RSS

ต้องเลือกข้างธรรมะ

28 ก.ย.

กว่าบทความชิ้นนี้จะลงตีพิมพ์ผมก็ไม่สามารภคาดเดาได้ว่าสถานการณ์ บ้านเมืองจะคลี่คลายไปในทางใดแล้วแต่ถ้าพูดแบบเอาธรรมะหรือหลักความเป็นจริง ตามกฎธรรมชาติมาวิเคราะห์ ก็คงจะบอกได้ว่าถึงอย่างไรมันก็ต้องเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติหรือกฎแห่งกรรม

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้พูดแบบพระเทศน์แต่พูดตามหลักความเป็นจริงที่เป็นว ิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมยืนยันได้มากยิ่งขึ้นทุกทีซึ่งเปรียบภาษิตจีนที่ว่า “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” หรือถ้าเป็นศาสนาพุทธก็ว่า “ไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม”

ถ้าผมจะต้องเลือกข้างผมจะเลือกข้างฝ่ายธรรมะและถ้าหากสังคมยังเอาแต่ ตามืดตามัวเลือกฝ่าย แยกขั้วขัดกับหลักธรรมะ ธรรมชาติจะต้อลงโทษมนุษย์บาปหนา กิเลสหนา อัตตาหนา ให้ทนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสกันทั่วหน้าแท้ๆ

ไม่ยกเว้นขั้วไหน ฝ่ายไหน ซีกไหนรวมทั้งพวกที่ยังไม่เลือกข้างว่าจะอยู่พวกไหน ฝ่ายไหนซึ่งพวกนี้จะเรียกว่า “พลังเงียบ”คือเงียบจริงๆไม่รู้ว่าจะอยู่ทางไหน ไปไหนหรือตรงไหน สังคมไทยถึงเวลาที่จะต้องเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นมาเลือกข้างให้ชัดเจน ข้างที่ผมว่าคือข้างธรรมะหรือความจริงตามธรรมชาติ

วิธีคิดเลือกข้างของคนไทยเราแยกเป็นเขา เป็นเรา แบบสุดโต่งไม่ยอมลดราวาศอกกัน แล้วใช้อำนาจม็อบ อำนาจเงิน หรือบางทีก็เอาอำนาจอาวุธมาตัดสินความถูกต้องกัน ผมคิดว่าวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีคิดที่ผิดและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตาม ธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง

ว ิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่เรียกว่าวิธีคิดแบบแยกส่วนมองสังคมเปรียบเสมือนก ลไกเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิต วิเคราะห์ปัญหาไปตามสถานการณ์ไม่เข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันของปัจจัยต่างๆใน สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยและเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง

วิธีคิดแบบนี้ลงเอยด้วยเหตุการณ์ที่ท่าน ผบ.ทบ.กล่าวไว้ว่าเป็นการเผาบ้านเผาเมืองเพื่อไล่หนูเพียงตัวเดียวเพราะคิดว ่าปัญหาเกิดจากคนเพียงคนเดียวเผาบ้านไล่มันออกไปแล้วก็คงเรียบร้อย

แต่มันเรียบร้อยหรือเปล่าครับ ท่านผู้อ่านลองตรองกันดูหลังจากเรามีปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยามาจนถึงวันนี้ถ้าหากจะเปรียบเสมือนเผาบ้านไล่หนูออกไปได้แล้วแต่ปรากฏว ่านอกจากไม่อาจจะสร้างบ้านใหม่ให้สวยงามกว่าเดิมแล้วหนูตัวเก่ามันหนีไปแต่ก ็มีหนูตัวใหม่ที่มีความร้ายกาจพอกันเข้ามาแทน

ถ้าจะถอยหลังปิดประเทศ ปิดดาวเทียมอยู่กันไปทะเลาะกันไป ไม่คบค้าสามคมกับใครก็ไม่ต้องสนใจว่าต่างประเทศเขาคิดอย่างไรกับประเทศไทย

แ ต่วันก่อนผมอ่านพบบทความตีพิมพ์ในนิตยสาร Economist ของอังกฤษที่จั่วหัวเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยไว้น่าสนใจว่า Worse than a cope หรือเลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหาร

จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของผู้เขียนบทความนี้ก็คงเป ็นสิทธิของแต่ละบุคคลตามหลักสิทธิมนุษยชนของ UNซึ่งเป็นหลักของอารยชนในโลก

ที่อ้าง UN เพราะหลักสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยนั้นบางครั้งก็เหมือนจะเข้าใจไ ด้ยากขึ้นทุกวันว่าหมายความถึงสิทธิของมนุษย์กลุ่มไหน พวกไหน

บทความนี้เขาให้ข้อคิดว่าสมัยก่อนเวลาเกิดวิกฤตในไทยแก้ปัยหาด้วยการ รัฐประหารหลังจากนั้นก็เกิดความแน่นอนขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เกิดความแน่นอนทางการเมืองที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

แต่เวลานี้ยิ่งกว่าเกิดรัฐประหารแบบเก่าเพราะเกิดความไม่แน่นอนว่ากา รเมืองใหม่จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมไม่ขอลงลึกไปในรายละเอียดของบทความนี้

แต่ประเด็นที่ใคร่ขอแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ก็คือประเด็นที่ว่าถึง เวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องมาเรียนรู้วิธีคิดที่จะทำให้สามารถแก้ปัญหากันได้ อย่างแท้จริงและยั่งยืนนั่นคือวิธีคิดที่ยืนอยู่ข้างฝ่ายธรรมะ
ธรรมะคือธรรมชาติ

ธรรมชาตินั้นเป็นระบบของสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพิงอิงกัน ไม่ใช่เครื่องจักรที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆแยกจากกัน

ถ้าเราคิดมองโลกมองสังคม เอาตัวเอง เอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ใช้อำนาจครอบงำผู้อื่นไม่คิดถึงหลักการพึ่งพิงอิงกันตามกฎธรรมชาติ ไม่ประนีประนอมกันรับรองได้ว่าไม่มีทางที่จะบรรลุเป้าหมายอันดีงามที่ตั้งกั นไว้ได้

ฝ่ายใดชนะก็เป็นชัยชนะที่ตั้งอยู่บนความพ่ายแพ้ของสังคม ของคนส่วนใหญ่แต่จะกลายเป็นหอกที่จะกลับมาทิ่มแทงตัวเองพ่ายแพ้ภัยตนเองในที ่สุดไม่ต้องไปดูบทเรียนในประวัติศาสตร์กันให้เสียเวลา ดูจากเหตุการณ์เกิดขึ้นกันในโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็พอจะเข้าใจยกตัวอย่า ง

วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดหายนะจากภัยธรรมชาติทำให้ผู้คนล้มตายไ ปมากมายนระยะเวลาที่ผ่านมา นั่นก็คือวิธีคิดของมนุษย์ที่คิดกันแบบแยกส่วนผิดหลักธรรมชาติ แยกตัวเองออกมาจาสกธรรมชาติทำตัวเป็นนายเหนือธรรมชาติคิดแต่จะทำลายธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาแต่ฝ่ายเศรษฐกิจ ไม่เอาฝ่ายสิ่งแวดล้อม ไม่เล็งเห็นธรรมะของการอยู่ร่วมกัน การพึ่งพิงอิงกันของตนเองกับธรรมชาติ
สุดท้ายธรรมชาติก็กำลังเล่นงานมนุษย์อย่างหนักซึ่งก็เห็นกันอยู่ทั่วโลก

ใครจะรู้ว่าคนกลางที่จะเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการเมืองในบ้านเร าทำให้ทุกฝ่ายสามารถบรรลุธรรมะในเรื่องนี้อาจจะเป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ก็ไ ด้

หันมาดูเศรษฐกิจทุกวันนี้ไม่ทราบจะเรียนรู้กันแล้วหรือยังว่าถ้าหากเ ราช่วยกันทำลายเศรษฐกิจของชาติช่วยกันสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ปิดน้ำ ปิดไฟ ปิดสนามบินขัดขวางการท่องเที่ยว การส่งออก การหารายได้เข้าประเทศ

เลิกทำสงครามทำลายตัวเองกันเสียทีหันมาเลือกข้างฝ่ายธรรม ใช้วิธีคิดแบบเชื่อมโยงพึ่งพิงอิงกันเพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและยั่งย ืนตามกฎธรรมชาติ ช่วยกันเลือกฝ่ายธรรมะตามกฎธรรมชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงกันให้มา กๆ เพราะถ้าหากเลือกฝ่ายธรรมะกันมากๆจนคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ได้รับรองได้เลยว่ าคุ้มค่ากับความเสียหายต่างๆอย่างประมาณมิได้ที่ประเทสต้องสูญเสียจากวิกฤตค รั้งนี้

ประเทศไทยจะมีโอกาสก้าวกระโดดกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีความเจริญในทุกด้านเทียบเท่าอารยประเทศทั้งหลายในโลก

แค่ทุกฝ่ายต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันเท่านั้นครับไม่ยากเย็นอะไรเลย

ที่มา จากคอลัมภ์ สู่วิสัยทัศน์ใหม่ ใน ผู้จัดการรายสัปดาห์

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: