่ยง เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ นิตยสารที่ทำโดย สำเริง คำพะอุ และพรรคพวกจั่วหัวว่า หนังสือรวมข้อคิดข้อเขียนของนักศึกษาประชาชน และมีชื่อเฉพาะที่เปลี่ยนไป แต่ละฉบับออกเป็นรายปักษ์ติดต่อกันได้นานพอสมควร ที่หลังปกตั้งชื่อเป็นคอลัมน์ว่า ลอมฟาง บางครั้งคนจึงเรียกเป็นนิตยสารไป นิตยสารเล่มนี้จัดเป็นนิตยสารที่ก้าวหน้าในช่วงปี 2515 ถึงต้นปี 2516 เน้นวรรณกรรมที่มีลักษณะเพื่อชีวิต โจมตีจักรวรรดินิยมและวิจารณ์สภาพสังคมที่ไม่เป็นธรรม ส่วนหนึ่งนำบทความเก่าๆมาพิมพ์ใหม่ ต้นทุนการทำหนังสือในสมัยนั้นยังค่อนข้างต่ำ การจัดทำหนังสือโดยกลุ่มนักศึกษาจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก

ในช่วงที่ผู้เขียนเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2508-2512) คนที่สนใจวรรณกรรมหรือการขีดเขียนมีอยู่น้อย นักกลอนในธรรมศาสตร์ที่ดังๆในเวลานั้นมี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ทวีสุข ทองถาวร, นิภา บางยี่ขัน, ดวงใจ รวิปรีชา, ชาญชัย ลวิตรังสิมา, ศุภกิจ นิมานนรเทพ, วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์, ถาวร บุญปวัฒน์ พวกนี้เป็นรุ่นพี่ และรวมกลุ่มกันในชุมนุมวรรณศิลป์ ซึ่งมีการออกนิตยสาร และการจัดรายการแข่งกลอนสดกันบ่อยๆ เนื้อหาส่วนใหญ่ออกไปทางโรแมนติก หรือการใช้ไหวพริบปฏิภาณ ผู้เขียนเองก็ได้เข้าไปร่วมกิจกรรมกับพวกเขาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วสนิทกับเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่มีความคิดความสนใจคล้ายกัน เช่น วินัย อุกฤษณ์, คำรณ คุณะดิลก, เธียรชัย ลาภานันท์ (นัน บางนรา) , วีระประวัติ วงศ์พัวพันธ์, ประเสริฐ จันดำ, สำเริง คำพะอุ, มากกว่า รวมทั้งยังสนิทกับนักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นก่อนซึ่งจบไปแล้ว แต่ได้พบปะกันแถวโรงพิมพ์ อย่าง สุชาติ สวัสดิ์ศรี, นิคม รายยวา หลังจากการพบปะพูดคุยกันบ่อยๆ พวกเราได้ตั้งชื่อกลุ่มของเราว่า กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ชื่อนี้ได้มาจากชื่อกลุ่มกวีจีนในประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่ง เพราะพวกเราหลายคนชอบที่ฟังดูโรแมนติก เพราะและมีความหมายดี ความจริงก็เรียกชื่อกันไปอย่างนั้น ไม่ได้เป็นกลุ่มที่เป็นกิจจะลักษณะอะไรนัก คนที่เข้ามาสังสรรค์กันในกลุ่มของเรายังขยายวงออกไปเรื่อยๆ เช่น ธัญญา ผลอนันต์, สุรชัย จันทิมาธร, ตั๊ก วงศ์รัฐปัญญา, มงคล วัชรางค์กูล

ในสมัยนั้นยังเป็นสมัยแห่งความมืดบอดทางปัญญา ระบอบเผด็จการทำให้บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเองไม่มีเสรีภาพทางวิชาการอย่างเพี ยงพอ อาจารย์เพียงแต่สอนไปตามตำราฝรั่ง หลีกเลี่ยงที่จะวิเคราะห์หรือวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทย นักศึกษาก็หลงไหลในความเป็นอภิสิทธิชน แต่งตัวโก้มาเรียนหนังสือบ้าง เที่ยวเตร่ไปวันๆบ้าง กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมบันเทิง เช่น งานรับเพื่อนใหม่, รับน้องใหม่, งานพบปะสังสรรค์ชาวจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ ,ศิษย์เก่าโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ , งานบอลประเพณี, งานลอยกระทง ฯลฯ  นักศึกษาไม่ได้รับสิทธิให้ปกครองตนเอง ไม่มีองค์การนักศึกษา ที่ธรรมศาสตร์สมัยนั้น มีสิ่งที่เรียกว่า สโมสรนักศึกษา แต่คนคุมเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย นักศึกษามีสิทธิเลือกประธานและกรรมการชุมนุมต่างๆ รวมทั้งประธานเชียร์ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น แต่ชุมนุมที่มีอยู่ราวเกือบ 20 ชุมนุม  ส่วนใหญ่เป็นชุมนุมกีฬาประเภทต่างๆ ชุมนุมที่พอจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางสติปัญญาบ้างคือ ชุมนุมวรรณศิลป์ ชุมนุมปาฐกถาและโต้วาที แต่การจัดรายการยังเน้นความบันเทิง ความสนุกสนานมากกว่าเนื้อหาสาระ พวกเราส่วนใหญ่าเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ หลักสูตรศิลปศาสตร์ปีที่หนึ่งทำให้ความสนใจของเราเปิดกว้างไปที่วิชาหลายสาข าบ้าง แม้ว่าตัวหลักสูตรเองจะไม่มีเนื้อหาสาระที่ก้าวหน้าเลย

พวกเราที่สนใจวรรณกรรมและการเขียนหนังสือ มักพบปะพุดคุยกันอยู่เนืองๆ บางครั้ง็เอางานที่เขียนมาแลกกันอ่าน ช่วยกันวิจารณ์ เราบางคนพยายามส่งบทกลอน  และเรื่องสั้นไปลงตามนิตยสารที่ออกในท้องตลาด เช่น ชาวกรุง, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ แต่งานเขียนในมหาวิทยาลัยในสมัยนั้นไม่เคยได้รับความสนอกสนใจจากสำนักพิมพ์ภายนอกอย่างจริงจัง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนภายนอกยังมองนักศึกษาว่าเป็นเด็ก แต่ประเด็นที่จริงคือ พวกบรรณาธิการเหล่านั้นไม่สนใจที่จะอ่านงานของเรา พวกเขายังทำตามความเคยชิน คือ เลือกแต่เรื่องของคนที่เป็นนักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักแล้ว หรือที่บรรณาธิการรู้จักไปตีพิมพ์ วิธีการที่นักเขียนรุ่นใหม่จะก้าวขึ้นไปเป็นนักเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์ผลงานได้ในสมัยก่อนหน้านั้นจนถึงสมัยนี้ คือ ต้องไปเริ่มต้นเป็นคนตรวจปรู๊ฟหรือเขียนข่าว หรือไปฝากฝังตัวเป็นศิษย์ติดตามนักเขียนมีชื่อสักระยะจึงจะมีโอกาสทำให้นักเขียนหรือบรรณาธิการสนใจงานที่เขาเขียนได้ ธรรมเนียมแบบนี้ก็คงพัฒนามาจากระบบศักดินาหรือระบบอุปถัมภ์นั่นเอง

การที่นักศึกษาในสมัยนั้นไม่มีกิจกรรมประเทืองปัญญาให้ทำมากนัก และการที่นิตยสารในท้องตลาดไม่สนใจรับเรื่องของเราตีพิมพ์ ทำให้เราหันมาทำหนังสือขายกันเอง โดยการรวมหุ้นกันบ้าง ขอเครดิตจากโรงพิมพ์บ้าง พิมพ์เสร็จก็เอามายืนขายกันตามหน้ามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็ทำหนังสือขนาด 8 หน้ายก ทำรูปเล่มแบบนิตยสาร ขายเล่มละบาทสองบาท ซึ่งถ้าขายได้สักพันสองพันเล่มก็เพียงพอกับค่าจ้างโรงพิมพ์แล้ว โดยที่คนเขียนคนทำไม่ได้อะไรเลย แต่เราก็พอใจกับการผลิตผลงานออกมาในรูปนี้ นิตยสารทำนองนี้ต้องเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ เพื่อเลี่ยงกฏหมายการพิมพ์และออกเป็นรายสะดวก 2-3 เดือนครั้ง หนังสือที่พวกเราทำกันที่จำได้ก็มีชื่อ ตะวัน, ธุลี, ปัญญา, พระจันทร์เสี้ยว เป็นต้น (2508-2512) ช่วงปี 2511 พวกเราได้เข้าไปเป็นกรรมการส่วนใหญ่ของชุมนุมวรรณศิลป์ของมหาวิทยาลัยด้วย

ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษามีกิจกรรมที่น่าสนใจสองอย่างเริ่มเกิดขึ้น คือ งานค่ายอาสาพัฒนา และการเสวนากลุ่มย่อยของกลุ่มปริทัศน์เสวนา  งานค่ายอาสาพัฒนาในช่วงแรกๆ ยังมีทัศนะแบบนักสังคมสงเคราะห์ มุ่งพัฒนาถาวรวัตถุให้ชาวบ้านมากกว่าที่จะลงไปเรียนรู้จากชาวบ้าน และให้การศึกษาแก่ชาวบ้าน แต่ก็เป็นการเริ่มต้นชักนำให้นักศึกษารู้จักชนบท เห็นปัญหาเพิ่มขึ้น ส่วนการเสวนากลุ่มย่อย จัดโดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ แห่งนิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ โดยการเชิญผู้ที่มีความรู้ด้านต่างๆ เช่น วรรณคดี ปรัชญา ศาสนา มาพูดให้ผู้สนใจกลุ่มย่อยๆ ฟังและซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆที่สนใจตามอ่านสังคมศาสตร์ปริทัศน์อยู่ ทำให้นักศึกษาซึ่งสนใจปัญหาสังคมได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สุลักษณ์ยังได้เปิดเวทีสังคมศาสตร์ปริทัศน์ให้นักศึกษาสถาบันต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นกองบรรณาธิการ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนักศึกษาด้วย ทำให้การแสดงความคิดเห็นในหมู่นักศึกษาแพร่หลายขึ้น คนที่เขียนในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนักศึกษาช่วงนั้นเท่าที่จำได้มี นิธิ เอียวศรีวงศ์, รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, เทพศิริ สุขโสภา, วิชัย โชควิวัฒน์, พิภพ ธงไชย, ธัญญา ผลอนันต์, ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ, ดวงมน บุริปุณณะ, ธรรมเกียรติ กันอริ, อิสระ ปั้นชุด, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, จรัล ดิษฐาภิชัย ส่วนใหญ่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษาและกิจกรรม เช่น ความฟุ่มเฟือยในงานฟุตบอลประเพณี เป็นต้น แต่ยังไม่ก้าวไปถึงขั้นวิจารณ์สังคม เพราะความรับรู้ของนักศึกษาต่อปัญหาการบ้านการเมืองก็ยังไม่สูงนัก เสรีภาพทางการเมืองก็ใช่ว่าจะมีเต็มที่ สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ยังพิมพ์งานแปลนิยายสมัยใหม่อย่าง คนนอก ของ อัลแบรต์ กามูส์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นใหม่ในระดับหนึ่งด้วย นอกจากกลุ่มปริทัศน์เสวนาซึ่งใช้โบสถ์วัดบวรนิเวศเป็นที่ชุมนุมแล้ว ที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียนเชิงสะพานหัวช้าง ก็มีการจัดการพูดคุยหรือสัมมนาเป็นครั้งคราว ทำให้นักศึกษาต่างสถาบันที่สนใจปัญหาคล้ายกัน มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดและรู้จักกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม พวกนิตยสารเล่มละบาท รวมทั้ง วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ ปีที่พวก พระจันทร์เสี้ยวเข้าไปทำ (2511) และ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนักศึกษา ก็แพร่หลายเฉพาะในหมู่นักศึกษาที่สนใจประมาณพันสองพันคนเท่านั้น ไม่ได้ออกไปสู่ตลาดวงกว้างอย่างแท้จริง งานเขียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ออกไปสร้างความคึกคักให้กับวงวรรณกรรมนอกมหาวิทยาลัยคือ หนังสือรวมเรื่องสั้น ชื่อว่า คลื่นลูกใหม่ จัดทำโดย  เสถียร จันทิมาธร พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มิตรนรา เป็นการรวมเรื่องสั้นของนักเขียนรุ่นใหม่ จาก ชมรมพระจันทร์เสี้ยว บ้าง จากกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย ของพวก สุจิตต์ วงษ์เทศ, ขรรค์ชัย บุนปาน บ้าง หนังสือเล่มนั้นเป็นการท้าทายนักเขียนรุ่นเก่าทั้งด้านรูปแบบและความคิด เป็นครั้งแรกที่ทำให้วงวรรณกรรม (ด้านเรื่องสั้น) นอกมหาวิทยาลัยให้ความสนใจนักเขียนมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ความจริงในช่วงปี 2510 บริษัทไทยพาณิชยการ ได้ออก สยามสมัย รายสัปดาห์ โดยให้สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ และสุลักษณ์ได้เปิดเวทีให้กับคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่ง แต่นิตยสารนี้ไม่ติดตลาด อยู่ได้ไม่นานก็เลิกไป

วงวรรณกรรมเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยนับตั้งแต่ปี 2512  เมื่อผู้เขียนจบมหาวิทยาลัยตอนต้นปี 2512 ได้เข้าไปร่วมทำ ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชนรายปักษ์ ซึ่งมี อนุช อาภาภิรม เป็นบรรณาธิการ นิตยสารฉบับนี้เน้นการให้การศึกษาประชาชนในแขนงต่างๆ เช่น สังคมวิทยา, จิตวิทยา, การเมืองระหว่างประเทศ, ปัญหาสังคม, เศรษฐกิจ ตลอดจนลงเรื่องสั้น บทกวี บทความ บทวิจารณ์หนังสือ ซึ่งเป็นการเปิดเวทีให้กับคนรุ่นใหม่โดยไม่ต้องผ่านระบบอุปถัมภ์เหมือนนิตยสารยุคก่อน ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน ได้รับความสำเร็จในด้านยอดขาย ซึ่งขายได้ฉบับละหมื่นกว่าเล่ม นับเป็นยอดขายที่สูงมากในสมัยนั้น เมื่อเทียบกับ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งพิมพ์ราวสามพัน มีผู้ส่งข้อเขียนมาร่วมด้วยมาก งานเขียนของนักเขียนเรื่องสั้นรุ่นใหม่หลายคน เช่น นิเวศน์ กันไทยราษฎร์, พิบูลศักดิ์ ละครพล ได้รับการตีพิมพ์ที่นี่ ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน ออกอยู่ได้ไม่ถึงปี ก็ถูกกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นเจ้าของหัวหนังสือชัยพฤกษ์อยู่บีบ ทำให้ทางบริษัทเจ้าของผู้พิมพ์ผู้โฆษณาต้องยุติการทำ แต่เปลี่ยนไปออก วิทยาสารปริทัศน์ แทน โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งออกจากสังคมศาสตร์ปริทัศน์มาเป็นบรรณาธิการ วิทยาสารปริทัศน์ (2513-2514) ส่วนหนึ่งมีลักษณะอนุรักษ์ของเก่า เช่น เรื่องพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของไทย แต่อีกส่วนหนึ่งก็ลงเรื่องสั้น บทความ เรื่องแปลของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งนักเรียนนอกรุ่น วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ในนิตยสารฉบับนี้เองที่คนได้เริ่มรู้จักซ้ายใหม่ เช กูวารา การประท้วงของนักศึกษากรณีเวียดนามและอื่นๆก่อนหน้านี้ (ช่วงปี 2511-2512) กลุ่มนักเรียนนอกรุ่น วารินทร์, ชาญวิทย์, บุญสนอง บุญโญทยาน, ปราโมทย์ นาครทรรพ, กมล สมวิเชียร เคยเขียนจดหมายมาลงใน ประชาธิปไตย (ยุคปกเหลือง) ส่วนใหญ่ก็กล่าวถึงลักษณะสังคมประธิปไตยแบบอเมริกัน และวิจารณ์สังคมไทยที่ยังล้าหลังอยู่ในด้านต่างๆ เป็นงานที่มีคนอ่าน และกล่าวขวัญถึงกันอยู่พอสมควร

ทางด้าน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ หลังจาก สุชาติ สวัสดิ์ศรี เข้ามารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ ยิ่งเพิ่มความคึกคักขึ้น มีการเปลี่ยนจากรายสามเดือนเป็นรายเดือนและเปลี่ยนจากหนังสือกึ่งวิชาการค่อ นข้างหนักเป็นหนังสือที่พูดถึงปัญหาทั่วไปในสังคมที่คนทั่วไปอ่านได้มากขึ้น (เข้าใจว่าปี 2514 หรือ 2515) บรรดาปัญญาชนรุ่นใหม่ทั้งที่จบจากต่างประเทศและในประเทศ ได้ส่งต้นฉบับเข้าไปหนุนช่วยอย่างหนาแน่น  ทำให้สังคมศาสตร์ปริทัศน์แม้จะมีคนทำงานน้อยคน (ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ก็เคยไปทำอยู่ระยะหนึ่ง) แต่ก็เป็นนิตยสารที่มีคุณภาพสูง มีบทบาทในด้านเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของปัญญาชนเสรีนิยมที่ค่อนข้างก้าวหน้า ฉบับที่ดังๆ เช่น ฉบับคนหนุ่ม, แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน, ไม่มีผู้ก่อการร้ายในเมืองไทย? การค้ายาเสพติด พวก วรพุทธิ์ ชัยนาม, พันศักดิ์ วิญญรัตน์, ณรงค์ เกตุทัต, สุรพงษ์ ชัยนาม เริ่มมีผลงานในช่วงนี้

ทางด้านวรรณกรรม ก็มีงานเขียนที่สะท้อนสังคมออกมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ปรากฏในเรื่องสั้นและบทกวี กลุ่มสุจิตต์, ขรรค์ชัย เข้าไปทำหนังสือช่อฟ้าและหนุ่มเหน้าสาวสวย ส่วนหนึ่งเล่นเรื่องโบราณคดี, ประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งเล่นเรื่องสั้น บทกวี งานวิจารณ์หนังสือก็เริ่มมีมากขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์, วิทยาสารปริทัศน์

ช่วงที่จอมพลถนอมยอมให้มีระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา (ปี 2512-2514) มีนิตยสาร แนวร่วมเศรษฐกร รายปักษ์ออกมา เป็นนิตยสารแนวสังคมนิยมเพียงเล่มเดียวในช่วงนั้น แต่เนื้อหา การจัดรูปเล่ม และการวางตลาดยังเป็นแบบเก่าๆ ไม่ค่อยหนักแน่น และไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ปี 2513 มีนิตยสาร จตุรัส รายเดือน จัดทำโดย คำสิงห์ ศรีนอก, พันศักดิ์ วิญญรัตน์, วรพุทธิ์ ชัยนาม เนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สังคมแบบพวกเสรีนิยมที่ค่อนข้างก้าวหน้า แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเลิกไป เพราะโดนบีบจากทางการ ปี 2514 มีนิตยสารรายเดือน ชื่อ ชาวบ้าน ของสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ คณะผู้จัดทำประกอบด้วย วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์, ทวี หมื่นนิกร, กมล กมลตระกูล และผู้เขียน นิตยสารนี้ท่วงทำนองคล้าย สังคมศาสตร์ปริทัศน์ แต่เน้นปัญหาเศรษฐกิจและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตรงไปตรงมามากกว่า และพยายามทำให้ง่ายเข้าถึงคนได้มากกว่า นิตยสารฉบับนี้ออกมาในช่วงที่จอมพลถนอมทำรัฐประหาร ยุบสภาแล้ว ความกล้าวิจารณ์ทำให้นิตยสารฉบับนี้ได้รับความนิยมมาก บทความที่ลือลั่นคือจดหมายเปิดผนึกของ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งเขียนเป็นทำนองสัญลักษณ์ จาก นายเข้ม (ชื่อจัดตั้งสมัยเป็นเสรีไทย)  ถึงผู้ใหญ่ทำนุ เรียกร้องประชาธิปไตยในหมู่บ้าน ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยออกไปสอนหนังสือต่างประเทศและส่งจดหมายฉบับนี้มาให้เวียนกันอ่านในหมู่ลูกศิษย์ แต่ลูกศิษย์ซึ่งอยู่ในกองบรรณาธิการได้นำไปตีพิมพ์ในนิตยสารชาวบ้าน ซึ่งช่วงที่ขายดีนั้นพิมพ์ประมาณ 8,000 – 9,000 เล่ม ในยุคที่คนเริ่มตื่นตัวอ่านหนังสือมากขึ้น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่เปลี่ยนบรรณาธิการเป็น สุชาติ สวัสดิ์ศรี ซึ่งออกบ่อยขึ้นเป็นรายเดือนก็คึกคักขึ้นเช่นกัน ยอดขายเพิ่มจากสามพันเป็นไม่ต่ำกว่าห้าพัน ที่ค่ายไทยวัฒนาพานิช แม้ว่าวิทยาสารปริทัศน์จะเลิกออก แต่ชัยพฤกษ์สำหรับเด็กและวิทยาศาสตร์สำหรับครูก็ยังคงคึกคัก เสถียร จันทิมาธร, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เคยไปทำงานอยู่ระยะหนึ่ง ชูเกียรติ อุทกพันธ์ ก็มีส่วนปรับปรุงวิทยาสารอยู่มาก

ตั้งแต่ปี 2512-2516 มีหนังสือและนิตยสารรายสะดวกของพวกนักศึกษาออกมามากมาย กลุ่มอิสระของนักศึกษา เช่น สภาหน้าโดม, กลุ่มโซตัสใหม่ ของจุฬาฯ วลัชชทัศน์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , สภากาแฟ ของเกษตร เกิดขึ้นหลายกลุ่ม และเป็นกลุ่มที่รักความเป็นธรรมตื่นตัวทางการเมืองสูงกว่าศูนย์นิสิตฯ ซึ่งก่อตัวมาจากกลุ่มสังเกตการณ์เลือกตั้ง และยังไม่มีบทบาทอะไรมากนัก

กิจกรรมที่สำคัญของนักศึกษายังเป็นการทำหนังสืออยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากความสนใจด้านวรรณกรรมทั่วไปมาเป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิต และเรื่องการเมืองเรื่องสังคมมากขึ้น นิตยสาร วรรณกรรมเพื่อชีวิต ที่จัดทำโดย ธัญญา ชุนชฎาธาร, พิรุณ ฉัตรวนิชกุล, กมล กมลตระกูล, บุญส่ง ชเลธร ออกช่วงปี 2515-2516 รวมข้อเขียนของ นักศึกษา ประชาชน ก็ออกในช่วงเดียวกัน ที่ออกเป็นเล่มๆ มีการต่อต้านจักรวรรดินิยม (หนังสือภัยขาว) การต่อต้านเผด็จการทหาร (หนังสือภัยเขียว) การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง (คัมภีร์) , ศิลปะเพื่อชีวิต ของ ทีปกรฯ

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีต้นกำเนิดมาจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนักศึกษา ปัญญาชน ซึ่งเคยเป็นนักเขียนนักทำหนังสือเป็นส่วนใหญ่ (ธีรยุทธ บุญมี เคยเป็นสาราณียกรจุฬาฯสาร ช่วงปี 2514 และชอบเขียนนิยายวิทยาศาสตร์) และพอหลัง 14 ตุลาคม 2516 ไปแล้ว วงวรรณกรรมก็ผ่านจากยุคมืด หรือที่มีคนเรียกว่า ยุคแสวงหา เข้าสู่อีกยุคหนึ่งซึ่งเป็น ยุคของการฟื้นฟูวรรณกรรมเพื่อชีวิต ยุคนี้มีการออกหนังสือกันมากกว่าช่วง 14 ตุลาคม หลายเท่า

ผู้เขียนเปลี่ยนงานจากไทยวัฒนาพานิชไปทำวารสารเศรษฐกิจของธนาคารกรุงเทพฯ มีประสบการณ์ในวงการหนังสือโดยตรงน้อยกว่าเดิม ประกอบกับมีคนค้นคว้าเขียนเกี่ยวกับวรรณกรรมช่วง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 ไว้บ้างแล้ว ผู้เขียนจึงขอยุติบทความนี้ไว้แค่ช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516

ภาษาและหนังสือ
เมษายน -กันยายน 2525

ที่มา ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งานและทัศนะของ วิทยากร เชียงกูล
ISBN 9
74-89151-1-5

/-/-/

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

One response to “วรรณกรรม ช่วงก่อน 14 ตุลาคม

  1. gclub-royalcasino

    กันยายน 23, 2009 at 6:39 pm

    แบบนี้ดีจังเลยคะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: