RSS

การค้าแบบเสรีแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา

30 ก.ย.

วิทยากร เชียงกูล

ประเทศที่รวยกว่าสอนให้ประเทศอื่นๆเชื่อว่า การเปิดรับการลงทุนและการค้าเสรีจะทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อประสิทธิภาพ ที่ทำให้ทุกคนได้ซื้อสินค้าในราคาต่ำ และทุกประเทศจะเจริญเติบโตไปด้วยกัน แต่จริงๆ ก็คือ การเปิดทางบริษัทข้ามชาติของประเทศร่ำรวย เข้าไปหาประโยชน์ในประเทศที่อ่อนแอกว่าได้อย่างเสรี แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ที่คนมือยาวกว่าแข็งแรงกว่า

ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา ไม่สามารถส่งสินค้าเกษตรและสิ่งทอ ไปขายในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างเสรี เพราะรัฐบาลประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ได้เงินอุดหนุนเกษตรกรและโรงงานสิ่งทอในประเทศของตน และกีดกันทางการค้าด้วยรูปแบบต่างๆ องค์การการค้าโลก (WTO) เป็นเพียงเวทีในการเจรจาต่อรองที่ประเทศมั่งคั่งกว่าสามารถใช้ต่อรองกับประเทศยากจน เพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์มากกว่า ถึงจะมีคนจากประเทศกำลังพัฒนา เช่น คุณศุภชัย พาณิชภักดิ์ จากประเทศไทยไปเป็นผู้อำนวยการ แต่บทบาทของผู้อำนวยการก็เป็นเพียงผู้จัดเวทีในการเจรจาต่อรองระหว่างตัวแทนของประเทศต่างๆเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจที่จะเอื้อประโยชน์ให้ประเทศกำลังพัฒนาได้แต่อย่างใด

การขยายตัวของเศรษฐกิจทุนโลกหรือโลกาภิวัฒน์ ทำให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาบางส่วนมีงานทำ แต่ได้ค่าแรงต่ำกว่าแรงงานประเภทเดียวกันในประเทศของเจ้าของทุน รวมทั้งประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา ต้องซื้อสินค้าอุตสาหกรรมในราคาสูง ที่ไม่ต่างจากสินค้าที่สั่งเข้าจากต่างประเทศ คนรวย คนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหุ้นส่วน หรือมีงานที่ได้เงินเดือนและรายได้สูง อาจได้ประโยชน์จากความร่ำรวยทางวัตถุของยุคโลกาภิวัฒน์เพิ่มขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์น้อยมาก หรือยิ่งยากจนลง เพราะต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรและค่าครองชีพสูงขึ้นกว่าการเพิ่มของรายได้ของพวกเขา

การว่างงานและการทำงานต่ำกว่าระดับในประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เน้นการใช้ทุนเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์และรวมศูนย์กำไรไว้ในมือนายทุนส่วนน้อย ไม่กระจายผลการพัฒนาสู่คนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม มุ่งกำไรส่วนเอกชนมากกว่าจะคิดกระจายงานให้คนมีงานทำอย่างทั่วถึงโดยได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม (Decent Job)

การพัฒนาแบบโลกาภิวัฒน์ ทำให้คนรวยคนชั้นกลาง ซึ่งเป็นคนราว 20% ของโลก มีความมั่งคั่งทางวัตถุ มีสินค้าและบริการ (รวมทั้งการสื่อสาร การคมนาคม) ที่สนองความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำลายธรรมชาติทรัพยากร และสภาพแวดล้อมของโลกในอัตราทวีคูณ เช่น มีการทำลายป่าไม้และการใช้พลังงานจากฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ในรอบ 50-100 ปี ยิ่งกว่าในช่วง 1,000 ปีก่อนหน้านี้นับพันเท่า และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน คนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าในยุคใดในประวัติศาสตร์โลก เกิดปัญหาความยากจน ความหิวโหย ความเจ็บไข้ได้ป่วย การพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีจากภายนอก การลดความสามารถในการพึ่งตนเอง และลดอำนาจต่อรองของประชาชนในชุมชน และประเทศต่างๆซึ่งในอดีตเคยพึ่งพาตนเองได้มากกว่านี้

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเคยแบ่งโลกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรม 2. ประเทศสังคมนิยมอุตสาหกรรม เช่น สหภาพโซเวียต 3. ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมักเรียกว่า โลกที่ 3 (บางครั้งก็เรียกกลุ่มประเทศที่จนที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกาว่า โลกที่ 4) ต่อมาประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมได้มากขึ้น จนถูกจัดเป็นประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เมื่อสหภาพโซเวียตเลิกเป็นสังคมนิยมและแยกเป็นหลายประเทศ ทำให้ปัจจุบันคนไม่นิยมใช้คำว่า โลกที่ 2 และโลกที่ 3 แต่ไปใช้คำอื่น เช่น กลุ่มซีกโลกเหนือ (The North) หมายถึงประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรของโลกขึ้นไป และกลุ่มซีกโลกใต้ (The South) หมายถึงประเทศกำลังพัฒนา

ธนาคารโลกนิยมแบ่งประเทศต่างๆ เป็น 4 กลุ่ม ตามเกณฑ์รายได้ต่อหัว คือ 1. ประเทศรายได้ต่ำ หมายถึงประเทศที่มีรายได้เฉลี่ย 825 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีต่อคนหรือต่ำกว่านั้น 2. ประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ 826-3,255 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อปีต่อคน 3. ประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 3,256 – 10,065 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อปีต่อคน 4. ประเทศรายได้สูง 10,066 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป

แต่การแบ่งตามรายได้เฉลี่ยต่อหัว คือ การเอารายได้ของทั้งคนรวยและคนจนมารวมกัน แล้วหารด้วยประชากรทั้งหมด บางครั้งก็ไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจ เช่น ประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่รัฐบาลและชนชั้นผู้ปกครองมีรายได้จากน้ำมันมากขึ้น มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรสูง แต่คนส่วนใหญ่ยังยากจน การศึกษาต่ำ และประเทศยังอยู่ในระดับประเทศกำลังพัฒนา ส่วนประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยม เช่น จีน หรือยังเป็นสังคมนิยมอยู่ เช่น คิวบา รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำ แต่ค่าครองชีพในประเทศของเขาก็ต่ำ มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนจึงอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นทุนนิยมล้วนๆ การคิดคำนวณรายได้ของคนแต่ละประเทศโดยถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพ (PPP) จะให้ภาพที่ใกล้เคียงมากกว่าการคิดเป็นตัวเงินจากราคา หรือมูลค่าสินค้าบริการ

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย. – กรุงเทพ ฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2550.
176 หน้า.
ISBN 978-974-13-0621-3

+ +

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: